“นายท่านชุดนี้ของคุณหนูใหญ่ยาวเกินไป ไม่พอดีตัวคุณหนูเจ้าค่ะ ดูเหมือนว่าจะใส่ไม่ได้”
เมื่อโม่ฮว่าเหวินเห็นอาภรณ์ที่ใหญ่เกินหนึ่งขนาดสีหน้ายิ้มแย้มก็พลันเจื่อนลง ริมฝีปากบางเริ่มเม้มแน่น
“ไม่เป็นไรหรอกพี่หญิงใหญ่มีเจตนาดี ชุดนี้ส่งมาตั้งสามสี่รอบแล้วหากไม่รับไว้เดี๋ยวนางจะโกรธเอา แม้ว่าตอนนี้จะยังใส่ไม่ได้ รอโตกว่านี้พอแล้วค่อยเอาออกมาใส่อีกทีก็ไม่เห็นเป็นไร”โม่เสวี่ยถงหัวเราะคิกคักเสียงใสราวกับไม่รู้สึกรู้สาลูบแขนเสื้ออย่างทะนุถนอม ก้าวเท้าเดินขึ้นหน้าไปสองก้าว แล้วหมุนตัวอย่างรวดเร็วสองรอบ“ท่านพ่อ ชุดของพี่หญิงใหญ่ถงเอ๋อร์สวมแล้วงดงามหรือไม่เจ้าคะ”
บุตรภรรยาเอกสวมอาภรณ์เก่าของบุตรอนุแล้วยังไม่พอดีกับรูปร่าง ความรู้สึกชื่นชมและรอยยิ้มบนใบหน้าของโม่ฮว่าเหวินพลันเหือดหายโทสะพุ่งปรี๊ดขึ้นมาในหัวใจ ถงเอ๋อร์เป็นบุตรภรรยาเอกของเขา และยังเป็นบุตรสาวภรรยาเอกเพียงคนเดียวด้วยยิ่งเห็นสีหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุขไร้เดียงสาก็รู้สึกรวดร้าวไปทั้งใจ
พยายามกัดฟันข่มความขุ่นเคืองไว้ภายใต้ก้นบึ้งหัวใจที่นี่ไม่ใช่สถานที่ระบายโทสะ
“ชุดของคุณหนูใหญ่งดงามจริงๆเจ้าค่ะคุณหนู เช่นนั้นบ่าวนำไปเก็บให้นะเจ้าคะรอวันหน้าคุณหนูเติบโตอีกนิดก็คงสวมใส่ได้พอดี พวกเราเพิ่งกลับมาจากอวิ๋นเฉิงไม่ค่อยมีอาภรณ์เท่าไร ได้ชุดนี้มาคุณหนูใช้สวมใส่ออกงานวังหลวงก็เหมาะสมอย่างยิ่ง”
ราวกับโม่หลันมองไม่เห็นดวงตาของโม่ฮว่าเหวินที่โมโหจนแทบพ่นไฟได้อยู่แล้วกล่าวพลางลูบรอยยับเล็กๆ ที่อยู่บนเสื้อผ้าของโม่เสวี่ยถงให้เรียบร้อยทั้งยังกำชับกับโม่เหอว่าอย่าทำชุดเลอะมิเช่นนั้นจะเป็นการเหยียบย่ำน้ำใจของคุณหนูใหญ่
โม่เหอได้ยินเช่นนั้นก็รีบลากโม่เสวี่ยถงเข้าไปเปลี่ยนชุดด้านในก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้เสื้อผ้าสวยๆ ของคุณหนูใหญ่สกปรกไปจริงๆการกระทำค่อนข้างผลุนผลันและเอะอะมะเทิ่ง โม่เสวี่ยถงถูกลากจูงจนแทบลงไปคลานพอลุกขึ้นมายืนได้ก็ไปชนถูกโม่หลัน ต่างดึงกันไปฉุดกันมาในที่สุดก็ลงไปนั่งหัวเราะคิกคักกันอยู่ที่พื้น ไม่มีท่าทางถือสาแม้แต่น้อย
เพียงแต่...บุตรสาวไม่ถือสา แต่เขาผู้เป็นบิดาถือสาอย่างยิ่ง
ยิ่งเห็นความใจกว้างของบุตรสาวที่ไม่ต่อว่าแม้แต่คำเดียวโม่ฮว่าเหวินก็ยิ่งปวดใจ ความขุ่นเคืองยิ่งสลักลึกเขายืนขึ้นแล้วฉุดโม่เสวี่ยถงที่สะดุดชายกระโปรงล้มให้ลุกขึ้น พยายามข่มความโกรธไว้ภายในดวงตามีประกายความรักใคร่โปรดปรานอยู่บางๆ “ถงเอ๋อร์ ต่อไปพี่หญิงของเจ้าส่งเสื้อผ้ามาให้ก็ไม่ต้องรับชุดของนางไม่พอดีกับรูปร่างของเจ้า ขาดเหลืออย่างไรพ่อจะหามาเพิ่มเติมให้เจ้าเป็นคุณหนูบุตรภรรยาเอกของจวนโม่ จะสวมชุดเก่าของหมิ่นเอ๋อร์ได้อย่างไรเล่า”
โม่เสวี่ยถงใบหน้าแดงปลั่งเนื่องจากเพิ่งยิ้มยั่วหัวเราะกับโม่หลันและโม่เหอมาหมาดๆ ดวงตาทอประกายเจิดจ้า ยกชายอาภรณ์เล็กน้อยแล้วชี้ให้โม่ฮว่าเหวินดู
“ไม่ใช่ชุดเก่าของพี่หญิงใหญ่นะเจ้าคะท่านพ่อดูสิ นี่ยังใหม่อยู่เลย ฝีเย็บก็ละเอียดประณีตดียิ่งแค่เห็นก็รู้แล้วว่าเป็นชุดที่พี่หญิงเพิ่งตัดมาใหม่ และนางก็บอกไว้เช่นนั้นพี่หญิงคงคิดว่าถงเอ๋อร์ยังไม่มีอาภรณ์สำหรับฤดูหนาว จึงส่งมาให้เป็นพิเศษกระมังรอถงเอ๋อร์กลับไปก่อน จะต้องไปขอบคุณพี่หญิงใหญ่ให้ได้เลยเจ้าค่ะ”
โม่ฮว่าเหวินไม่รู้เรื่องราวของเหล่าสตรีมากนักแววตาของเขาจับอยู่ที่กระโปรงผ้าไหมตัวนั้น สีหน้าเข้มขึ้นเล็กน้อยจูงบุตรสาวอย่างทะนุถนอมราวกับของล้ำค่า เห็นดวงตาคู่นั้นใสกระจ่างบริสุทธิ์แม้แต่มุมปากก็ยังยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ โทสะที่อัดแน่นแทบกลั้นไว้ไม่อยู่คิดไม่ถึงว่าบุตรสาวคนโตที่ตนเองภูมิใจจะทำเรื่องตื้นเขินถึงเพียงนี้
ก่อนหน้านี้เขายังฟังที่โม่เสวี่ยหมิ่นอธิบายเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวังหลวงอยู่บ้างแต่บัดนี้เหลือเพียงความผิดหวังและขุ่นเคืองใจ
ดวงตาที่จับจ้องอยู่บนกระโปรงไหมจนแทบทะลุพลันเปลี่ยนจากอ่อนโยนเป็นดุดันหัวคิ้วมุ่นขมวดกล่าวว่า “ถงเอ๋อร์ไปเปลี่ยนชุดก่อนพ่อมีเรื่องจะพูดคุยกับเจ้า”
“เจ้าค่ะ”เมื่อเห็นว่าบิดาคล้ายมีวาจาต้องการพูดด้วยโม่เสวี่ยถงจึงเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ไม่พอดีตัวออกโดยมีโม่หลันและโม่เหอประคองเข้าไปหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จสรรพก็เดินออกมาอีกครั้งในอาภรณ์ชุดเดิมซึ่งกลางเก่ากลางใหม่ ไม่เพียงแค่ไม่งดงาม ยังธรรมดาจืดชืดทำให้สีหน้ายิ่งดูขาวซีดเมื่อเทียบกับชุดที่สวมไม่พอดีตัวเมื่อครู่กลับงดงามหรูหรากว่ามากโม่ฮว่าเหวินยิ่งมองยิ่งไม่สบายใจ หัวคิ้วขมวดกันเป็นเกลียว
“ท่านพ่อเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะถงเอ๋อร์ทำสิ่งใดให้ท่านพ่อขุ่นเคืองใจหรือไม่ บอกมาเถอะเจ้าค่ะลูกจะได้ปรับปรุงแก้ไข” ดวงตาใสซื่อจ้องเข้าไปในดวงตาของของผู้เป็นบิดาริมฝีปากทอยิ้มบางๆ เดินเข้าไปเขย่าแขนรบเร้าเอ่ยถาม เอียงศีรษะยิ้มให้อย่างน่ารัก
“เปล่าหรอกถงเอ๋อร์ของพ่อเป็นเด็กดีน่ารักที่สุด แล้วจะทำให้พ่อโมโหได้อย่างไรต่อไปไม่ต้องรับเสื้อผ้าจากพี่สาวของเจ้าอีกแล้ว พวกเจ้าสองคนมีสถานะต่างกันอาภรณ์ที่เหมาะสมกับนางจะให้เจ้าใส่ได้อย่างไร ดูแพรพรรณสองสามพับที่นางส่งมาให้ยังพอนำมาตัดชุดได้บ้าง” โม่ฮว่าเหวินพลิกดูแพรพรรณที่วางอยู่บนโต๊ะสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย ผ้าไหมเหล่านี้เนื้อผ้าไม่เลวคงไม่ได้นำแพรพรรณเก่ามาแอบอ้างว่าเป็นของใหม่แล้วส่งมาให้
“ท่านพ่อผ้าต่วนพวกนี้ถงเอ๋อร์คงไม่ได้ใช้ ให้พี่หญิงเก็บไว้เองเถิดถงเอ๋อร์ชอบชุดที่พี่หญิงส่งมาให้เมื่อครู่นี้ ไม่ชอบผ้าเหล่านี้เจ้าค่ะ” โม่เสวี่ยถงขบริมฝีปากมองผ้าต่วนสองสามพับนั้นก้นบึ้งดวงตาฉายแววหม่นเศร้าวูบหนึ่ง แล้วเบนศีรษะพุ่งเข้าหาอ้อมอกของโม่ฮว่าเหวินพลางกล่าวอย่างคับข้องใจ
“ไฉนถงเอ๋อร์จึงไม่ชอบเล่าสีสันก็สดใสงดงามมาก นี่เป็นผ้าต่วนชั้นดีเพิ่งมาใหม่ของปีนี้เลยนะเนื้อผ้าเมื่อเทียบกับอาภรณ์ของพี่สาวเจ้าแล้วก็มิได้ด้อยกว่า” โม่ฮว่าเหวินเอ่ยตบหลังบุตรสาวในอ้อมอกเบาๆ แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ถงเอ๋อร์ไม่ชอบเจ้าค่ะ”น้ำเสียงของโม่เสวี่ยถงฟังดูอึดอัดกลัดกลุ้ม โม่ฮว่าเหวินสัมผัสได้ว่าไหล่บอบบางที่อยู่ในอ้อมอกขยับขึ้นลงสองสามคราดูเหมือนว่ากำลังร้องไห้
โม่ฮว่าเหวินดึงร่างของนางออกมาจึงพบว่าใบหน้าเล็กจ้อยแดงก่ำ ม่านน้ำตาหลั่งเต็มสองแก้ม ก็รีบถามด้วยความร้อนใจ “ถงเอ๋อร์เป็นอะไรไป ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”
“ท่านพ่อไม่มีอะไรหรอกเจ้าค่ะ ถงเอ๋อร์แค่... คิดถึงท่านแม่” โม่เสวี่ยถงขบริมฝีปากอย่างอดกลั้นมองโม่ฮว่าเหวินด้วยน้ำตานองหน้า คิดจะข่มกลั้นความเศร้าโศกไว้ในใจแต่กลับไม่อาจระงับใจได้ นี่ไม่ใช่การแสดงละครดวงตามองผ้าต่วนสีแดงสีเขียวตรงหน้าสลับกันไป ผ้าต่วนเหล่านี้นับได้ว่างดงามดังว่าอย่างแท้จริงหลังจากกล่าวออกมาได้เพียงสองประโยคก็สะอื้นไห้อย่างอดกลั้นไว้ไม่อยู่โผเข้าหาโม่ฮว่าเหวินอีกครั้ง เอาแต่ร้องไห้อยู่เงียบๆ ไม่เอ่ยถ้อยคำใดๆ
“ถงเอ๋อร์ถงเอ๋อร์...” ยิ่งเห็นบุตรสาวโศกเศร้าแม้แต่คำพูดยังไม่อาจกล่าวออกมาได้ โม่ฮว่าเหวินก็ยิ่งปวดใจเหลือคณาได้เพียงกอดบุตรสาวที่ตัวสั่นเทิ้มอยู่ในอ้อมอกไว้แน่น
“นายท่านเป็นเพราะ... เป็นเพราะว่าคุณหนู...” โม่เหอที่อยู่ด้านข้างพูดอึกอักคิดอยากอธิบายแต่กลับถูกโม่หลันกระตุกอย่างแรงจนเกือบล้ม
“พูดเป็นเพราะสาเหตุใด?” โม่ฮว่าเหวินถลึงตาใส่โม่เหอโทสะทอประกายวาบในดวงตา
“นายท่าน...”โม่เหอตกใจจนตัวสั่นงันงกรีบคุกเข่าลง
“พูด!”
“นายท่านแพรต่วนเหล่านี้มีแต่สีแดงสด แล้วคุณหนูจะสวมใส่ได้อย่างไร ฮูหยินสิ้นไปเพียงสองปีคุณหนูยังไว้ทุกข์อยู่นะเจ้าคะ” เห็นโม่ฮว่าเหวินมีสีหน้าเกรี้ยวกราดโม่เหอไหนเลยจะกล้าปิดบัง ยามนั้นจึงเปิดปากพูดออกไปจนหมดเปลือกทั้งที่ปากคอสั่น
โม่เสวี่ยถงได้ยินวาจาของโม่เหอภายในใจก็ยิ่งเศร้าสลดจนทนไม่ไหว ดึงชายเสื้อของโม่ฮว่าเหวิน กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น“ท่านพ่อ... ถงเอ๋อร์คิดถึงท่านแม่”
โม่ฮว่าเหวินคิดไม่ถึงว่าบุตรสาวเห็นผ้าแพรสีสันสดใสเหล่านี้แล้วจะคิดถึงลั่วเสียขึ้นมากะทันหันภายในใจรู้สึกเจ็บปวดเหลือหลาย สตรีผู้งดงามอ่อนโยนเฉกเช่นบทกวีและภาพวาดผู้นั้นทำให้เขาหัวใจสั่นไหวทำให้เขารู้จักความรัก แต่กลับนำความเสียใจมาให้ด้วยเช่นกัน แม้จะเป็นเช่นนี้เขาก็ไม่ปรารถนาให้นางต้องเสียใจบุตรสาวที่เกิดจากนางย่อมเป็นบุตรสาวที่เขารักมากที่สุด
เห็นไหล่บางโยนตัวขึ้นลงด้วยแรงสะอื้นสายตากวาดมองแพรต่วนที่อยู่ด้านข้าง โทสะพลันลุกโชนขึ้นมาอย่างอดไม่ได้เส้นเลือดที่หน้าผากปูดโปนออกมาให้เห็น ไม่สนใจแล้วว่าที่นี่จะเป็นจวนฝู่กั๋วกงหันไปด่าหญิงรับใช้อาวุโสที่ยืนมองตาค้างอยู่ด้านข้าง” ส่งของพวกนี้มาทำไมเห็นหรือไม่ว่าทำให้คุณหนูสามทุกข์ใจแค่ไหน ยังไม่รีบโยนของพวกนี้ทิ้งไปให้หมดอีก!”
“เจ้าค่ะ”บ่าวหญิงที่โม่เสวี่ยหมิ่นส่งมาไม่กล้ามากความสองคนรีบเข้ามาดึงแพรต่วนที่อยู่บนโต๊ะลงมา เห็นเจ้านายของตนเองถลึงตาดุใส่ก็รีบโกยอ้าวออกมาอารามรีบร้อน ผ้าแพรจึงหล่นลงมากองที่พื้นพันแข้งพันขาจนบ่าวคนหนึ่งยืนทรงตัวไม่อยู่ล้มกลิ้งลงไปที่พื้น
“เกิดอะไรขึ้น?เสื้อผ้าอาภรณ์ดีๆ ไฉนจึงให้เอาไปโยนทิ้งเล่า” น้ำเสียงอ่อนหวานพลันปรากฏขึ้นหน้าประตู พร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆของสตรีผู้หนึ่งที่มีใบหน้าอาบรอยยิ้มอ่อนโยนสาวใช้ข้างกายนางเอื้อมมือไปช่วยดึงบ่าวอาวุโสผู้นั้นให้ลุกขึ้นเพื่อมิให้คุณหนูของตนสะดุดล้มได้แล้วค่อยหันมาอีกด้านดึงบ่าวหญิงที่ถูกดุด่าจนลนลานวิ่งออกมา
คุณหนูที่เดินเข้ามาใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเปิดเผยแต่พอเห็นโม่ฮว่าเหวินก็ตะลึงงันไปชั่วครู่ ใบหน้าพลันแดงซ่านด้วยความเขินอายคิดไม่ถึงว่าในห้องของโม่เสวี่ยถงจะมีบุรุษอยู่ด้วย ชั่วขณะนั้นจะเดินเข้าไปก็ไม่ได้จะถอยออกไปก็ไม่ได้ สีหน้าจึงกระอักกระอ่วนสุดประมาณ
เมื่อจู่ๆก็มีสตรีปรากฏตัวขึ้น โม่ฮว่าเหวินก็เคอะเขินเล็กน้อยเหลือบตาขึ้นมองสตรีที่อยู่ตรงหน้าก็จำได้ว่าคือสตรีที่เดินชนเขาครั้งที่แล้วแต่ไม่รู้ว่ามีความสัมพันธ์อันใดกับสกุลลั่วดูจากการแต่งกายก็เห็นได้ชัดว่าเป็นสตรีที่ยังมิได้แต่งงานเขาจึงเดาไม่ออกว่านางคือผู้ใด เห็นนางคล้ายจะเข้ามาแต่ไม่กล้าเท้าข้างหนึ่งของนางก้าวเข้ามาข้างในแล้วแต่กลับก้มหน้างุดด้วยความเขินอายที่เห็นเขากิริยาท่าทางเยี่ยงกุลสตรีในตระกูลผู้ดีที่สุภาพอ่อนหวานและมีมารยาท
“ท่านพ่อนี่คือท่านน้าเล็กเจ้าค่ะ” โม่เสวี่ยถงเงยหน้าขึ้นจากอ้อมอกของโม่ฮว่าเหวินเมื่อเห็นว่าสวี่เยียนมาหาก็รีบเช็ดน้ำตาบนใบหน้า คลี่ยิ้มแล้วเข้ามาช่วยทั้งสองคนให้พ้นจากอาการเก้อเขิน
“คารวะพี่เขยเจ้าค่ะ”ยามนี้สวี่เยียนเข้ามาแล้ว ไม่อาจถอยออกไปได้อีกจึงตัดสินใจเดินเข้ามาอย่างผ่าเผย แล้วย่อกายคารวะต่อโม่ฮว่าเหวิน
นางคือน้องสาวลูกพี่ลูกน้องกับลั่วเสียนั่นเองโม่ฮว่าเหวินรีบประสานมือคำนับอย่างมีมารยาท
“ท่านน้าเล็กเข้ามานั่งสิเจ้าคะท่านพ่อแวะมาเยี่ยมถงเอ๋อร์ อยากจะช่วยถงเอ๋อร์ตัดอาภรณ์ใหม่สักสองสามชุดไม่คิดว่าจะทำให้ท่านน้าเล็กตกใจ” โม่เสวี่ยถงจูงมือสวี่เยียนอย่างอบอุ่นแล้วกดให้นางนั่งลงที่เก้าอี้กลมแกะสลักลายบุปผาที่อยู่ด้านข้างโม่หลันรีบถอยออกไป ชงน้ำชามาสองถ้วย น้ำชาถ้วยเดิมของโม่ฮว่าเหวินเย็นชืดหมดแล้วจึงต้องเปลี่ยนถ้วยใหม่
ยามนี้โม่ฮว่าเหวินไม่อาจผลุนผลันจากไปได้เหมือนคราก่อนแม้ว่าการที่เขาเข้ามาถึงเรือนชั้นในของสกุลลั่วจะดูไม่เหมาะสมนักแต่สองสามวันมานี้เขาก็มาเยี่ยมบุตรสาวเกือบทุกวัน สวี่เหล่าไท่จวินมิได้ว่าอันใดผู้อื่นย่อมไม่กล้ามีใครท้วงติง และเขาก็มิได้แวะเวียนไปที่อื่นตรงมาที่เรือนของถงเอ๋อร์ จึงไม่นับว่าเป็นการเสียมารยาทมากนัก
“เมื่อถงเอ๋อร์ต้องการตัดชุดใหม่แล้วเหตุใดให้นำแพรต่วนเหล่านั้นไปโยนทิ้งเล่า แม้แต่อาภรณ์ดีๆเหล่านั้นก็ไม่เอาแล้วหรือ” สวี่เยียนยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดรอยยิ้มที่ริมฝีปากและเอ่ยถามด้วยความสงสัย
เมื่อครู่บ่าวหญิงสองคนนั้นหอบเสื้อผ้าอาภรณ์วิ่งตะลีตะลานออกไปเห็นได้ชัดว่าถูกตำหนิมา เดิมทีก็รู้สึกสงสัยแต่ก็ไม่กล้าถามตรงๆเพราะเป็นเรื่องของผู้อื่น นางลอบมองใบหน้าของโม่ฮว่าเหวินก็รู้สึกว่าเขาดูสุภาพอ่อนโยนสุขุมคัมภีรภาพมากกว่าพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของนางสองคนมากนัก หัวใจพลันเต้นแรงหน้าแดงปลั่งก้มหน้าลงด้วยความขวยเขิน
นับตั้งแต่วันนั้นที่นางเดินชนโม่ฮว่าเหวินและได้ยินคำพูดของโม่หลัน ก็รู้สึกว่าพี่เขยผู้นี้ของตนเองมีความรักและผูกพันต่อพี่สาวลูกพี่ลูกน้องของนางอย่างลึกซึ้งพี่สาวจากไปปีกว่าแล้ว จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่แต่งภรรยาใหม่ แสดงความอาลัยรักต่อภรรยาที่จากไปด้วยการไว้ทุกข์พร้อมกับบุตรสาวนานสามปีซึ่งความจริงแล้วสำหรับผู้เป็นสามีมิได้จำเป็นต้องเคร่งครัดถึงเพียงนั้น เพียงแค่หนึ่งปีก็สามารถแต่งภรรยาใหม่ได้แล้ว
ข้อจำกัดของบุรุษมิได้มากมายเหมือนสตรียิ่งไปกว่านั้นฮูหยินผู้เฒ่าของจวนโม่ก็จากไปนานแล้วตราบจนบัดนี้ในจวนก็ยังไม่มีนายหญิงอย่างเป็นทางการทำให้นางรู้สึกเคารพเลื่อมใสต่อโม่ฮว่าเหวินหลายส่วน ประกอบกับมีหน้าตาคมสันท่าทางผึ่งผาย มีความงามสง่าเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป ทำให้คนเกิดความรู้สึกดีด้วย