บทที่ 46
เรื่องน่าปวดหัว
เช้าวันถัดมา หลังเสร็จจากการเรียนต่อสู้กับไคลล์ที่เต็นท์บ้านพักของเขา ฉันก็มานั่งพักอยู่บริเวณหน้าเต็นท์มองทิวทัศน์ทะเลหมอกยามเช้าเบื้องหน้า ไคลล์ช่างเลือกจุดตั้งเต็นท์ได้ดีจริง ๆ มุมนี้เมื่อเปิดม่านเต็นท์ตอนเช้าออกมาก็มองเห็นวิวได้สวยขนาดนี้
ไคลล์ที่ไปหยิบน้ำดื่มเดินมานั่งลงข้างฉันพร้อมยื่นขวดน้ำมาให้ ฉันรับมาพร้อมกล่าวขอบคุณเขาแล้วเปิดฝาขวด
“ฝีมือเธอพัฒนาเร็วเหมือนกันนี่ รับมือฉันได้ตั้งหลายกระบวนท่าแล้ว” ไคลล์พูดขึ้น
ฉันแกล้งทำหน้าหดหู่พูดกับเค้า “เชื่อเถอะค่ะว่าฉันหืดขึ้นคอทุกกระบวนท่าที่สู้กับคุณเลย” พูดจบฉันก็ยกขวดน้ำขึ้นดื่ม
“ฝึกได้ไม่เท่าไหร่ แต่เธอทำได้ถึงขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว” ไคลล์ยิ้มชมฉันก่อนจะดื่มน้ำของเขา
“ฉันยังต้องฝึกอีกเยอะค่ะ ขอบคุณนะคะที่ช่วยฉัน แถมยังไม่ยอมให้ฉันจ่ายค่าเรียนอีก” ฉันยิ้มพูดแซะเขา
“เงินฉันมีเยอะแยะแล้วฉันจะอยากได้ไปอีกทำไม แต่ถ้าเธอไม่สบายใจ งั้นเธอก็ประเมินเอาแล้วกันว่าฉันสมควรจะได้ค่าสอนจากเธอเท่าไหร่ แล้วเธอก็เอาเงินนั้นไปบริจาคเข้าเดอะนอร์เถอะ ฉันร่วมสมทบทุนการศึกษาให้เด็ก ๆ แล้วกัน”
ฉันดีดนิ้วยิ้มกว้าง “เป็นความคิดที่ดีมากค่ะ ฉันจะรีบจัดการให้วันนี้เลย ขอบคุณมากนะคะ ฉันโอนเงินเข้าศูนย์รับบริจาคภายนอกขององค์กรแล้วเดี๋ยวจะส่งสลิปให้คุณดูค่ะ”
“เอาที่เธอสบายใจเถอะ” ไคลล์ยิ้มส่ายหน้า
“พูดถึงเรื่องการต่อสู้ ฉันสงสัยมาตั้งนานแล้วค่ะ” ฉันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้เลยเอ่ยปากถามไคลล์
“ฝีมือคุณดีมากขนาดนี้แต่ทำไมครั้งแรกที่ฉันเห็นคุณสู้กับพวกโทนี่กับแอนถึงได้ดูไม่ได้เก่งกาจมากมายอะไรนักล่ะคะ อย่างตอนที่ต่อกรกับหุ่นแม่บ้านสปายนั่น คุณก็น็อคเธอได้เร็วมากเลย”
“เรื่องนี้เหรอ…อืมม ก็ตอนแรกฉันกะว่าจะไม่เปิดเผยฝีมือจริง ๆ ของตัวเองน่ะสิ ตั้งใจจะซ่อนสถานะทหารหน่วยรบพิเศษเอาไว้ แต่ตอนหลังเห็นว่างานที่แผนกนี้ยังไงมันก็จำเป็นต้องแสดงฝีมืออยู่ดี ก็เลยปล่อยเลยตามเลย ให้คนรู้ว่าฉันเก่งก็ดีเหมือนกัน ถ้าไม่อย่างนั้นเธอเองก็คงไม่ยอมให้ฉันเป็นคนสอนเธอได้หรอก จริงมั้ย”
แหม่…พูดอย่างกับว่าที่เปิดเผยตัวเองก็เพื่อให้ฉันได้รู้และยอมให้เขาสอนฉันอย่างนั้นแหละ แต่ฉันไม่กล้าพูดออกไปหรอก เดี๋ยวเกิดเขาตอกกลับมาแบบที่ทำให้ฉันวางตัวไม่ถูกก็แย่น่ะสิ
“พลังพิเศษเธอก็ดูเหมือนจะพัฒนาไปเร็วเหมือนกันนะ” ไคลล์พูด “ฉันเห็นลักษณะคลื่นพลังเธอดูนิ่งและเป็นระเบียบมากขึ้น แถมดูเหมือนเธอจะใช้ดวงตาที่สามได้ด้วยใช่มั้ย ไม่งั้นสปายที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดีคงไม่มีทางปล่อยให้เธอรู้ตัวได้ง่าย ๆ หรอก”
“ใช่ค่ะ” ฉันกระเถิบเข้าไปใกล้เขา มองซ้ายมองขวาแล้วทำท่ากระซิบ “คุณห้ามบอกเรื่องนี้กับใครเด็ดขาดเลยนะคะ รู้แค่พวกเราสองคนพอ”
“เธอไม่ต้องกระซิบหรอก ฉันใช้เครื่องป้องกันการดักฟังกางม่านพลังครอบพื้นที่บริเวณนี้ไว้แล้ว”
“อ่อ…” ฉันรู้สึกหายใจหายคอโล่งขึ้น
“แล้วก็ไม่ต้องห่วง อะไรที่เธอไม่อยากให้ใครรู้ฉันไม่มีทางปากพล่อยไปบอกคนอื่นหรอก โดยเฉพาะกับเรื่องพลังพิเศษที่พิเศษมากแบบนี้ของเธอ” ไคลล์พูดพลางเปิดดูฟิงของเขาเล่น สักพักเขาก็หัวเราะออกมาก่อนจะหันมาบอกฉันว่า
“วิกกี้ ข่าวเมื่อวานกลายเป็นประเด็นร้อนไปซะแล้ว” เขายิ้มพูดขณะดูบางอย่างในฟิง “มีแต่คนสนใจเรื่องระหว่างเธอกับฉันเต็มไปหมด พวกเพื่อนฉันถามกันใหญ่” ฉันถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย คิดไว้แล้วเชียวว่ามันต้องเป็นแบบนี้
“รูปที่โพสต์เมื่อวานมียอดกดหัวใจถล่มทลายมาก จำนวนคอมเม้นต์ก็เยอะมาก ตั้งแต่เล่นลุคอินมาไม่เคยเยอะขนาดนี้เลยนะเนี่ย”
ฉันหันขวับไปถามเขาทันควัน “คุณโพสต์รูปอะไร?” รู้สึกมีลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีแล้ว
“นี่ไง” เขาเลื่อนหน้าจอให้ฉันดูลุคอินของเขา “เธอว่าฉันไม่ได้นะ ฉันโพสต์มันก่อนที่จะได้ดูข่าวเสียอีก เธอไม่ได้บอกฉันก่อนนี่ว่าจะมีข่าวทำนองนั้น”
ฉันดูรูปที่ไคลล์โพสต์ไว้เมื่อช่วงเย็นเมื่อวาน เป็นภาพตอนที่ทุกคนกำลังมารวมตัวกันบริเวณหน้าที่พักเพื่อกินมื้อเย็นกัน ไคลล์ถ่ายภาพจากด้านหลังขณะที่เขากำลังนั่งกินขนมที่ซื้อกลับมาเมื่อวานอยู่ริมผา
มองดูพระอาทิตย์ตกยามเย็น ในภาพมีฉันที่นั่งอยู่ตรงนั้นกับเขาด้วยกำลังแบ่งของกินที่ได้มาให้คนอื่น ๆ ในคณะ แต่ละคนที่เดินมารับพากันยิ้มแย้มหน้าบาน เขาใส่แคปชั่นให้ภาพไว้ว่า Happiness is sweetest when shared (ความสุขจะหวานล้ำที่สุดเมื่อมันถูกแบ่งปัน)
เนื่องจากเขาโพสต์ภาพนี้เป็นแบบสาธารณะที่ใครก็สามารถเข้ามาดูได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อนในลุคอินเท่านั้น จึงมีคนกดหัวใจให้กับโพสต์นี้ห้าแสนกว่าคน ใต้โพสต์มีคนแสดงความคิดเห็นหลักสามหมื่นกว่าข้อความ ฉันอ่านแบบผ่าน ๆ ทำให้เห็นว่าส่วนใหญ่จะมีความคิดเห็นไปในทางเดียวกันคือคิดว่าฉันกับไคลล์เป็นมากกว่าแค่เพื่อนกันธรรมดา
ฉันสะดุดกับความคิดเห็นหนึ่งที่บอกว่า ‘คราวก่อนก็พากันชมพระอาทิตย์ขึ้น คราวนี้ก็พากันดูพระอาทิตย์ตก’ มีคนตอบกลับความคิดเห็นนี้มากมาย ประมาณว่า คิดแบบเดียวกันเลย, คู่นี้ต้องมีอะไรแน่ ๆ, แบบนี้ไม่น่าใช่แค่เพื่อนกันแล้ว ฉันถอนหายใจ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นไคลล์กำลังยิ้มจ้องมองฉันอยู่
“ยิ้มอะไรของคุณ” ฉันถามเขาอย่างคนอารมณ์ไม่ดี
“เรื่องนี้ทำให้เธอเครียดขนาดนั้นเชียว” ไคลล์เลิกคิ้วถามฉัน
“แล้วคุณไม่เครียดบ้างเหรอคะ ใครจะชอบบ้างที่โดนเอาเรื่องส่วนตัวมาตีแผ่แล้วยังทำให้คนเข้าใจแบบผิด ๆ อีก”
“เธอจะไปสนใจพวกเขาทำไม ในเมื่อเธอก็รู้อยู่แล้วว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง” ไคลล์ชี้แนะ “จะไปเอาอะไรกับคนพวกนี้ที่ชอบคิดกันแบบฉาบฉวยล่ะ พวกเขาก็แค่อยากแสดงตัวตนให้คนอื่นรู้ อยากจะพูดอะไรก็ปล่อยให้พวกเขาพูดกันไปเถอะ ไม่นานเดี๋ยวเขาก็ไปสนใจเรื่องอื่นกันแล้ว”
“ตอนนี้เธอมีเรื่องที่สำคัญกว่าที่ควรจะสนใจมากกว่าเรื่องพวกนี้ไม่ใช่เหรอ” คำพูดไคลล์ทำให้ฉันตระหนักขึ้นมาได้ ฉันเห็นด้วยกับเขา
“ก็จริงค่ะ เรื่องซุบซิบพวกนี้ใส่ใจมากไปก็ไร้ประโยชน์ มีแต่จะทำให้เครียดเปล่า ๆ สู้เอาพลังงานไปใช้ทำสิ่งที่สำคัญกว่าดีกว่า”
ตอนนั้นเองมีสายเรียกเข้าจากคนที่ฉันเกือบจะลืมเขาไปแล้ว ไม่คิดว่าเขาจะโทรมาหาฉันในช่วงเวลาแบบนี้ ทำเอาความเครียดก่อนหน้านี้กระเด็นหาย รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
“คุณนอร์ซโทรมาหาฉัน” ฉันหันไปบอกไคลล์หน้าตาตื่น ไคลล์ที่ตอนแรกดูเหมือนกำลังอารมณ์ดีกลับกลายเป็นหน้าบึ้งตึงไปในทันควัน ไม่รู้ว่าอยู่ ๆ เป็นอะไรแต่ฉันไม่ทันได้สนใจเขา เพราะกำลังจดจ่ออยู่กับการรับสายจากคุณนอร์ซ
“สวัสดีค่ะ…คุณนอร์ซ”
‘สวัสดีครับคุณวิกกี้ ผมโทรมาตอนนี้รบกวนคุณรึเปล่าครับ’
“ไม่เลยค่ะ คุณนอร์ซโทรมาทำเอาฉันแปลกใจเลย มีอะไรรึเปล่าคะ”
‘พอดีผมเพิ่งกลับจากต่างประเทศ แล้วเห็นข่าวคุณน่ะครับ คราวก่อนว่าจะโทรมาให้กำลังใจคุณ แต่ธุรกิจผมติดปัญหาใหญ่เสียก่อนจนในหัวผมมีแต่เรื่องธุรกิจเต็มไปหมด ลืมเรื่องคุณไปเลย ต้องขอโทษด้วยนะครับ’คุณนอร์ซพูดเสียงอ่อนโยนสุภาพมาก ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าเบื้องหลังเขามีเรื่องไม่ชอบมาพากล ฉันคงเข้าใจว่าผู้ชายคนนี้ช่างสุภาพอ่อนโยนจริง ๆ
“ไม่เป็นไรเลยค่ะ คุณนอร์ซไม่จำเป็นต้องเกรงใจฉันขนาดนี้หรอกค่ะ”
‘ไม่ได้หรอกครับ เพราะตอนนี้ผมเห็นคุณเป็นคนสำคัญ’
“คะ?” คำพูดของเขาทำเอาฉันอึ้ง
‘ผมเพิ่งได้อ่านข่าวคุณ ทำให้ผมร้อนรนกระวนกระวายใจจนต้องโทรมารบกวนคุณครับ’
“เอ่อ…คุณนอร์ซหมายความว่ายังไงคะ วิกกี้ไม่เข้าใจ”
‘ผมขออนุญาตถามคุณตรง ๆ นะครับว่าคุณวิกกี้กับคุณไคลล์คบกันอยู่รึเปล่าครับ ถ้าพวกคุณคบกันผมจะได้ตัดใจแล้วถอยออกมา’
คำถามของอีกฝ่ายทำเอาฉันตะลึงจนเงียบไปครู่หนึ่ง คราวก่อนทำให้เขาเข้าใจผิดคิดว่าฉันทอดสะพานให้ แล้วนี่เขาคิดกำลังคิดเลยเถิดกับฉันจริง ๆ งั้นเหรอ ฉันหันไปมองไคลล์ก็เห็นเขากำลังทำหน้าตาบึ้งตึงเหมือนคนอารมณ์ไม่ดี อยู่ ๆ เป็นอะไรของเขาเนี่ย ปวดอึแล้วอึไม่ออกหรือไงนะ
“ฉันกับไคลล์เราเป็นแค่เพื่อนกันค่ะ” ฉันตอบคุณนอร์ซกลับไปตามตรง อยู่ ๆ ไคลล์ที่นั่งหน้าบึ้งอยู่ข้าง ๆ ก็แค่นเสียงก่อนจะลุกเดินหนีไป
---------------------------