Druw 005 คู่หูที่เข้ากันไม่ได้
ดรูว์มองเ้าคนที่มาถึงที่นี่ก่อนตนเองและไดรกอนจนตาแทบถลน ความมั่นใจที่ว่าตัวเองต้องมาถึงเป็คนแรกแน่ๆ ดิ่งวูบลงเหวไปทันที ยิ่งเห็นเ้าคนที่ทำหน้าไร้ความรู้สึกนั่นยักคิ้วให้อย่างกวนๆ ก็ยิ่งรู้สึกอย่างจะเผามันขึ้นมาตงิดๆ อย่ายั่วให้เธอพ่นไฟใส่นะ! ฮึ่ยๆ ว่าแต่...เมื่อครู่ผู้คุมสองคนนั้นบอกว่าสายพิเศษ F? แล้วไอ้สายพิเศษ F ที่ว่ามานั้นมันคืออะไรล่ะ? ทำไมเธอถึงไม่เคยได้ยินอะไรทำนองนี้มาก่อน เด็กสาวหันหน้าไปสบตาไดรกอนอย่างสงสัย ดูเหมือนว่าไดรกอนก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร เ้าตัวเลยส่ายหน้าไม่รู้มาให้
“ไม่คิดว่าพวกเราจะได้เจอกันอีก...ในที่แบบนี้” ฟรองเซ่พึมพำเสียงเบา อะไรฮะ! นี่เ้าหมอนี้เห็นเธอกระจอกมากเลยรึ ถึงได้คิดว่าเธอจะออกมาจากป่านั่นไม่ได้น่ะ! แล้วไอ้ที่พูดมานั่นน่ะ เธอได้ยินนะ (โว้ย)!!
“ข้าว่ามันแปลกๆ อยู่นะดรูว์” เสียงของไดรกอนดังขึ้นในหัว น้ำเสียงติดสงสัยเต็มพิกัด
“แปลก? อย่างไรรึ”
“นี่ก็ผ่านมาสองวันกว่าแล้ว ทำไมถึงไม่มีใครเลยนอกจากพวกเราที่มาถึงที่นี่ ทั้งที่ป่านั่นก็ไม่ได้อันตรายสักเท่าไหร่”
“มันอันตรายตรงที่เ้าผู้คุมสอบนั่นมันกล้าเอาความทรงจำบ้าๆ พวกนั้นของข้ามาเล่นแค่นั้นแหละ อืม คนอื่นๆ ก็อาจจะโดนมาแบบเดียวกันก็ได้”
“ันั่น...เป็ัจริงๆ งั้นหรือ” เสียงฟรองเซ่ดังขึ้นขัดจังหวะการสื่อสารทางจิตของทั้งสอง นั่นทำให้พวกเขาต้องหันหน้าไปเลิกคิ้วให้คนถาม “ันั่น...เหมือนเป็สิ่งมีชีวิตจริงๆ ไม่เหมือนัเสกเลยสักนิด”
“ก็ของจริงน่ะสิ!” ดรูว์ตอบอย่างหงุดหงิด อะไรกันนะเ้านี่ เธอยิ่งไม่ชอบให้ใครมาเรียกไดรกอนว่าของเสกอยู่
“...ัสูญพันธุ์ไปนานแล้ว ตอนนี้ที่ยังคงเหลืออยู่นั้นมีแค่ในอาณาจักรควาเซกับัสมุทรในทวีปเหนือเท่านั้น ว่าแต่ เ้าเป็คนจากอาณาจักรควาเซหรือเปล่า”
ได้ยินเช่นนั้นดรูว์ก็แทบสะอึกกับคำถามนั้น...ควาเซ เธอไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะมีใครรู้จักควาเซ ในเมื่อตอนที่เด็กสาวได้ออกมาเห็นท้องฟ้า แสงสว่าง ผืนป่า และหมู่บ้าน เธอไม่เคยเห็นมนุษย์คนใดในโลกภายนอกอาศัยอยู่ที่ควาเซเลยสักคน แต่ที่ทำให้เธอถึงกับสะอึกก็คือ...
“ข้าไม่ใช่ควาเซ ข้าเป็เพียงแค่คนเร่ร่อนไร้หัวนอนปลายเท้าเท่านั้น ข้าเป็แค่คนเร่ร่อนที่เดินทางไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย”
ใช่แล้ว ดรูว์ไม่ใช่คนในอาณาจักรควาเซอีกแล้ว ั้แ่สิบเอ็ดปีก่อน...เธอก็ไม่ใช่ควาเซอีกแล้ว ควาเซคนใดที่ออกมาจากอาณาจักรโดยไม่ยอมกลับเข้าไปเป็เวลาเจ็ดปีนั้นตามกฎข้อบังคับในอาณาจักรควาเซ คนคนนั้นจะกลายเป็คนเร่ร่อน ไม่ใช่ควาเซอีกต่อไป
คนเร่ร่อน ไร้สัญชาติ ไร้หัวนอนปลายเท้า ไร้ซึ่งกฎระเบียบ นั่นแหละเธอในตอนนี้ล่ะ!
อีกใจหนึ่งดรูว์ก็เข้าใจว่าทำไมฟรองเซ่ถึงไม่ถามว่าตัวเธอนั้นเป็คนของทวีปเหนือหรือไม่ เป็ที่รู้กันดีว่าผู้วิเศษหรือเหล่าพ่อมดแม่มดในทวีปเหนือนั้นล้วนผมสีดำ ตาสีเขียว ยกเว้นพวกราชวงศ์กับตระกูลโบราณที่มีดวงตาสีครามเข้ม
“ตอนนั้น...ตอนที่ข้าเจอกับเ้าครั้งแรก ทำไมข้าถึงไม่เห็น”
“เพราะข้าในตอนนั้นไม่้าให้ใครเห็นทั้งนั้น และด้วยคุณสมบัติเฉพาะของัแสงก็เลยไม่มีใครเห็นข้า...แม้จะเป็ัด้วยกันก็ตาม” คราวนี้ไดรกอนเป็คนตอบ ฟรองเซ่ขมวดคิ้วเมื่อคนที่ตอบคำถามคือัแสงที่ถูกพาดพิงอยู่อย่างไดรกอน ดรูว์กลั้นหัวเราะเอาไว้อย่างสุดความสามารถเมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายที่ได้ยินว่าัพูดกับตัวเอง เ้าฟรองเซ่ทำหน้าตลกชะมัด นี่อย่าบอกนะว่าใบหน้าแบบนี้คือใบหน้ายามที่ใของหมอนั่นน่ะ
“...พูดได้” ใบหน้าของฟรองเซ่ยังคงแสดงความรับไม่ได้
“ข้าชื่อไดรกอน และแน่นอน ด้วยภูมิปัญญาของเผ่าั ข้าพูดได้หลายภาษา”
...โดยเฉพาะภาษาของชนเผ่าัโบราณ ดรูว์ต่อให้ในใจ ภาษาของชนเผ่าัโบราณนั้นเป็ภาษาที่สูญหายไปนานแล้ว ไม่มีใครรู้จักมันอีกแม้จะเป็ัด้วยกันก็ตาม ไม่มีัตนใดหรืุ์คนใดที่สามารถฟัง พูด อ่าน เขียนภาษานี้ได้ ซึ่งเด็กสาวก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมไดรกอนถึงรู้ภาษาพวกนี้ได้ แถมมันยังเผื่อแผ่มายังเธออีกต่างหาก เพราะฉะนั้นหลายๆ ครั้งเธอกับไดรกอนก็หลุดพูดภาษานี้ขึ้นมาให้คนฟังได้แต่อ้าปากค้างเพราะฟังไม่รู้เื่!
ฟรองเซ่หันหน้าหนีแล้วกลับไปนิ่งเงียบตามเดิม ดรูว์เองก็ไม่สนใจเ้านั่นเหมือนกัน ดรูว์กับไดรกอนจึงมาคิดกันว่าจะเอาอย่างไรกับมื้อเช้าของวันนี้ดี ในขณะที่ทั้งสองกำลังน้ำลายสอกับเมนูอาหารที่ต่างคนต่างเสนอได้อย่างน่ากิน เสียงของผู้คุมทั้งสองก็ดังขึ้น
“อะไรนะ ผู้เข้ารับการทดสอบเข้ามาได้แค่นี้อย่างนั้นหรือ...อืม...อืม...เข้าใจแล้ว” หนึ่งในผู้คุมดึงสองนิ้วของมือข้างหนึ่งที่จี้ขมับออกก่อนที่จะหันมายังพวกเขาทั้งสาม “ผู้เข้ารับการทดสอบผ่านมากันหมดแล้ว สายพิเศษ F รุ่นนี้มีแค่พวกเ้าสองคน...ตามข้ามา” พวกเขาเดินนำออกไปทำให้ดรูว์ ไดรกอน และฟรองเซ่ต้องเดินตามไปอย่างช่วยไม่ได้ ดรูว์มองผู้คุมคนเมื่อครู่ที่ทำท่าพูดอยู่คนเดียวเมื่อครู่ เด็กสาวรู้ได้เลยว่าชายคนนั้นเป็ผู้ใช้เวทมนต์ที่ถนัดเื่การใช้เวทจิตสื่อสาร การดึงสองนิ้วที่จี้ขมับออกอย่างเมื่อครู่เป็การตัดสัญญาณเชื่อมจิตที่คุยกับอีกฝ่าย
มีเวทมนต์นี่มันสะดวกดีจังเลยนะ...
เด็กสาวจับจ้องผู้คุมทั้งสองที่กระซิบใบหน้าเคร่งเครียดจนเธอเริ่มรู้สึกได้ถึงรางไม่ดีหน่อยๆ สองคนนั้นเหลือบมองมายังพวกเขาเป็ระยะ แต่พอสบตากับดรูว์ที่จ้องอยู่ก่อน สองคนนั้นก็รีบเบือนหน้าหนีทันที มันเป็แบบนี้ทุกครั้งจนเด็กสาวยิ่งสงสัยและรู้สึกไม่ดีมากขึ้น มันอะไรกันนะ...สายตาแบบนั้น เด็กสาวเหลือบตามองไดรกอนเพียงนิด
“สองคนนั้นเห็นเ้าหรือเปล่า ไดร” ดรูว์ถามอีกฝ่ายผ่านทางจิต อ่านะ บางทีสองคนนั้นอาจจะมองไดรกอนอยู่ก็ได้ ดรูว์พยักหน้าน้อยๆ เมื่อคิดได้เช่นนี้
“ไม่ ตอนนี้นอกจากเ้าแล้วไม่มีใครมองเห็นข้า”
คำตอบที่ได้ทำเอาเด็กสาวต้องหน้านิ่วคิ้วขมวด มองไม่เห็น...แล้วทำไมมองมาทางเธอแปลกๆ เธอไม่ได้คิดมากนะ แต่สังเกตหลายครั้งแล้วว่าเวลาที่เ้าสองคนนั้นมองฟรองเซ่ เ้าพวกนั้นจะมองด้วยสายตาปกติเหมือนกับว่าหมอนั่นไม่ค่อยสลักสำคัญอะไร ออกจะมีความเห็นใจด้วยซ้ำ แต่พอเหลือบมาที่เธอ...อย่างกับเห็นผีอย่างไรอย่างนั้น
ข้าไม่ใช่ผีนะเฮ้ย!
“มีอะไรหรือ” ดูเหมือนว่าไดรกอนจะสงสัยไม่น้อยที่ดรูว์ถามคำถามแบบนั้นกับเขา
“ผู้คุมสองคนนั้นจ้องข้าแปลกๆ อย่างกับเห็นข้าเป็ผี”
ไดรกอนหันขวับไปยังผู้คุมทั้งสองคนตามคำพูดของดรูว์ อีกแล้ว สองคนนั้นมองเธอแปลกๆ อีกแล้ว นี่มันเื่อะไรกัน? หรือเธอจะไปก่อเื่วุ่นวายที่ไหนสักที่ในอาณาจักรมอลโนวาแห่งนี้? อืม... ไม่นะ เธอเพิ่งเคยมาที่นี่เป็ครั้งแรก ยังไม่ได้ทำอะไรเลย!
แล้วทำไมเธอถึงถูกมองด้วยสายตาแบบนั้น?
“...จริงด้วย” ไดรกอนร้องออกมาเมื่อสังเกตได้เหมือนกัน
“หน้าข้าไม่โหลนะ” ดรูว์รีบพูดขึ้นก่อนที่ไดรกอนจะบอกว่าเธอมีใบหน้าเหมือนโจรห้าร้อยหรือฏที่ไหน เด็กสาวมั่นใจว่าใบหน้าอันแสนหล่อเหลา (?) ของตนนั้นมีเพียงหนึ่งเดียวไม่มีสอง!
เอ่อ...เว้นไดรกอนไว้คน
ไดรกอนกรอกตาไปมาเมื่อได้ยินเด็กสาวบอกว่าตัวเองไม่ได้หน้าโหล ปากคันยุบยิบเกินทน ใจอยากจะะโออกไปดังๆ เหลือเกินว่า ‘คนตระกูลลาเบียร์ก็หน้าตาเหมือนกันหมดทั้งตระกูลนั่นแหละ!’
หากไม่ติดว่าตนเองมีชะนักติดหลังชิ้นสำคัญ ไดรกอนคงะโป่าวประกาศให้ก้องโลกไปแล้ว
ในที่สุดพวกเขาทั้งห้าก็เดินมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่ใหญ่โตมโหฬารจนดรูว์ต้องขมวดคิ้ว ขนาดของมันใหญ่พอๆ กับราชวัง ตรงหน้าพวกเขาคือสิ่งปลูกสร้างที่ดูแปลกตาสำหรับดรูว์แต่ก็คุ้นเคยไม่น้อย ยอมรับเลยว่าสิ่งปลูกสร้างของที่นี่ต่างจากสถานที่อื่นๆ ที่ดรูว์เคยเดินทางผ่านมาจริงๆ มันดูใหญ่โตมากจนเด็กสาวคิดว่าสถานที่นั่นคงจะเป็วังของเชื้อพระวงศ์คนไหนสักคน ส่วนที่พวกดรูว์ยืนอยู่คือลานกว้างที่คำว่ากว้างคงไม่สามารถจำกัดความขนาดของมันได้ดีพอ พื้นปูด้วยกระเบื้องหินสีน้ำตาลอ่อน รอบข้างรายล้อมไปด้วยต้นไม้ ใจกลางลานคือน้ำพุขนาดั์ที่ถูกห้อมล้อมด้วยพืชนานาพันธุ์หายากทั้งที่เด็กสาวเคยเห็นและไม่เคยเห็นมาก่อน และที่นี่ก็มีอีกหลายคนที่มาถึงก่อนเธออยู่แล้วด้วย ยิ่งพวกเขาเดินเข้าไปใกล้บ่อน้ำพุนั่นมากเท่าไหร่ สายตาของผู้คนก็ยิ่งมองมายังดรูว์ราวกับมองตัวประหลาด และเป็อีกครั้งที่เหล่าผู้คุมทั้งหลายที่กระจายอยู่ ณ ที่นี้มองเด็กสาวด้วยความตาที่เหมือนกับมองเห็นผี!
ย้ำอีกครั้ง...เธอไม่ใช่ผี!
เสียงปรบมือดังขึ้นเรียกสายตาของทุกคนที่จ้องมายังดรูว์ให้หันกลับไปสนใจตน เดี๋ยวนะ...ชายคนนั้นหน้าตาคุ้นๆ ดรูว์พยายามนึกแต่ก็นึกไม่ออกว่าไปเคยเจอที่ไหน เด็กสาวได้แต่ทำหน้านึกไปยังอดีตชาติ (!?) หูก็ฟังชายคนนั้นพล่ามๆ อะไรก็ไม่รู้ไปเรื่อยเปื่อยอย่างไม่ใส่ใจ จนมาถึงคำพูดประโยคหนึ่งที่ทำเอาดรูว์แทบไม่อยากจะเชื่อหู!
“ปีนี้เป็ปีพิเศษที่มีการคัดเลือกให้ผู้ที่ทดสอบผ่านต้องจับคู่กันเป็คู่หูในการเป็ทหารฝึกหัดเป็ปีแรก และแน่นอนที่สุด ในเมื่อชื่อเรียกเป็คู่หู นั่นก็หมายความว่าพวกเ้าจะต้องทำงานกันเป็คู่! โดยเส้นทางออกแต่ละสายนั้นได้คัดกรองเอาไว้ส่วนหนึ่งแล้ว ผู้ที่ออกมาจากเส้นทางเดียวกันจะได้เป็คู่หูกัน ในกรณีที่มีมากกว่าสอง การจับคู่จะดูโดยห้องพัก ใครได้พักห้องเดียวกันถือว่าเป็คู่หูกัน จะผ่านการทดสอบเป็ราชองครักษ์ก็ต้องผ่านทั้งคู่ อ้อ! คู่หูไม่สามารถเปลี่ยนได้นะ ฮ่าๆๆ”
“สำหรับหอพัก สายพิเศษ C และ D จะได้พักที่หออีสต์ สายพิเศษ E และ F จะได้พักที่หอเซาท์ ส่วนสาย G และสายสามัญจะได้พักที่หอเวสต์ หอตัวเองไปทางไหนนั้น พวกรุ่นพี่จะนำทางไปให้เอง เข็มกลัดที่พวกเ้าได้เอาไว้ใช้ยืนยันตัวตนกับหอของตนเองและแลกเปลี่ยนเป็กุญแจห้องพัก ระหว่างทางอย่าทำหายเสียล่ะ ส่วนคนที่ทำหาย…ไว้ค่อยมาทดสอบกันใหม่ปีหน้าก็แล้วกันนะ!”
“ยินดีต้อนรับอีกครั้งสำหรับน้องใหม่ ขอให้สนุกกับการเป็ทหารฝึกหัดล่ะ! ฮ่าๆๆ” ชายคนนั้นหัวเราะเมื่อเห็นใบหน้าของ ‘รุ่นน้อง’ แต่ละคน เ้านั่นเดินลงจากเวทีด้วยใบหน้าเหมือนกำลังสะใจ ดีใจเหมือนกับว่าเขากำลังจะได้ของเล่นชิ้นใหม่มาเล่น
แต่ข้าไม่ยินดีโว้ย--!!
ดรูว์เหลือบตามองฟรองเซ่ที่ยืนอยู่ข้างๆ เ้าหมอนั่นมองมาที่เธออยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นว่าเธอเหลือบตามองตนเอง เ้านั่นก็ทำเพียงแค่ยักไหล่ราวกับว่ามันไม่สลักสำคัญอะไรในชีวิตตนเองนักหนา เฮ้ย! นี่เขายังไม่ลืมใช่ไหมว่าเขากับเธอต้องเป็คู่หูกันน่ะ ต้องทำงานด้วยกัน แถมยังต้องพักอยู่ห้องเดียวกัน เอิ่ม อันที่จริงเธอก็ไม่ได้รังเกียจเ้าหมอนั่นอะไรนักหนาหรอกนะ แต่ถ้าสภาพระหว่างเธอกับเ้านั่นยังเป็แบบนี้อยู่ ต่างคนต่างแสดงความหวาดระแวงอีกฝ่ายในตอนที่เผลอตัว แล้วแบบนี้จะสนิทกันได้อย่างไร ตลอดเวลาเธอไม่ต้องลำบากใจเลยรึ เด็กสาวไม่ชอบบรรยากาศอึดอัดไร้ความรู้สึกแบบที่เป็อยู่อย่างนี้หรอกนะ
แล้วข้าต้องทำอย่างไรล่ะ?
ความคิดหลากหลายแล่นเข้าหัวไม่มีหยุด ขาก็เดินตามรุ่นพี่กับคู่หู (ที่น่าจะ) ชั่วคราวเพื่อไปยังห้องพัก สมองก็ตัดเอาตัวเลือกมากมายพวกนั้นออก เพราะเด็กสาวไม่สามารถเล็งเห็นผลลัพธ์ที่เธอ้าออกมาได้เลยแม้เพียงนิด พอมาอยู่หน้าห้อง S51 ตัวเลือกอันแสน (ที่น่า) จะเป็ไปได้ก็ผุดเข้ามาในหัว ดรูว์แย้มยิ้มในใจขึ้นมาได้ทันที!
เมื่อทั้งสองเข้ามาในห้องพัก รุ่นพี่ขอตัวกลับไปแล้ว มันก็ถึงเวลาแล้วที่ดรูว์จะต้องบอกกับฟรองเซ่ คู่หูของเธอแห่งมอลโนวานี้ ถึงข้อตกลง (?) ที่เด็กสาวเพิ่งคิดออกมาสดๆ ร้อนๆ!
“ฟรองเซ่” ดรูว์เรียกเ้าคนหน้านิ่ง (เ้านั่นมันหน้านิ่งจริงๆ นะ) เ้าของชื่อหันมาหาเธอด้วยใบหน้าที่นิ่งสนิทเหมือนเดิมแล้วเลิกคิ้วข้างหนึ่งให้เธอเป็เชิงว่า ‘เ้ามีอะไรจะพูดกับข้าไม่ทราบ’ อ๊าก!! เห็นแล้วมันขัดใจ! ไม่ๆ เย็นๆ เอาไว้ดรูว์ เ้าจะต้องไม่ทำให้มันเสียเื่เสียเอง เด็กสาวรีบปรับสีหน้าและน้ำเสียงให้ปกติที่สุดก่อนที่จะ (กลั้นใจ) พูดออกไป “ฟรองเซ่...เรามาเป็เพื่อนกันเถอะ!”
“หือ?” ชายหน้านิ่งตลอดศกเพียงแค่เลิกคิ้วสูงราวกับแปลกใจ...แต่เธอจริงจังนะเฮ้ย!
“เรามาเป็เพื่อนกัน ฟรองเซ่”
“เพื่อ?”
เย็นๆ ไว้ดรูว์ เด็กสาวพยายามหายใจเข้าออกอย่างระงับอารมณ์ก่อนที่จะพูดต่อ “เพราะข้ากับเ้าคงจะต้องอยู่ด้วยกันอีกยาว---” เด็กสาวลากเสียงยาวให้เขารู้เอาไว้ด้วยว่ามันยาวจริงๆ จากนั้นก็งัดประโยคไม้ตายจากบันทึกมิตรสัมพันธ์ (มันมีด้วยเรอะ) หน้าที่สาม ย่อหน้าที่สี่ ประโยคที่สิบ นั่นก็คือการส่งยิ้มแบบจริงใจให้อีกฝ่าย ถึงดรูว์จะไม่ค่อยชอบฟรองเซ่เท่าไหร่ แต่การเป็เพื่อนกันมันก็ต้องจริงใจกันหน่อยถึงจะเรียกว่าเพื่อน แล้วดรูว์ก็เริ่มว่าต่อ “และเพราะมันเป็แบบนั้น ข้ากับเ้าจึงต้องเป็เพื่อนที่ดีกันเอาไว้ เพื่อความสบายใจกันทั้งสองฝ่าย และเพื่อการทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น” ดรูว์กอดอกแล้วพยักหน้าให้กับความคิดอันสุดแสนจะเข้าท่าของตัวเอง
หึๆ ใล่ะสิ ใกับคำพูดของข้าใช่ไหมล่ะ!
“ไม่ล่ะ ข้าไม่้าหรอก...ของแบบนั้นน่ะ”
ทว่าประโยคที่ได้รับทำเอาดรูว์เสียหน้าสุดๆ เด็กสาวแทบอยากจับหัวเ้าคุณชายนั่นโขกกับกำแพงให้รู้แล้วรู้รอด เป็เพื่อนกับเธอมันไม่ดีตรงไหนฮะ! ถึงเธอจะเป็คนเร่ร่อนไร้หัวนอนปลายเท้า แต่เธอก็มีการศึกษานะโว้ย! (ไม่ได้โม้นะ!)
“เ้าแน่ใจ?”
ฟรองเซ่ตอบดรูว์ด้วยใบหน้าและสายตาที่จริงจัง “แน่เสียยิ่งกว่าแน่”
ดรูว์พยักหน้ารับช้าๆ อย่างยอมรับในความ้าของอีกฝ่าย “ถ้าเช่นนั้นเ้าก็จงจำคำพูดต่อไปนี้ของข้าให้ดีนะ ฟรองซ์”
ฟรองเซ่ย่นคิ้ว หัวซ้ายหันขวาว่าใครคือฟรองซ์ที่เธอพูดถึง ก่อนที่คุณชายนั่นจะหันขวับมาถลึงตาใส่ดรูว์ เด็กสาวยกมือขึ้นชี้หน้าฟรองเซ่อย่างเจาะจงตัวว่าเ้านั่นล่ะ ฟรองซ์ คนที่เธอกำลังพูดด้วย!
“ต่อให้เ้าไม่้า แต่...ข้าจะเป็เพื่อนกับเ้าให้ได้! ฟรองซ์!” ว่าแล้วดรูว์ก็เดินลิ่วๆ ไปยังเตียงที่อยู่ติดกับหน้าต่างแล้ววางสัมภาระของตัวเองลงบนเตียงหลังนั่นก่อนจะเบนหน้ามายักคิ้วให้ฟรองเซ่อย่างกวนๆ
หึๆ เธอรู้หรอกน่าว่าเขา้าเตียงข้างหน้าต่างนี่เพราะเห็นจ้องอยู่นาน แต่ด้วยความหมั่นไส้ เื่อะไรเธอจะต้องยกมันให้เขากันล่ะ!
สิ่งที่เขาเกลียดคืออะไรน่ะหรือ?
...เป็เื่แน่นอนว่าชายหนุ่มผู้นี้ต้องตอบว่ามันคือสถานที่ที่มีคนเยอะๆ อย่างโรงอาหารนี่อยู่แล้ว! ถึงคนที่อยู่ที่นี่จะมีแค่คนของหอเซาท์ก็เถอะ และเขาก็ยิ่งเกลียดมากขึ้นเมื่อมันเป็การโดนใครบางคนลากมาแบบนี้ด้วยแล้ว
และมันคนนั้นที่ลากเขามาจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจาก...
“เฮ้! เ้าหนู เ้าชื่ออะไรน่ะ” ชายร่างบึกบึน ผิวคล้ำแดด แถมด้วยมัดกล้ามอันใหญ่โตส่งผลให้ร่างนั้นดูใหญ่โตและแข็งแกร่งมากกว่าเก่า จนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็คนที่มีอายุยี่สิบสี่เหมือนกับเขา!
“ข้าชื่อดรูว์” เด็กสาววางหนังสือที่เอาแต่จดจ้องไม่วางตาแล้วส่งยิ้มแฉ่งให้อีกฝ่ายอย่างเป็มิตร เมื่อเห็นว่าโต๊ะยาวที่ชายคนนั้นนั่งอยู่ว่าง มือข้างที่ไม่ได้ถือหนังสือก็ ‘ลาก’ คู่หูให้ไปนั่งตรงนั้นด้วยกัน
“อืมๆ เป็ชื่อที่แปลกดี ข้าชื่อโคเรล ยินดีที่ได้รู้จัก” แล้วทั้งสองก็จับมือกัน ก่อนที่ทุกคนที่ร่วมโต๊ะนี้จะได้ยินเสียงกระดูกใครสักคนดัง กร๊อบๆ ขึ้นพร้อมเสียงร้องลั่นไปทั่วทั้งโรงอาหารจนคนอื่นๆ หันขวับมาทางนี้แล้วเดินมาร่วมวงด้วย
...หวังว่าเสียงนั่นคงไม่ใช่กระดูกของโคเรลหรอกนะ ไดรกอนที่เกาะไหล่ดรูว์จ้องอย่างหวาดหวั่น อืม สงสัยเขาต้องหาเวลาว่างสอนวิธีกะแรงในการจับมือกับมนุษย์ให้เด็กสาวคนนี้เสียแล้ว ก่อนที่เธอจะไปทำกระดูกมือคนอื่นหักเป็ว่าเล่น!
ฟรองเซ่เองก็มองด้วยสายตาหวาดหวั่นไม่แพ้กัน ก่อนที่เขาจะรู้ตัว ชายหนุ่มชะงักแล้วส่ายหน้าไปมา ทำไมเขาต้องห่วงเ้าเตี้ยนั่นด้วยล่ะ!? ไม่ๆ เขาไม่ยอมรับหรอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เ้าเตี้ยนั่นมันเรียกเขาว่า ‘ฟรองซ์’ ชื่อเหมือนผู้หญิงแบบนั้นใครจะไปรับได้ฟะ!
‘เป็เพื่อนกันก็ต้องหาชื่อเล่นให้เรียกกันเป็การเฉพาะสิ นั่นแหละ เพื่อนล่ะ!’ เ้าตัวตั้งชื่อใหม่ให้เขาด้วยเหตุผลนี้…
ดวงตาสีน้ำตาลแดงจ้องหนังสือที่ ‘คู่หู’ หยิบออกมาจากความว่างเปล่ามาอ่านั้แ่พวกเขาพูดเื่ชื่อกัน มันมีชื่อว่า ‘บันทึกมิตรสัมพันธ์’ เอาไว้สร้างมิตร เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีและลดความระแวงระหว่างผู้คน! ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเอาหนังสือแบบนั้นมาจากไหน อย่าให้เ้าเด็กนั่นเผลอนะ เขาจะเผาทิ้งทั้งหนังสือนั่นทั้งสำนักพิมพ์ที่กล้าตีพิมพ์หนังสือเล่มนั้นด้วย!
“ฮ่าๆๆ เ้านี่แข็งแรงดีผิดกับรูปร่างภายนอกของเ้าเยอะเลยนะเ้าตัวเล็ก อูย... เกิดมาข้าก็เพิ่งจะเจอคนที่ทำให้กระดูกข้าลั่นได้ดังขนาดนี้เป็ครั้งแรกนี่ล่ะ” โคเรลหัวเราะราวกับกำลังถูกใจ เขาสะบัดมือข้างที่จับมือกับดรูว์เบาๆ มือที่บิดเบี้ยวไม่ได้รูปได้อย่างน่ากลัวนั่นเริ่มกลับคืนรูปเดิมได้อย่างน่าอัศจรรย์ คนรอบข้างมองมือข้างนั้นตาโต ใที่เ้าตัวเล็กคนนี้ทำให้มือของผู้ชายตัวโตบิดเบี้ยวผิดรูปเช่นนี้ได้ ส่วนเ้าตัวเล็กน่ะหรือ...มองตาเป็ประกายเชียว
“นั่นก็เป็เวทมนต์สินะ” ยิ่งพูดถึงเวทมนต์ ดวงตาของดรูว์ก็ยิ่งเปล่งประกาย รอยยิ้มเหมือนกับหลงใหลประดับอยู่บนเรียวปากเรียวได้รูปนั่น ทุกคนมองตาค้างกับรอยยิ้มของคนที่อายุน้อยที่สุดในหอ ส่วนฟรองเซ่เพียงแค่เลิกคิ้วเล็กน้อย
“ใช่ นี่เป็เวทมนต์บทหนึ่งของข้า อืม เวลาเ้ายิ้มนี่มันดูดีจริงๆ เ้าเป็คนจากราชวงศ์ไหนสักแห่งหรือเปล่าเนี่ย” โคเรลเองก็อึ้งเหมือนกับคนอื่นๆ อดคิดไม่ได้ว่าเ้าตัวเล็กตรงหน้าตนเป็ลูกผู้ดีมาจากไหนสักแห่ง
คำถามนั้นทำให้รอยยิ้มน่าหลงใหลของดรูว์เลือนหายไปอย่างรวดเร็วราวกับว่าเมื่อครู่มันเป็เพียงแค่ภาพลวงตา ดวงตาที่ทอประกายเมื่อครู่หมองหม่นลงราวกับคนละคน “ข้าเป็เพียงแค่คนเร่ร่อนไร้หัวนอนปลายเท้า หาใช่คนจากราชวงศ์ใดไม่ ข้ามาที่นี่เพราะ” ดรูว์ชูกำปั้นซ้ายขึ้นสูง “ข้า้าสัญชาติ ข้าอยากพักผ่อนจากการที่เร่ร่อนมานาน และข้า้างาน! เงินเดือน! และอาหารครบสามมื้อ!”
“โอ้! ชีวิตของเ้านี่ช่างน่าสนใจจริงๆ” โคเรลและคนรอบข้างปรบมือกันเกรียวกราว “ว่าแต่เ้าันั่น...ของจริงหรือ” โคเรลมองไปยังไดรกอนที่เกาะไหล่ดรูว์นิ่ง ไม่แม้แต่จะขยับหรือส่งเสียงพลางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ก่อยที่พวกดรูว์จะมารวมตัวกับพวกเขา พวกเขาถูกเหล่ารุ่นพี่ที่เป็ผู้คุมสอบเตือนเอาไว้ว่าอย่าเรียกัแสงตัวนี้ว่า ‘ัเสก’ เด็ดขาด พร้อมกับเอาภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกได้มาให้พวกเขาได้ดูเป็คำเตือน ตอนที่เห็นภาพนั้น พวกเขารีบเอามือกุมเป้า รู้สึกจุกขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
แต่ดูแล้ว เ้าตัวคงไม่ได้รู้เลยว่าตนเองทำอะไรเอาไว้ และเื่นั้น เขารู้กันทั่วทั้งสามหอแล้ว…
“ไดรเป็สิ่งมีชีวิตจริงๆ นะ เขาเป็คนที่เลี้ยงข้ามาเองแหละ” ดรูว์ยืดอกพูดอย่างภาคภูมิใจ ทว่ามันกลับเป็ประโยคที่ทำเอาทุกคนอ้าปากค้าง
ถูกัเลี้ยงมาเนี่ยนะ!? บ้าไปแล้ว!
“พ่อแม่เ้าไม่มีรึ” โคเรลอดที่จะสงสัยไม่ได้
มีพ่อแม่ที่ไหนปล่อยให้ัมาเลี้ยงลูกของตัวเองกัน!
“ไม่มีนะ ข้าไม่เคยเห็นพวกเขามาก่อน” ดรูว์ปฏิเสธพลางส่ายหน้า ทว่าใบหน้าสงสัยเหมือนไม่ได้ติดใจอะไรของเด็กสาวทำเอาโคเรลถอนหายใจโล่งอกที่ตนไม่ได้ขุดความหลังแสนช้ำใจของอีกฝ่ายเข้า
“อืม...แต่เ้านี่ดูอายุยังน้อยอยู่เลยนะ” ชายร่างผอมเหมือนคนขาดสารอาหารที่นั่งอยู่ข้างๆ โคเรลดุนแว่นขึ้นพลางจ้องมองไดรกอนอย่างจับผิด
“ไดรเกิดก่อนข้าไม่กี่เดือน เพราะฉะนั้นตอนนี้ไดรอายุได้ยี่สิบสองได้”
“ยี่สิบสอง!?” คำตอบคราวนี้ทำเอาวงแทบแตก ส่วนฟรองเซ่ยังทำหน้านิ่งเหมือนเดิม ทว่าในใจกลับรู้สึกใไม่น้อยกับคำตอบนั้น...แปลกมากที่ัแสงจะมีอายุมาได้จนถึงป่านนี้ ปกติแล้วพวกัแสงจะตายตอนมีอายุได้สิบปีนี่นา
“แต่ปกติัแสงมีอายุได้แค่สิบปีนี่” โคเรลแย้ง สีหน้าไม่เชื่อสุดๆ
“เื่นั้นข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ก็ดีแล้วล่ะที่เป็แบบนี้ เพราะข้าคงอยู่ต่อไม่ได้หากไม่มีไดร”
“ติดพ่อรึเ้าตัวเล็ก” โคเรลยีหัวที่ยุ่งอยู่แล้วของดรูว์ให้มันยุ่งหนักกว่าเก่า...เพื่ออะไร? “ฟังมาจนถึงตอนนี้แล้วข้าก็ชักอยากจะรู้เื่การเดินทางของเ้าจริงๆ ซะแล้วสิ เล่ามาหน่อยสิ!”
คำขอนั้นเรียกเสียงเฮได้ดังกระหึ่มจนฟรองเซ่อุดหูตัวเองได้ไม่ทัน ส่วนเ้าตัวเล็กนั่นก็จัดไปตามคำขอ เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะเ่าั้ยิ่งทำให้ชายหนุ่มหงุดหงิด
‘ข้าจะเป็เพื่อนกับเ้าให้ได้!’
หึ! ทำเป็พูดดีไป สุดท้ายแล้วเ้านั่นก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากคนอื่นเลยสักนิด...พยายามเข้าหาข้าเพื่อหาประโยชน์เข้าตัว สุดท้ายนี่แล้วอย่างไรล่ะ เวลายังผ่านไปไม่ถึงชั่วโมงดีเลยด้วยซ้ำ ดรูว์ก็พูดคุยด้วยท่าทีที่ดูสนุกสนาน หัวเราะกับคนอื่นเสียงใส...จนลืมเขาที่เ้าตัวลากมาที่นี่ด้วยไปแล้ว
“อ้อ! แล้วคุณชายหน้านิ่งที่นั่งตรงนี้เป็คู่หูของข้าเอง เขาชื่อฟรองเซ่” ดรูว์ว่าพลางผายมือมายังฟรองเซ่ด้วยใบหน้าที่ราวกับภูมิใจนำเสนอ ส่วนฟรองเซ่รู้สึกแปลกใจที่ถูกดรูว์ลากเข้าสู่บทสนทนาด้วยอย่างกะทันหัน และยิ่งแปลกใจมากขึ้น…เมื่อดรูว์พูดด้วยคำพูดเหมือนจะขอร้องอีกฝ่ายแทนเขา “ช่วยเป็เพื่อนกับเขาหน่อยก็แล้วกัน เขาพูดไม่เก่ง”
“คุณชาย?” เหล่าคนมุงทั้งหลายทวนคำอย่างไม่เข้าใจ
“ก็พวกเ้าดูสิ การแต่งตัวของหมอนั่นเนี๊ยบ-- แค่ไหน เซตผมอย่างดี แถมชุดที่ใส่ก็ยังดูดี ไม่ให้เรียกคุณชายแล้วเรียกอะไร? เฮ้ย! ไม่ใช่สิ ที่ข้าแนะนำให้พวกเ้ารู้จักเพราะอยากให้พวกเ้าชวนเ้านี่คุยบ้าง เงียบๆ นานๆ เดี๋ยวจะกลายเป็ใบ้ไปซะก่อน แล้วไอ้หน้านิ่งๆ แบบนั้นก็ไม่ต้องไปสนใจหรอก เ้าหมอนี่มันคนขี้อาย แสดงความรู้สึกออกมาทางใบหน้าไม่เก่ง!”
เฮ้ย!? เขาไม่ได้ใบ้นะ (โว้ย)!! แล้วเขาก็ไม่ใช่คนขี้อายด้วย!! ฟรองเซ่แทบจะกระอักเืสดออกมา เขาถูกใส่ร้าย!
“อ้อ ที่แท้ก็เป็คนขี้อายนี่เอง มาๆ เดี๋ยวพวกข้าจะเป็คนชวนพวกเ้าคุยเล่นเอง จะทำให้ลืมความขี้อายไปเลย!” โคเรลตะปบไหล่ฟรองเซ่พลางส่งยิ้มที่ชายหนุ่มสามารถอ่านได้ว่า ‘เชื่อใจข้าได้เลย!’
ข้าไม่้า! ถ้าพวกเ้าอยากหาคนคุยเล่นก็ไปชวนเ้าเด็กนี่คุยสิไป!
หลังจากที่ทุกคนเดินออกไปจากโรงอาหารจนหมด จนตอนนี้ในโรงอาหารเหลือแค่ฟรองเซ่ที่กำลังจะแห้งตาย กับดรูว์ที่กำลังตักไอศกรีมเลมอนเข้าปากอย่างมีความสุข ไดรกอนเลียไอกรีมบลูเบอร์รี่อยู่ใกล้ๆ กับถ้วยแก้วใสที่ใส่ไอศกรีมของดรูว์ก่อนจะอ้าปากงับทั้งก้อน เหลือพวกเขาแค่สองคนกับอีกหนึ่งตน เวลานรกพวกนั้นก็จบลงเสียที เฮ้อ!
“เป็อย่างไรบ้างล่ะ การได้คุยกับคนใหม่ๆ ที่เพิ่งรู้จักน่ะ” ดรูว์ถามฟรองเซ่ด้วยรอยยิ้มสดใส แต่ขอเถอะ เขาไม่สดใสตาม!
“นรกชัดๆ” แล้วฟรองเซ่ก็สบถออกไปอีกสองสามคำ หากเป็คนปกติคงปรี๊ดแตก แต่กับดรูว์...เด็กสาวเพียงแค่ยิ้ม นั่นทำให้ชายหนุ่มยิ่งหงุดหงิด! “นั่นเ้ายิ้มอะไร” ฟรองเซ่ถามอย่างพาลๆ
“ตอนนี้ที่ข้าเห็นเ้าราวกับเห็นภาพของตัวเองที่สะท้อนออกมา” ฟรองเซ่ไม่แน่ใจว่าตนตาฝาดไปหรือเปล่าที่เห็นรอยยิ้มของคนตรงหน้าเริ่มดูเศร้าหมองผิดปกติ ส่วนไดรกอนเหลือบสายตามองชายหนุ่มเล็กน้อย ก่อนที่จะไม่สนใจ เขาจัดการกับของหวานเย็นๆ ตรงหน้าตัวเองต่อ
“เหมือนรึ...หึ อย่างเ้าจะไปเข้าใจอะ...”
“มีเด็กอยู่คนหนึ่ง...เขาไม่เคยได้เห็นหน้าของพ่อแม่ ได้ยินเสียง หรือแม้แต่...เห็นรูปภาพ”
ฟรองเซ่ชะงักทั้งที่ตัวเองยังไม่ทันพูดจบประโยคดี เ้าตัวเล็กตรงหน้าก็ชิงพูดตัดขึ้นมาก่อน
“ในแต่ละวันนั้นสิ่งที่เขาเห็นมีเพียงความมืดมิด ไร้ซึ่งแสงสว่าง กาลเวลา และฤดูกาล”
ชายหนุ่มยังคงนิ่งเงียบ...ด้วยความไม่เข้าใจ เ้าตัวเล็กนี่้าจะพูดอะไรกันแน่
“ที่นั่นไม่มีเสียงอะไรเลย...นอกจากเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวและทรมานอยู่ตลอดเวลา” ดวงตาสีฟ้าเข้มสบตากับฟรองเซ่ด้วยสายตาจริงจัง...สายตาของคนที่กำลังพูดความจริง ไม่ใช่เื่โกหก “พอได้รู้จักกับแสงสว่าง โลกภายนอกที่ไร้เงามืด การพูดคุยกับผู้คนนั้นช่างเป็ไปได้ยากยิ่ง เพราะกลัว...กลัวในตัวคนเ่าั้ ที่เข้าหาเขา...ด้วยความเสแสร้งอันแสนอบอุ่น ทว่าความจริงมันกลับเชือดเฉือนความรู้สึกของเด็กคนนั้นให้แตกละเอียด กลัว ระแวง และไม่ไว้ใจใครอีก...จวบจนออกมาจากที่แห่งนั้น ไกลจนเด็กคนนั้นคิดว่าตัวเองหนีมาไกลจนพ้นแล้ว เขาจึงได้ลองพูดคุยกับคนใหม่ๆ อีกครั้ง เพราะคนที่เก็บไปเลี้ยงขอร้อง” เมื่อพูดถึงตรงนี้ ดรูว์ก็ยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้เมื่อพูดถึงัตนนั้น และอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
“...” ฟรองเซ่มองรอยยิ้มนั้นแล้วก็รู้สึกว่าตนเองกำลังจะตาบอด เพราะตอนนี้เขารู้สึกว่าเ้าเด็กนี่เหมือนเด็กผู้หญิงชะมัด!
“เขาสอนข้าว่าการสานสัมพันธมิตรที่ดีเอาไว้ไม่ใช่เื่น่ากลัว เขาทำให้ข้าเรียนรู้ได้ว่าหาก้าให้ใครจริงใจกับเรา เราต้องแสดงความจริงใจให้คนคนนั้นเห็น...จนกว่าคนคนนั้นจะรู้สึกได้”
ตกลงไอ้ที่เ้าพูดมาทั้งหมดนั่นเ้าเอามาจากหนังสือเล่มไหนสักเล่มใช่ไหม
ฟรองเซ่มองอีกฝ่ายด้วยความปลงตก เ้านี่ต้องเอามาจากหนังสือสักเล่มที่อ่านเจออีกแน่ๆ เหมือนบันทึกมิตรสัมพันธ์อะไรนั่นที่เ้าตัวหยิบมาอ่าน! ทว่าความคิดนี้ถูกปัดทิ้งไปเมื่อนึกได้ว่าต้นประโยคดรูว์พูดว่า ‘คนที่เก็บไปเลี้ยงขอร้อง’
ดรูว์เอียงคอแล้วส่งยิ้มที่ดูแปลกออกไปจากปกติ...มันดูจริงจังและแตกต่างจากดรูว์ที่เขาเคยเห็นั้แ่แรกพบ “ในเมื่อข้าเรียกเ้าว่า ‘ฟรองซ์’ เช่นนั้นข้าจะอนุญาตให้เ้าเรียกชื่อเต็มๆ ของข้าที่ไม่มีใครรู้นอกจากข้าและไดรกอน”
“...” นี่เ้ามีชื่ออื่นด้วยรึ ไอ้ชื่อที่แนะนำกับคนอื่นเขาไปทั่วไม่ใช่ชื่อจริงใช่ไหม!
“ข้าทิ้งชื่อนี้ไปนานแล้ว แต่ข้าจะยอมบอกเ้าสักครั้ง ชื่อของข้าคือ ดารูวาร์ ลาเบียร์ ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งนะ ฟรองซ์”