เสิ่นโม่จิ่นเดินผ่านโถงกลางโดยไม่ลดฝีเท้าย่ามสีดำขยับแนบสะโพกตามจังหวะก้าว ส่วนกุญแจคอนโดอยู่ในกระเป๋ากางเกงข้างขวาปลายโลหะกดผ่านเนื้อผ้ามาแตะต้นขาทุกครั้งที่รองเท้าแตะลงน้ำหนัก
หญิงสาวไม่จำเป็ต้องหันกลับไปดูก็รู้ว่าคนทั้งสามยังอยู่ด้านหลัง
เสียงกระเป๋าของแม่เสิ่นเสียดสีกับแขนเสื้อดังหนึ่งครั้งก่อนเงียบไป ส่วนพ่อเสิ่นไม่ได้พูดต่อจากเื่มหาวิทยาลัยและภาพลักษณ์ตระกูลทันทีคล้ายยังรอให้เสิ่นโม่จิ่นหยุดตามความเคยชิน
เสิ่นโม่เหิงไม่มีแม้แต่เสียงขยับโทรศัพท์ของเขาก็ไม่สั่น ทั้งที่ก่อนหน้านี้หน้าจอติดขึ้นแทบตลอดเวลา
ตรงทางเชื่อมระหว่างโถงกับห้องอาหารคนรับใช้สองคนกำลังจัดโต๊ะเช้า หญิงสาวอายุน้อยถือเหยือกน้ำอยู่ในมือขณะที่อีกคนกำลังวางช้อนลงข้างถ้วยข้าวต้ม
“เมื่อคืนตรงห้องรับแขกมันเย็นแถมยังมีคนได้ยินเสียงดังมากมาจากห้อง...”
คนพูดเงยหน้ามาเห็นเสิ่นโม่จิ่นพอดีคำที่เหลือจึงติดอยู่หลังฟัน
ช้อนในมืออีกคนกระทบขอบถ้วยดังแก๊ก เธอรีบจับมันให้มั่นแล้วก้มหน้าลงทันทีส่วนหญิงสาวซึ่งถือเหยือกน้ำขยับไปชิดโต๊ะเปิดทางเดินให้ทั้งที่ยังไม่มีใครจากด้านหลังออกคำสั่ง
เสิ่นโม่จิ่นปรายตามองเพียงครู่เดียว
เื่ในห้องรับแขกคงเดินเร็วกว่าคนเสียอีก เธอหายขึ้นห้องไม่กี่ชั่วโมงคนรับใช้ทั้งบ้านก็รู้แล้วว่าปลายผมของคุณหนูเปลี่ยนสี น้ำชาเกิดฝ้าและอากาศรอบตัวเย็นจนมือคนสั่น
พวกเขาจะเติมเขี้ยว เติมหาง หรือเล่าว่าเธอถูกผีเข้าสิงก็เชิญอย่างน้อยยังมีประโยชน์ตรงที่ทางเดินโล่งขึ้นเองโดยไม่ต้องพูด
เธอผ่านโต๊ะอาหารไปโดยไม่แตะข้าวต้มกลิ่นขิงอ่อน ๆ ลอยตามมาเพียง่สั้น
แม่บ้านสูงวัยซึ่งยืนอยู่ใกล้ประตูหน้าเคยเห็นเสิ่นโม่จิ่นมาั้แ่เด็กความทรงจำของร่างจำใบหน้าและตำแหน่งไฝตรงข้างจมูกได้ เธอเป็คนที่เคยถือผ้าคลุมตามหลังเ้าของร่างเดิมเวลาออกงานและมักยืนรอรับกระเป๋าทุกครั้งที่กลับบ้าน
วันนี้มือคู่นั้นยกขึ้นตามความเคยชินแต่หยุดก่อนจะแตะสายย่าม
สายตาของแม่บ้านเลื่อนผ่านอักขระสีแดงบนเนื้อผ้าแล้วหดมือกลับไปอยู่ข้างลำตัว เธอถอยออกหนึ่งก้าวเปิดพื้นที่ตรงหน้าประตูจนกว้างพอให้เสิ่นโม่จิ่นเดินผ่านได้โดยไม่ต้องเบี่ยงหลบ
“คุณหนู...” เสียงเรียกเบามาก
เสิ่นโม่จิ่นมองเธอ
แม่บ้านเม้มปาก ก่อนลดศีรษะลงแทนคำพูดที่ไม่กล้าเอ่ยต่อ
หญิงสาวจึงละสายตาแล้วเดินไปยังประตู
เหลืออีกไม่กี่ก้าวมือก็จะถึงแผ่นทองเหลืองตรงบานเปิด ทว่าตอนผ่านโต๊ะยาวข้างผนัง ปลายเท้าขวากลับช้าลงเองครึ่งจังหวะ
ไม่ได้มีใครขวาง
ตรงนั้นมีแจกันดอกไม้สดตั้งอยู่ข้างถาดใส่กุญแจใต้โต๊ะเป็ม้านั่งบุหนังซึ่งใช้สำหรับเปลี่ยนรองเท้าตำแหน่งธรรมดาเสียจนหากไม่มีความทรงจำของร่างไหลขึ้นมา เธอคงเดินผ่านโดยไม่มองซ้ำ
ภาพที่อยู่ในหัวไม่มีเสียงพูดและไม่ต่อเนื่องพอจะเรียกว่าเหตุการณ์
มีเพียงมือของเด็กหญิงคนหนึ่งจับชายเสื้อพี่ชายอยู่ตรงโถงนี้นิ้วเล็กกำผ้าจนยับ ขณะที่ร่างสูงกว่าเดินนำออกไปทางประตู
ภาพถัดมาเป็เสิ่นโม่จิ่นในวัยโตขึ้นยืนอยู่ใกล้ม้านั่งตัวเดิม เสื้อคลุมพาดอยู่บนแขน กระเป๋าวางข้างเท้าเ้าของร่างไม่ได้ออกไปทันที ทั้งที่คนขับรถเปิดประตูรออยู่ด้านนอก
เสิ่นโม่จิ่นยืนอยู่ตรงนั้นรอให้ใครสักคนในบ้านหันมาถามว่าจะไปไหน
ปลายเท้าของเธอหยุดลง
แรงบีบแล่นขึ้นตรงกลางอก มันเป็อาการวูบสั้น ๆของร่างกายซึ่งจำได้ว่าเมื่อมาถึงจุดนี้ควรชะลอและหวังว่าจะมีเสียงเรียกจากด้านหลัง
หญิงสาวก้มมองปลายรองเท้าแตะของตัวเอง
‘ยังจำท่าเดิมอยู่หรือ’
เธอไม่ได้พยายามใช้พลังลบเศษอารมณ์เ่าั้ทิ้งการฝืนร่างกายซึ่งเพิ่งหลอมรวมสมบูรณ์ไม่กี่ชั่วโมงเพราะความเคยชินเล็กน้อยไม่มีประโยชน์
ร่างนี้ใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้มาสิบเก้าปี
ต่อให้ิญญาเปลี่ยนไปแล้ว กล้ามเนื้อก็ยังจำทางเดินหูยังจำเสียงเรียก และหัวใจคงต้องใช้เวลาสามวัน ห้าวัน หรืออย่างช้าไม่เกินเจ็ดวันกว่าจะเลิกเต้นผิดจังหวะเมื่อผ่านมุมเดิม
ร่างกายจำเ้าของใหม่ได้แล้วหลังจากนี้เพียงต้องสอนมันว่าเสียงใดควรหยุดฟังและประตูบานไหนเดินออกไปได้โดยไม่ต้องรออนุญาต
เสิ่นโม่จิ่นปล่อยแรงบีบนั้นค้างอยู่ตามเดิมก่อนยกเท้าขึ้นก้าวต่อ
เพียงก้าวเดียว อาการตรงอกก็เบาลงเล็กน้อย
“โม่จิ่น”
เสียงแม่เสิ่นดังมาจากด้านหลัง คราวนี้เท้าทั้งสองหยุดตามความตั้งใจของเธอเอง
เสิ่นโม่จิ่นยังหันหน้าเข้าหาประตูมือซ้ายจับสายย่ามไว้หลวม ๆ ส่วนมือขวาวางอยู่ข้างลำตัว เธอรอให้แม่เสิ่นพูดต่อโดยไม่ได้หันกลับไปมอง
ผ่านไปหนึ่งลมหายใจ ยังไม่มีคำตามมา
“.....”
หญิงสาวได้ยินเพียงเสียงส้นรองเท้าของอีกฝ่ายขยับเข้ามาครึ่งก้าวแล้วหยุดอยู่ตรงพื้นหินด้านหลัง
“ลูก...” แม่เสิ่นเริ่มต้นอีกครั้งทว่าคำต่อไปไม่หลุดออกมา
จะถามว่าจะไปไหนก็ได้รับคำตอบแล้วจะห้ามก็อาจไม่แน่ใจว่าควรใช้เหตุผลอะไรหลังจากทั้งคืนไม่มีใครถามว่าคนซึ่งเพิ่งรอดจากผี้าอยู่ที่ไหน
เสิ่นโม่จิ่นไม่คิดช่วยต่อประโยคให้
ตรงอกยังมีอาการค้างอยู่มันพยายามดึงให้หันกลับไปดูสีหน้าของแม่เสิ่น พยายามยืดเวลาไว้อีกนิดเผื่อคำซึ่งเสิ่นโม่จิ่นเดิมเคยอยากได้ยินจะถูกพูดออกมาเสียที
เธอยืนให้มันรออยู่สองลมหายใจ
แต่ไม่มีคำใดพูดออกมา ด้านหลังมีเพียงเสียงนิ้วของแม่เสิ่นกำสายกระเป๋าจนหนังเสียดสีกัน
เสิ่นโม่จิ่นหลุบตาลงเล็กน้อย
‘พอแล้ว มึงรอมาสิบเก้าปีกูให้เพิ่มอีกสองลมหายใจ ถือว่าไม่ใจร้ายกับมึงแล้วนะ’
ความคิดนั้นไม่ได้ทำให้อาการตรงอกหายทันทีแต่พอสำหรับการตัดสินใจ เธอขยับมือไปจับที่เปิดประตู
“เดี๋ยวก่อน” พ่อเสิ่นกล่าวน้ำเสียงไม่ได้ดังขึ้น ทว่าถ้อยคำถูกวางเป็คำสั่งเหมือนทุกครั้ง
“ถ้าลูกจะกลับคอนโดก็ให้คนขับไปส่งอย่างน้อยตอนนี้ลูกไม่ควรออกไปตามลำพัง รถของบ้านพร้อมแล้ว”
คนขับซึ่งยืนอยู่ด้านนอกได้ยินจึงรีบเปิดประตูรถคันสีดำรอ ของเยี่ยมหลายถุงถูกจัดไว้บนเบาะด้านหน้าโลโก้ร้านผลไม้ราคาแพงหันออกทางเดียวกันเรียบร้อย
เสิ่นโม่จิ่นเหลือบมองรถผ่านบานกระจก
นั่นไม่ใช่รถกลับคอนโดต่อให้คนขับรับคำสั่งให้ไปส่งเธอก่อนพ่อเสิ่นหรือเสิ่นโม่เหิงก็เปลี่ยนเส้นทางกลางถนนได้อยู่ดี รถเป็ของบ้านคนขับรับเงินจากตระกูลเสิ่น และปลายทางเดิมยังเป็โรงพยาบาล
หญิงสาวกดที่เปิดประตูลง
“ไม่ต้องส่ง” เสียงตอบไม่ได้ดังแต่คนทั้งโถงได้ยินชัด
พ่อเสิ่นเว้นจังหวะไปเล็กน้อย“อย่าทำเื่ง่ายให้กลายเป็เื่ยาก รถแค่ไปส่งลูกที่...”
“เรียกรถแล้ว”
เสิ่นโม่จิ่นดึงประตูเปิดลมเช้าพัดชายเสื้อยืดให้แนบหน้าท้องชั่วครู่
โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นสองครั้งติดกัน เธอหยิบขึ้นมาดูข้อความจากแอปแจ้งว่ารถมาถึงจุดรับตรงหน้าประตูรั้วแล้วคนขับส่งหมายเลขทะเบียนตามมาครบ
หญิงสาวยกหน้าจอขึ้นเพียงระดับเอวไม่ได้หันไปให้ใครตรวจแต่แสงจากโทรศัพท์ก็มากพอให้คนที่ยืนด้านข้างเห็นแผนที่กับตำแหน่งรถ
พ่อเสิ่นไม่ได้ออกคำสั่งซ้ำทันที
เสิ่นโม่จิ่นก้าวออกจากตัวบ้าน
เธอเดินผ่านรถตระกูลเสิ่นโดยไม่มองของเยี่ยมบนเบาะคนขับรถยืนถือประตูค้างอยู่ สีหน้าลังเลว่าควรปิดหรือรอคำสั่งใหม่
“คุณหนู จะให้ผม..”
“ไม่ต้อง”
คนขับพยักหน้า แล้วหันไปมองคนในบ้านแทน เธอไม่ได้สนใจว่าเขาจะได้รับคำสั่งใดต่อเพราะเส้นทางจากเฉลียงถึงประตูรั้วทอดตรงผ่านสวนด้านหน้า ไม่มีใครยืนขวางอยู่
เสียงฝีเท้าตามออกมาด้านหลังหนึ่งชุด
เสิ่นโม่จิ่นไม่หันไปดูจังหวะก้าวนั้นสม่ำเสมอและหนักกว่าแม่เสิ่น จึงไม่น่าใช่ใครอื่นนอกจากเสิ่นโม่เหิง
เขาเดินตามมาถึงระเบียงหน้าบ้านแต่ไม่ได้เร่งเข้าหา
ทางเดินกลางสวนยาวกว่าที่มองจากชั้นบนพุ่มไม้ถูกตัดเป็แนวเท่ากันทั้งสองข้าง ระบบรดน้ำยังไม่เริ่มทำงานจึงไม่มีเสียงอื่นแทรกระหว่างรองเท้าแตะของเธอกับฝีเท้าซึ่งหยุดอยู่หลังแนวเฉลียง
เสิ่นโม่จิ่นเดินต่อ
ทุกระยะที่ห่างจากตัวบ้าน อาการตรงอกลดลงทีละนิดร่างกายยังรู้ว่าด้านหลังมีคนมองทว่ามันไม่ได้ดึงให้เท้าหยุดเหมือนตรงม้านั่งอีกแล้ว
‘จำเอาไว้ ทางนี้เดินออกได้’
เธอขยับสายย่ามซึ่งเลื่อนจากบ่าให้กลับเข้าที่แล้วกดเปิดรายละเอียดรถบนโทรศัพท์อีกครั้งหมายเลขทะเบียนตรงกับรถสีเทาซึ่งจอดรออยู่นอกแนวรั้ว
คนขับลดกระจกลงครึ่งหนึ่งและกำลังมองหาผู้โดยสารตามภาพตำแหน่งในแอป
เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในป้อมเห็นเสิ่นโม่จิ่นเดินมาจึงลุกขึ้นแตะหน้าจอควบคุมโดยไม่ต้องรอให้เรียก
ประตูเหล็กสองฝั่งเริ่มเลื่อนออกจากกันมอเตอร์ใต้รางส่งเสียงครางต่ำ ขอบฟ้ายามเช้าซึ่งถูกแนวรั้วแบ่งไว้ค่อย ๆเปิดกว้างขึ้นพร้อมถนนด้านนอก
แสงแดดสายแรกพาดผ่านช่องว่างเข้ามาตรงทางเดิน
เสิ่นโม่จิ่นก้าวถึงเส้นแบ่งระหว่างเขตบ้านกับทางเท้าปลายผมซึ่งหลุดจากมวยตกลงบนหัวไหล่ เส้นสีทองรับแสงจนเห็นชัดท่ามกลางผมดำไม่ได้เป็เพียงประกายซึ่งต้องเพ่งมองใต้โคมไฟอีกต่อไป
เธอเห็นภาพของตัวเองบนผิวรถสีดำซึ่งจอดใกล้รั้วใบหน้าคมยังเป็ของเสิ่นโม่จิ่นเสื้อยืดตัวหลวมกับย่ามเก่ากลับทำให้ภาพนั้นห่างจากคุณหนูในความทรงจำจนแทบซ้อนทับกันไม่ได้
ตรงกระจกอีกส่วนสะท้อนคนบนระเบียงหน้าบ้าน
พ่อเสิ่นยืนอยู่หลังประตูแม่เสิ่นตามออกมาหยุดใกล้เสา มือข้างหนึ่งยังจับสายกระเป๋าไว้ส่วนเสิ่นโม่เหิงอยู่ล้ำออกมาด้านหน้ากว่าทั้งสองคนหนึ่งก้าว
สายตาของเขาจับอยู่ตรงเส้นผมสีทองบนไหล่เธอนานกว่าจุดอื่นใบหน้าซึ่งคล้ายเสิ่นโม่จิ่นอยู่หลายส่วนยังนิ่งเช่นเดิม
ทว่าไหล่ที่เคยตั้งตรงลดลงเล็กน้อยริมฝีปากขยับคล้ายจะเรียกชื่อใคร ก่อนปิดลงโดยไม่มีเสียงหลุดออกมา
เสิ่นโม่จิ่นมองภาพสะท้อนนั้นเพียงชั่วครู่
ตรงอกเจ็บวาบขึ้นมาอีกครั้งร่างนี้ยังจำพี่ชายซึ่งเคยเดินนำออกจากโถง จำมือที่เคยจับชายเสื้อและอาจยังรอว่าเขาจะเดินลงมารั้งไว้ก่อนพ้นรั้ว
แต่เสิ่นโม่เหิงหยุดอยู่หลังแนวประตูบ้าน
ส่วนเสิ่นโม่จิ่นยืนอยู่หน้าทางออกแล้ว
หญิงสาวละสายตาจากเงาบนผิวรถ ก่อนก้าวข้ามรั้วเหล็กโดยไม่มีมือใดยื่นมารั้ง
แดดเช้าตกลงบนใบหน้าอุ่นกว่าความร้อนจากโคมไฟในห้อง และไม่มีกลิ่นน้ำหอมของบ้านเสิ่นปะปนอยู่
ประตูรั้วยังเปิดกว้างด้านหลัง เธอไม่หันกลับไปดูอีก
รถที่เรียกไว้จอดห่างออกไปไม่ถึงสิบเมตรคนขับเป็ชายวัยกลางคน สวมเสื้อแจ็กเก็ตสีน้ำเงินเขาเปิดไฟฉุกเฉินไว้และชะโงกมองหมายเลขบ้านบนเสารั้ว
พอเสิ่นโม่จิ่นเดินเข้าใกล้เขาจึงลดกระจกลงอีกเล็กน้อย
“คุณเสิ่นใช่ไหมครับ”
“อือ”
คนขับกดปลดล็อกประตู “ไปคอนโดตามหมุดนะครับ”
เธอเปิดประตูหลังแล้วขึ้นนั่งไม่ได้ยินเขาถามถึงดันเจี้ยนหรือเหตุการณ์เมื่อคืน
สายตาของชายคนนั้นเหลือบมองเพียงย่ามสีดำซึ่งดูไม่เข้ากับเสื้อผ้าราคาแพงของผู้โดยสารก่อนหันกลับไปแตะหน้าจอนำทาง
เสิ่นโม่จิ่นวางย่ามบนตักมือข้างหนึ่งกดปากกระเป๋าไว้ตามความเคยชิน แม้พี่ทองมีจะสงบอยู่ด้านในแต่การปล่อยให้ย่ามกลิ้งตกบนพื้นรถก็ไม่ใช่เื่ที่ควรลอง
“คาดเข็มขัดด้วยครับ”
หญิงสาวก้มมองสายสีดำข้างเบาะความทรงจำของร่างบอกวิธีใช้ก่อนเธอจะต้องถามมือจึงดึงมันพาดลำตัวแล้วเสียบหัวล็อกจนดังคลิก
รถออกตัวช้า ๆ
เสิ่นโม่จิ่นมองผ่านกระจกด้านข้างประตูรั้วตระกูลเสิ่นเริ่มเลื่อนกลับเข้าหากันอาคารหลังใหญ่ถูกแนวต้นไม้บังไปทีละส่วน จนเหลือเพียงหลังคากับหน้าต่างชั้นบนก่อนทุกอย่างจะหายพ้นมุมถนน
อาการตรงอกยังเหลืออยู่เพียงรอยตึงจาง ๆ
เธอไม่ได้ปลอบเ้าของร่างเดิมเพราะเสิ่นโม่จิ่นคนนั้นไม่อยู่ให้ได้ยินและไม่คิดสัญญาว่าจะกลับไปจัดการความสัมพันธ์แทน
‘อีกไม่กี่วันก็หาย ร่างนี้จะจำทางของกูเอง’
ปลายนิ้วซึ่งวางบนย่ามคลายออก เธอเอนหลังพิงเบาะปล่อยให้รถพาออกจากเขตบ้านโดยไม่ตรวจว่ามีรถของตระกูลเสิ่นตามมาหรือไม่
หากเสิ่นโม่เหิงคิดส่งคนตาม เขาก็ตามได้แต่การตามกับการสั่งให้เธอกลับเป็คนละเื่กัน
รถเลี้ยวออกสู่ถนนสายหลักการจราจร่เช้ายังไม่แน่น ร้านค้าส่วนใหญ่เพิ่งเปิดประตูเหล็กผู้คนเดินถือแก้วกาแฟผ่านป้ายรถโดยสาร
ขณะที่ิญญาร่างซีดตนหนึ่งนั่งยองอยู่บนหลังคาป้ายมือยาวห้อยลงมาเหนือศีรษะคนเป็โดยไม่มีใครเงยหน้ามอง
เสิ่นโม่จิ่นมองมันผ่านกระจก
ิญญาตนนั้นหันตามรถดวงตากลวงจับอยู่ตรงย่ามบนตักเธอเพียงครู่ ก่อนหดแขนกลับไปกอดเข่าตัวเอง
ถัดจากป้ายรถโดยสารเป็ร้านกาแฟกระจกใสกลิ่นเมล็ดคั่วลอยออกมาถึงถนน ข้างกันมีร้านหน้ากว้างไม่ถึงครึ่งหนึ่งป้ายไม้เขียนว่า “กระดาษิญญา” แขวนอยู่เหนือประตู
ภายในร้านมีพวงกระดาษสีเหลืองห้อยเป็แถวชั้นด้านหน้าวางธูป เทียน และกล่องไม้ขนาดเล็ก
ชายชราคนหนึ่งกำลังเปิดตู้กระจกส่วนลูกค้าหญิงในชุดทำงานยื่นโทรศัพท์ไปแตะเครื่องรับเงินก่อนรับห่อกระดาษบางกลับมาใส่กระเป๋า
ไม่มีใครทำท่าทีว่าร้านซึ่งขายของให้ผีตั้งอยู่ข้างร้านกาแฟเป็เื่แปลก
รถเคลื่อนผ่านไปเสิ่นโม่จิ่นจึงเห็นศาลขนาดเล็กตรงริมทาง ตัวศาลทำจากปูนสีแดงวางอยู่ระหว่างตู้จำหน่ายเครื่องดื่มกับต้นไม้ใหญ่
ด้านหน้ามีถ้วยชาสามใบแต่เงาซึ่งนั่งอยู่หลังถ้วยกลับสูงกว่าหลังคาศาลเกือบสองเท่า
มันก้มหน้ากินควันธูปโดยไม่สนรถบนถนนพอปลายเข่าของร่างใหญ่ขยับ กระดิ่งซึ่งแขวนใต้ชายคาก็ไหวหนึ่งครั้ง
เสิ่นโม่จิ่นมองจนศาลเล็กหายไปหลังรถคันอื่น
โลกนี้เอาผีกับคนวางไว้ข้างกันง่ายกว่าที่ผีเร่ร่อนเมื่อคืนเล่าเสียอีกร้านกาแฟขายเครื่องดื่ม ร้านถัดไปขายกระดาษิญญาส่วนศาลริมถนนมีอะไรไม่รู้ตัวใหญ่เกินหลังคานั่งกินธูปั้แ่เช้า
ก่อนถึงทางแยก รถชะลอลงตามสัญญาณไฟป้ายพื้นสีแดงติดอยู่ตรงเสาเหล็กด้านขวา ตัวอักษรสีขาวใหญ่พอให้คนบนรถอ่านได้ชัด
ระวังเขติญญาแปรปรวนหลัง 18:00 น.
ใต้ข้อความมีลูกศรชี้ไปยังถนนฝั่งตะวันตกพร้อมตราของหน่วยควบคุมดันเจี้ยนกลางและวันที่ตรวจพบล่าสุด
เสิ่นโม่จิ่นอ่านจนจบ แล้วกดปุ่มลดกระจกลงเพียงช่องเล็ก
ลมจากด้านนอกลอดเข้ามาปะทะปลายจมูกกลิ่นควันรถมาก่อน ตามด้วยกลิ่นกาแฟไหม้จากร้านหัวมุมและท้ายสุดเป็กลิ่นเย็นชื้นคล้ายกระดาษเงินกระดาษทองซึ่งถูกเก็บไว้ข้างศพนานเกินคืน
คนขับมองผ่านกระจกหลัง “หนาวไหมครับผมลดแอร์ให้ได้”
“ไม่ต้อง”
เธอสูดกลิ่นอีกครั้งคราวนี้จับกลิ่นิญญาได้มากกว่าหนึ่งตน บางสายจางจนแทบกลืนกับฝุ่น บ้างเป็กลิ่นติดหวานเน่าค้างอยู่ตามปากซอย
มันไม่เหมือนโลกเดิมของเธอเลย