ในอีก 4-5วันต่อมา ต้าหวงเหลียนก็กลับมาอีกครั้ง เมื่อเห็นลู่เหยาหลง เขาก็ถามด้วยความสนใจเฟิงหลี่เฉียงซึ่งกำลังสอนหนังสือเด็กชาย ก็เล่าเื่ให้ฟัง
เมื่อรู้เช่นนั้นอาจารย์ของเขาจึงพูดว่า “อืมม งั้นข้าจะลองสอนวิชาให้เองแต่เ้าต้องตื่นแต่เช้านะ”
เด็กชายตาเป็ประกาย“ได้ครับ ข้ายินดีตื่นขอรับ!”
ตอนนี้อาการเจ็บป่วยของเด็กชายดีขึ้นมากแล้วแผลตามตัวตกสะเก็ด และเริ่มออกกำลังเบาๆ ได้แล้ว
เมื่อมีคนมาเพิ่มอีกเฟิงหลี่เฉียงจึงยกห้องนอนของเขาให้อาจารย์ ส่วนตัวเองย้ายไปนอนในห้องหนังสือ โดยยกเตียงที่ห้องรับแขกเข้าไปเพราะลู่เหยาหลงบอกเองว่า เขาจะปูผ้านอนที่ห้องรับแขก ซึ่งตอนนี้เข้าหน้าร้อนแล้วอากาศจึงไม่หนาวอีกต่อไป เฟิงหลี่เฉียงคิดว่าเขาจะต้องออกไปซื้อเฟอร์นิเจอร์เพิ่มและนึกได้ว่า เขาไม่ได้ยินข่าวของเซี่ยเหมยเซียงมาระยะหนึ่งแล้วจึงคิดจะแวะไปซื้อของที่ร้านและสอบถามข่าวคราวด้วย
ในเช้าวันเสาร์ทั้งสามคนออกไปฝึกวิชาโดยลู่เหยาหลงฝึกร่างกายให้แข็งแรงก่อนในขณะที่อาจารย์และศิษย์สองคนฝึกการต่อสู้ด้วยดาบ เมื่อเสร็จแล้วพวกเขากลับมาบ้านและอาบน้ำแต่งตัวออกไปข้างนอก พวกเขาเดินไปซื้อข้าวเช้ากินที่ร้านในตลาด จากนั้นก็ไปที่ร้านของเซี่ยเหมยเซียง
เมื่อไปถึง พวกเขาก็ต้องใเมื่อเห็นคนมายืนมุงที่หน้าร้านพวกเขาได้ยินเสียงดังโครมครามและเสียงร้องไห้ด้วยความใ ทั้งสามคนมองหน้ากัน รู้ว่าจะต้องมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้นกับแม่ลูกคู่นี้แน่พวกเขาจึงรีบเดินแหวกคนเข้าไปที่ร้าน
ที่นั่น ชายฉกรรจ์สามคนกำลังโยนเฟอร์นิเจอร์ในร้านของเซี่ยเหมยเซียงออกมาหน้าร้านหญิงสาวและลูกชายของนางร้องไห้และพยายามวิ่งเข้าไปหยุดชายกลุ่มนั้นแต่ก็ถูกผลักจนล้ม ชาวบ้านแถวนั้นพยายามขอร้องห้ามปราม แต่ก็ถูกชายเ่าั้ชี้หน้าด่าและข่มขู่ไม่ให้เข้ามาช่วย
เฟิงหลี่เฉียงที่เห็นเหตุการณ์ก็ถอนหายใจ นี่เขาจะต้องใช้กำลังแก้ไขปัญหาอีกแล้วหรือ และก่อนที่เขาจะขยับตัวต้าหวงเหลียนก็หันมาบอกว่า “เสี่ยวเฉียง อยู่เฉยๆ ข้าจะจัดการเอง”
แล้วเขาก็ะโถีบไปที่กลางหลังของชายคนหนึ่งที่กำลังยกเก้าอี้ขึ้นมาทั้งคนทั้งเก้าอี้กระเด็นไปชนผนังเสียงดัง เสียงเก้าอี้ตกกระแทกพื้นดังลั่น ทุกคนที่ยืนดูอย่างต่างส่งเสียงฮือฮาออกมา ชายอีกคนหนึ่งวิ่งเข้ามาเพื่อจะใช้ไม้หวด แต่ต้าหวงเหลียนหันไปและยกมือที่กำแน่นชกไปที่อก ชายผู้โชคร้ายคนนั้น กระเด็นถอยหลังออกไปหลายก้าวเขากุมหน้าอกด้วยความเจ็บและกระอักเืออกมา
ชายอีกคนเห็นท่าไม่ดีจึงทิ้งของในมือและทำท่าจะวิ่งหนีแต่ต้าหวงเหลียนคว้าเก้าอี้ที่พื้นเหวี่ยงไปที่ชายคนนั้น เก้าอี้กระแทกหลังอีกฝ่ายจนล้มหัวทิ่มและร้องด้วยความเ็ป
“ไอ้พวกชั่ว! รังแกผู้หญิงกับเด็กอย่างนั้นรึ” ต้าหวงเหลียนเหยียบอกชายคนแรกที่ยังลุกไม่ขึ้นเอาไว้“ใครส่งเ้ามา! บอกมาเดี๋ยวนี้!”
ชายคนนั้นดิ้นตะเกียกตะกายเพื่อจะลุกขึ้นแต่ก็ต้องไอจนหน้าดำหน้าแดง เพราะอีกฝ่ายใช้เท้าเหยียบลงไปอีก
“ข้าบอกแล้ว! ข้ายอมบอกแล้ว!” เมื่อเห็นอีกฝ่ายหน้าเขียวเพราะเริ่มหายใจไม่ออกต้าหวงเหลียนจึงลดแรงเหยียบ แต่ก็ยังไม่ยกเท้าออก
“ฮูหยินโจวสั่งข้ามาขอรับ”ชายคนนั้นบอกโดยไม่ปิดบัง และไอออกมาเสียงดัง ใครจะคิดว่าแม่ม่ายคนนี้จะมีคนช่วยเขาไม่เสียสละชีวิตตัวเองเพื่อฮูหยินโจวหรอก!
ในที่สุดทั้งต้าหวงเหลียนและเฟิงหลี่เฉียง ต่างก็ช่วยกันจับชายทั้งสามมัดเอาไว้ ในขณะที่ลู่เหยาหลงช่วยเก็บข้าวของในร้านที่ล้มระเนระนาดร่วมกับคนอื่นๆวันนี้สองแม่ลูกเซี่ยอยู่กันแค่สองคน เพราะคนงานลากลับบ้าน จึงไม่มีใครช่วยเหลือพวกนาง
ต้าหวงเหลียนและเฟิงหลี่เฉียงก็ต้องเป็พลเมืองดีอีกครั้งพวกเขาพาสองแม่ลูกไปแจ้งความ และลากคอชายทั้งสามคนไปด้วย เมื่อพวกเขาพบกับหัวหน้าหมู่เจียงอู๋ตี้ที่อำเภอ ทั้งสองฝ่ายหัวเราะอย่างกระอักกระอ่วนใจเฟิงหลี่เฉียงอดพูดไม่ได้ว่า “ทางการน่าจะมีรางวัลให้พลเมืองดีอย่างข้าบ้างนะฮ่าๆๆ”
หัวหน้าหมู่เจียงอู๋ตี้พูดทีเล่นทีจริงว่า“ท่านน่าจะเปลี่ยนไปสอบเป็บัณฑิตทหารมากกว่านะ ฮ่าๆๆๆ”
ทั้งสองสบตากันแล้วก็หันหน้าไปหัวเราะคนละทาง
หลังจากแจ้งความเสร็จแล้วเฟิงหลี่เฉียงก็แนะนำเซี่ยเหมยเซียงว่า “ท่านจะต้องเรียกค่าเสียหายจากพวกเขาด้วยนะแค่ติดคุกยังไม่เพียงพอ”
ในที่สุดเซี่ยเหมยเซียงก็ได้เงินค่าเสียหายมาจากชายทั้งสามถึงแม้จะมีจำนวนไม่มากนัก แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไร ส่วนคดีนั้น นางให้ทางอำเภอจัดการ
ในระหว่างที่กลับมาด้วยกันนางขอบคุณพวกเขา “ข้าขอขอขอบคุณใต้เท้ามากเ้าค่ะ ถ้าไม่ได้พวกท่าน ร้านของข้าก็คงพังพินาศหมด”ดวงตาของนางแดงก่ำด้วยความคับแค้นใจ
เฟิงหลี่เฉียงนึกถึงคดีฟ้องร้องระหว่างนางกับสามีแต่เขาไม่อยากจะพูดถึง เพราะไม่อยากให้รู้ว่าเขาเป็คนส่งจดหมายแนะนำข้อต่อสู้ทางกฎหมายให้แต่นางกลับพูดขึ้นเอง ในตอนที่พวกเขาช่วยกันเก็บกวาดร้าน “ตอนนี้ข้ากำลังฟ้องร้องสามีอยู่เ้าค่ะ”
“แล้วเป็อย่างไรบ้าง”เฟิงหลี่เฉียงถามน้ำเสียงเรื่อยๆ ในขณะที่มือก็ช่วยยกเฟอร์นิเจอร์ขึ้นจัดเรียง
“ตอนแรกข้าก็สิ้นหวังไปแล้วแต่จู่ๆ ก็มีผู้มีพระคุณท่านหนึ่งส่งจดหมายมาให้ในนั้นมีข้อมูลเกี่ยวกับคดีแล้วก็คำแนะนำต่างๆ ให้ข้าใช้ในศาลทำให้สถานการณ์พลิกผันขึ้นมาทันที” ประโยคหลังนางเล่าด้วยน้ำเสียงที่ดีขึ้นและเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมา นางรู้สึกอบอุ่นใจที่ยังมีคนคอยช่วยเหลือและทำให้ชีวิตของนางมีความหวัง
ต้าหวงเหลียนกระแอมออกมาและเหลือบตามองลูกศิษย์ เขารู้ดีว่า นี่คือฝีมือของเฟิงหลี่เฉียงอย่างแน่นอนแต่เด็กหนุ่มกลับทำหน้าเฉย และถามต่อว่า “ท่านทำอย่างไรหรือ”
“ตอนแรกข้าก็นึกว่าตัวเองคงจะได้ยอมรับค่าเลี้ยงดูแล้วปล่อยพวกเขาไป เพราะพวกเขาเป็ขุนนาง แต่พอเห็นคำแนะนำนั้นข้าเลยฟ้องภรรยาใหม่ของสามีว่าเป็ชู้ด้วย คงจะสาเหตุนี้กระมังที่ทำให้นางส่งคนมาทำลายร้านของข้าในวันนี้”
ต้าหวงเหลียนซึ่งกำลังช่วยตอกขาเก้าอี้ที่หักก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ เขาพูดขึ้นมาลอยๆ ว่า “เ้านี่มันช่างเหมือนกับโม่ชิงเฉิงอาจารย์ของเ้าจริงๆ นะ ถ้าเล่นงานใครแล้ว ก็จะเล่นให้ครบทุกด้าน ไม่ให้เหลือซาก”
เฟิงหลี่เฉียงหัวเราะเมื่อนึกถึงอาจารย์โม่ชิงเฉิงที่มีนิสัยขี้หงุดหงิด แต่ที่จริงแล้วเป็คนมีเมตตาเขาสอนให้เด็กหนุ่มมีเมตตาแต่ต้องไม่โง่ ใจอ่อนจนกลายเป็เหยื่อ“เ้าต้องใช้วิชาความรู้ที่ข้าสั่งสอนในการช่วยเหลือคนอ่อนแอแต่อย่าช่วยจนลืมความปลอดภัยของตัวเองเหมือนกับข้า จนต้องมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จงจำไว้ให้ดี”
คำเตือนนี้ฝังอยู่ในใจของเฟิงหลี่เฉียงมาจนถึงทุกวันนี้และเขาก็ไม่เคยถามอาจารย์ด้วยว่า เหตุใดคนที่เก่งกาจอย่างอาจารย์ จึงมาอยู่ที่หมู่บ้านหลานเถียนแบบนี้ทั้งที่ความสามารถของเขาสามารถเลื่อนขั้นไปเป็ขุนนางชั้นสูงได้อย่างง่ายดาย
เฟิงหลี่เฉียงหยุดคิดเื่ของอาจารย์และพูดกับเซี่ยเหมยเซียงว่า “หลังจากวันนี้ไป นางคงไม่กล้ามารังแกท่านได้ง่ายๆแล้ว ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ก็ไปแจ้งที่อำเภอ หรือมาหาข้าได้ แต่ข้าเองก็เป็บัณฑิตตัวเล็กๆไม่รู้จะช่วยท่านได้มากแค่ไหน แต่ก็นะ ท่านก็มาปรึกษาข้าได้ ข้ายินดีช่วย”
เซี่ยเหมยเซียงขอบคุณพวกเขาด้วยความดีใจจากนั้นเฟิงหลี่เฉียงก็นึกได้ว่า พวกเขา้ามาซื้อเตียงขนาดเล็กและฉากกั้นห้องรวมไปถึงตู้สำหรับใส่ของใช้ให้ลู่เหยาหลง จึงช่วยกันเลือกของและจ่ายเงิน
ตลอด่เวลานั้นลู่เหยาหลงช่วยพวกเขาทำงานอยู่เงียบๆ เขาเดาจากคำพูดของต้าหวงเหลียน และคิดว่าคนที่แอบช่วยเซี่ยเหมยเซียงก็น่าจะเป็ใต้เท้าเฟิง นายใหม่ของเขานี่เอง และในวันนี้ เขายังได้เห็นวิธีการเจรจาต่อรองจนทำให้ได้เงินชดใช้ และยังวิธีการเล่นงานเื่ร้านที่ถูกทำลายอีกยิ่งทำให้เด็กชายนับถือเฟิงหลี่เฉียงมากยิ่งขึ้น
เซี่ยเหมยเซียงจ้างคนงานจากร้านข้างๆ ช่วยยกของใส่รถและพาผู้มีพระคุณของนางไปส่งที่บ้านเมื่อมาถึงบ้านแล้ว พวกเขาเริ่มต้นจัดบ้านใหม่อีกครั้ง
เฟิงหลี่เฉียงจัดมุมในห้องรับแขกให้กับลู่เหยาหลงโดยใช้ฉากไม้กั้นแบ่งเพื่อความเป็ส่วนตัว ในนั้น มีเตียงขนาดเล็ก ตู้ไม้เก็บเสื้อผ้าและข้าวของอื่นๆหนึ่งใบ ซึ่งก่อนหน้านั้น เฟิงหลี่เฉียงได้พาเด็กชายไปซื้อเสื้อผ้า รองเท้าและของใช้จำเป็มาไว้แล้ว
เย็นวันนั้นลู่เหยาหลงตั้งอกตั้งใจเรียนหนังสือมากขึ้น จนทำให้เฟิงหลี่เฉียงอดถามไม่ได้ว่า “เกิดอะไรทำไมเ้าถึงขยันเรียนขนาดนี้”
เด็กชายหัวเราะอายๆแต่ก็ตอบอย่างจริงจังว่า “ข้าอยากรู้กฎหมายขอรับ ถ้ารู้กฎหมายก็สามารถช่วยเหลือคนได้!”
เฟิงหลี่เฉียงหัวเราะออกมาเขาพอจะเข้าใจสาเหตุแล้ว จึงบอกเด็กชายว่า “กฎหมายต้องเรียนควบคู่ไปกับหลักปรัชญาเพราะกฎหมายของต้าิสร้างขึ้นมาจากหลักปรัชญาของขงจื๊อและยังมีเื่วัฒนธรรมประเพณีในแต่ละท้องถิ่นอีก ที่ทำให้กฎหมายมีความแตกต่างกันไป”
ลู่เหยาหลงขมวดคิ้วแต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ “ข้าจะตั้งใจอ่านหนังสือให้มากยิ่งขึ้นขอรับ”
แล้วพวกเขาก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อต้าหวงเหลียนดังมาจากนอกบ้าน ตอนนี้ต้าหวงเหลียนกำลังนั่งสมาธิอยู่ในห้องนอนลู่เหยาหลงรีบเดินไปเปิดประตูให้ ผู้ที่มา คือ ให้ผู้กองเว่ยจง
เมื่อต้าหวงเหลียนได้ยินเสียงของเว่ยจงเขาก็เดินออกมานอกห้อง และนั่งคุยกันที่ระเบียงบ้านซึ่งมีเก้าอี้กับโต๊ะเล็กวางเอาไว้ ่นี้เป็หน้าร้อนแล้ว บางครั้งพวกเขาจะออกมานั่งตากลมข้างนอกกินข้าวที่นี่ และมองดูผู้คนที่เดินผ่านไปมา
ทั้งสองพูดคุยกันสักพักแล้วต้าหวงเหลียนก็เรียกให้เฟิงหลี่เฉียงออกมาข้างนอกด้วย เมื่อเด็กหนุ่มเดินออกมา ต้าหวงเหลียนก็ถามเว่ยจงว่า“จะให้เสี่ยวเฉียงช่วยสืบคดีไหมล่ะ”
เว่ยจงนิ่งไปแต่เฟิงหลี่เฉียงถามตรงๆ ว่า “พวกท่านมีอะไรให้ข้าช่วยหรือ”