
ท่ามกลางความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง หลี่เฟยหลง รู้สึกเหมือนตนเองกำลังจมดิ่งลงสู่ก้นมหาสมุทรที่เย็นเยือก เขาพยายามไขว่คว้าหาอากาศ แต่ในมือกลับััได้เพียงด้ามกระบี่ที่เย็นเฉียบและหนักอึ้ง ทันใดนั้น ความร้อนจากเืที่ไหลเวียนในกายกลับพุ่งพล่านขึ้นมา มันไม่ได้แผดเผาเหมือนปราณสุนัขป่าเพลิงของหลี่กวง แต่เป็ความร้อนที่ลุ่มลึกและทรงพลัง... ราวกับมีับางตัวที่กำลังหลับใหลอยู่ใต้ิัของเขากำลังขยับเขยื้อน
"อึก..."
เฟยหลงลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก แสงสว่างจางๆ จากโคมไฟหยกทำให้ั์ตาของเขาพร่ามัวชั่วขณะ กลิ่นสมุนไพรรสขมและกลิ่นไอความเย็นที่คุ้นเคยลอยมาเตะจมูก เขาพบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงไม้ไผ่ในสถานพยาบาลของสำนักศึกษา ผมและไรหนวดบางๆถูกตัดจนเข้าทรง เสื้อผ้าถูกเปลี่ยนทั้งหมด รอบกายเงียบสงัด มีเพียงเสียงสายลมพัดผ่านยอดไผ่ด้านนอก เขารีบก้มมองข้างกาย... กระบี่นิลกาฬ ยังคงวางอยู่ตรงนั้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือใบกระบี่ที่เคยดำด้านบัดนี้กลับมีประกายสีม่วงคล้ำจางๆ หมุนเวียนอยู่ภายใน ราวกับมันได้ดื่มกินเืของเขาเข้าไปแล้วเริ่มตื่นขึ้น
"เ้าฟื้นแล้วหรือ?"
เสียงที่เย็นใสราวกับน้ำแข็งกระทบกันดังขึ้นจากมุมห้อง เฟยหลงสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปพบกับ ศิษย์พี่หญิงเหม่ยอิง นางนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เงียบๆ ในมือถือตำราเก่าคร่ำครึเล่มหนึ่ง แสงไฟส่องกระทบใบหน้าที่งดงามจนดูเหมือนภาพวาดที่ไร้ชีวิต
"ศิษย์พี่... ขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้าไว้" เฟยหลงพยายามพยุงตัวลุกขึ้นคุกเข่า แต่ความเ็ปที่หน้าอกทำให้เขาต้องทรุดลงไปอีกครั้ง
"อย่าฝืน... กระดูกอกของเ้าเกือบแหลกเพราะปราณเพลิงนั่น หากข้าไม่ใช้ปราณหิมะขจัดไอพิษออกไป ปอดของเ้าคงไหม้เกรียมไปแล้ว" เหม่ยอิงวางตำราลงแล้วเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมของดอกเหมยป่าจากตัวนางทำให้ความเ็ปของเขาบรรเทาลงอย่างประหลาด
นางจ้องมองกระบี่นิลกาฬสักพัก ก่อนจะเอ่ยขึ้น "เ้าบอกข้าว่าวิชาที่เ้าใช้คือกระบี่พิชิตั... เ้าหนู รู้หรือไม่ว่าวิชานี้คือวิชาต้องห้ามที่ถูกลบออกจากตำราของราชสำนักเมื่อ100ปีก่อน?"
เฟยหลงชะงัก "วิชาต้องห้ามงั้นหรือ? ท่านพ่อบอกข้าเพียงว่ามันคือวิชาประจำจวนของเรา..."
"มันถูกเรียกว่าวิชาต้องห้าม เพราะเพลงกระบี่พิชิตัมิได้ฝึกเพื่อ 'ป้องกัน'..." เหม่ยอิงใช้นิ้วเรียวยาวััใบกระบี่ดำ พลันกลุ่มควันสีเทาจางๆ ก็พุ่งออกมาตอบสนองนางโดยอัตโนมัติ "แต่มันคือการ 'สะสมการโจมตี' เพื่อรอวันะเิออกในคราวเดียว ยิ่งเ้าถูกโจมตีหนักเท่าไหร่ กระบี่ของเ้าจะยิ่งหนักขึ้น และเมื่อถึงจุดหนึ่ง... แม้แต่ระดับปรมาจารย์ก็ต้องก้มกราบเมื่อเ้าฟาดกระบี่นี้ลงไป ยิ่งใช้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งอันตรายต่อผู้ใช้มากเท่านั้น"
เฟยหลงมองดูมือที่สั่นเทาของตนเอง เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมตอนที่เขาปะทะกับหลี่กวง เขาถึงรู้สึกว่ากระบี่มันหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่นั่นเป็เพราะปราณของเขาอ่อนแอเกินกว่าจะรับน้ำหนักของมันไหว
"ปราณควันสีเทาของเ้า... มิใช่ความอ่อนแอ หลี่เฟยหลง" เหม่ยอิงโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูเขา "มันคือ 'ปราณไร้ลักษณ์' ปราณที่สามารถกลืนกินและจำลองได้ทุกสรรพสิ่ง แต่มันจะตื่นขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเ้าอยู่ในสภาวะเฉียดตายเท่านั้น กระบี่นิลกาฬเล่มนี้คือ 'กุญแจ' และเ้าคือ 'ประตู' ที่ตอนนี้ยังปิดสนิทอยู่ แต่เดี๋ยวก็ค่อยๆเปิดเอง"
นางยื่นห่อผ้าขนาดเล็กให้เขา ภายในมีเม็ดยาสีครามเข้ม "นี่คือยาทิพย์คืนิญญา ปรมาจารย์ฝากมาให้เ้า... อ้อในอีก7วันข้างหน้า คือเวลาที่หลี่กวงจะรอแก้แค้นเ้า เพราะศิษย์ประจำสำนักรุ่นของเ้าทุกคน ต้องได้รับการคัดเลือกอย่างเป็ทางการจากศิลาเบญจธาตุ" เหม่ยอิงหันหลังกลับ เตรียมจะจากไป "หากเ้าไม่อยากให้ตระกูลหลี่สิ้นชื่อในรุ่นของเ้า จงทำให้ควันสีเทานั่นกลายเป็พายุเสีย" ศิษย์พี่หญิงกล่าวพร้อมหยิบซองจดหมายยับๆในแขนเสื้อมาให้ ก่อนจะเดินจากไป เมื่อเงาร่างของเหม่ยอิงลับหายไป
เฟยหลงกุมจดหมายที่เปียกชื้นของบิดาไว้แน่น สายตาไล่ไปตามอักขระที่ดูสั่นเครือแต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ปมในอดีตของตระกูลหลี่สายนี้เริ่มแง้มออกมาเพียงเศษเสี้ยวในใจของเขา
"สายเืของเรามิได้ถือกำเนิดมาเพื่อ 'เปล่งประกาย' เหมือนราชสกุลอื่นๆ แต่เราถือกำเนิดมาเพื่อเป็ 'เงามืดที่โอบอุ้มแสง' ... ปราณของเ้าที่ไร้รูปทรงนั้น มิใช่ความผิดพลาด แต่มันคือสภาวะ 'โกลาหล' ที่ยังไม่ได้จำแนกเป็ธาตุใดๆ จงรักษากระบี่นิลกาฬไว้ด้วยชีวิต เพราะเมื่อใดที่มันตื่นขึ้น มันจะกลายเป็สิ่งที่ผู้คนทั้งใต้หล้าต้องหวาดหวั่น"
บิดาของเขาแอบซ่อนความลับนี้ไว้ภายใต้คราบของอดีตอ๋องผู้พ่ายแพ้และขี้โรค ทิ้งให้ลูกชายต้องเผชิญกับโลกที่ตัดสินคนเพียงแค่รูปลักษณ์ของปราณอสูรที่สวยงาม
เช้าวันถัดมา เฟยหลงพยายามพาข้อมือที่พันผ้าพันแผลเดินออกจากหอรักษาเพื่อไปเข้าเรียนวิชา "ยุทธศาสตร์และการเมือง" ตามปกติ เขาไม่มีข้ารับใช้คอยกางร่มหรือถือกระบี่ให้เหมือนองค์ชายคนอื่นๆ เขาเดินเท้าเปล่าบนทางเดินหินหยาบๆ สวมชุดศิษย์สีดำที่เขาตั้งใจปะชุนรอยขาดจากศึกเมื่อวานด้วยตนเอง
"เฮ้! เฟยหลง ทางนี้!"
เสียงเรียกที่คุ้นเคยมาจาก จ้าวเสี่ยวถัง เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่เป็ลูกหลานเชื้อพระวงศ์สายพ่อค้า เสี่ยวถังวิ่งหอบมาพร้อมกับห่อซาลาเปาอุ่นๆ "ข้าแอบเอาของดีมาฝาก เ้านี่ก็อึดจริงๆ นะ โดนหลี่กวงฟัดขนาดนั้นยังลุกมาเรียนไหว ข้าก็นึกว่าเ้าจะถูกส่งตัวกลับจวนไปแล้วเสียอีก"
"ถ้าข้ากลับไปตอนนี้ ท่านพ่อคงเสียใจกว่าที่ข้าโดนซ้อมเสียอีก" เฟยหลงตอบพลางรับซาลาเปามาบิออก ควันกรุ่นๆ ลอยขึ้นมาคล้ายกับปราณของเขาไม่มีผิด "แล้วสถานการณ์ในสำนักเป็อย่างไรบ้างหลังจากเมื่อวาน?"
เสี่ยวถังทำหน้ามุ่ย "เ้ายังไม่รู้เหรอ? หลี่กวงโดนศิษย์พี่หญิงเหม่ยอิงลงโทษกักตัวก็จริง แต่สมุนของเขายังอยู่ครบ โดยเฉพาะ 'องค์ชาย3 หลี่เจี้ยน' รายนั้นน่ะอำมหิตกว่าหลี่กวงเยอะ เขาประกาศว่าใครที่คุยกับเ้า จะถือว่าเป็ศัตรูกับวังบูรพาด้วย"
เฟยหลงหยุดเคี้ยวซาลาเปา สายตามองไปรอบๆ ลานกลางสำนัก เห็นสายตาของศิษย์คนอื่นๆ ที่รีบเบือนหนีเมื่อเขามองไป ทุกคนต่างเป็เชื้อพระวงศ์ที่มี "ทางรอด" และ "อนาคต" ที่สดใส ไม่มีใครอยากเอาชื่อเสียงมาเสี่ยงกับบุคคลตกอับที่กำลังจะถูกคัดชื่อทิ้ง
"แล้วเ้าล่ะเสี่ยวถัง? ไม่กลัวรึไง?"
"โอย... ตระกูลข้าขายข้าวสารมา3รุ่นแล้วเฟยหลง ความรวยน่ะข้ามี แต่ความกล้าหาญข้ามีไม่เยอะหรอก เพียงแต่ข้ารู้สึกว่า... กระบี่ดำของเ้าน่ะ มันดู 'น่าเกรงขาม' กว่าปราณหมาป่าของพวกนั้นเป็ไหนๆ" เสี่ยวถังลดเสียงลง "ข้าแอบเห็นตอนที่เ้าปะทะกับหลี่กวง จังหวะที่กระบี่เ้าโดนปราณเพลิง อากาศรอบๆ มันไม่ได้แค่ร้อนนะ แต่มันเหมือน 'หายไปเฉยๆ' เหมือนมีหลุมอากาศที่มองไม่เห็นคอยดูดความร้อนนั่นหายไป"
คำพูดของเสี่ยวถังทำให้เฟยหลงชะงัก นี่เป็ครั้งแรกที่คนนอกสังเกตเห็นความผิดปกติของเพลงกระบี่พิชิตั
"มันเป็แค่วิชาตั้งรับน่ะ" เฟยหลงตอบเลี่ยงๆ
แต่ในใจเขารู้ดี... เืที่หยดลงบนใบกระบี่เมื่อคืน มันไม่ได้หายไปไหน แต่มันถูกดูดซึมเข้าไปกระตุ้นบางอย่างในเหล็กนิลกาฬ และตอนนี้เขารู้สึกได้ว่า น้ำหนัก ของกระบี่ที่เขาสะพายอยู่ที่หลัง มันเริ่มเปลี่ยนไป... ทุกครั้งที่เขาเดิน มันเหมือนเขากำลังแบกูเาลูกเล็กๆ ไว้ที่บ่าโดยที่คนอื่นมองไม่เห็น