พอรับรู้ว่าเป็สายของใครที่โทรเข้ามา ปรเมศวร์ก็กดรับอย่างไม่ลังเล พลางเป็คนเอ่ยขึ้นก่อน
“ว่าไงน้องสาวที่น่ารัก”
[พี่ตาถึงนี่]
“แหวะ! พี่ประชด!”
[พี่กล้าว่าหนูเหรอ? หนูจะฟ้องแม่! คอยดูเถอะ ถ้าพี่กลับมาเมื่อไหร่ได้เจอดีแน่]
“เหอะ! ฉันไม่กลัวหรอก ไม่ต้องมาขู่เลย ฉันรู้ว่าแม่ไม่ฟังเด็กแก่แดดอย่างเธอหรอก ว่าแต่โทรมาทำไม”
[หึ! อย่าลืมสิว่าแม่ยังโกรธพี่อยู่ที่พี่ออกจากบ้านไปแบบนั้น หนูโทรหาไม่ได้เลยรึไง]
“...ไม่ได้ พี่กำลังยุ่ง”
[ยุ่งขนาดที่ไม่มีเวลาคุยกับน้องเลยเหรอ?]
“ไม่ต้องมีตีบทเศร้า การเรียนเป็อย่างไรบ้าง”
[เหนื่อย เหนื่อยเหมือนเดิมแหละ]
“งั้นก็หยุดเรียน แล้วออกมาทำงาน”
[ไม่เอา! การเรียนสบายจะตาย ใครเขาบอกเหนื่อย]
“...แม่สบายดีนะ”
[สบายดี แล้วพี่ล่ะ]
“ก็เหนื่อย แต่พี่ใบยื่นลาออกกับเ้านายแล้ว ว่าจะไปหางานใหม่”
[ลาออกแล้วพี่จะไปทำอะไร ถ้าไปไม่รอดพี่ก็กลับมาขายของที่บ้านก็ได้นะ]
“พี่ขอคิดดูก่อน แค่นี้ล่ะ พี่มีสายซ้อน”
[เดี๋ยว...]
ตู๊ด!
ความจริงแล้วไม่มีสายซ้อนอย่างที่พูดหรอก ปรเมศวร์แค่้าวางสายไปเฉยๆ เพราะเขายังปรับตัวไม่ค่อยได้ ถ้าความแตกขึ้นมาว่าเขาไม่ใช่ไอ้โง่คนเก่าจะยุ่งเอาได้
เื่นี้ต้องโทษคนแต่ง ที่เขียนให้พระเอกกับครอบครัวของตนเองนั้นเขาถือว่าทำได้ดี โง่ก็แค่เื่ส่วนตัวของตนเอง
บางทีคนเขียนอาจมีครอบครัวที่ดี แล้วไม่ค่อยได้ออกไปใช้ชีวิตที่ไหนเสียเท่าไหร่ ถึงได้แต่งให้พระเอกโง่ขนาดนั้น ทั้งที่มีครอบครัวที่ดีขนาดนี้
..
ขณะเดียวกัน ณ คฤหาสน์หรูหลังหนึ่ง ใจกลางกรุงเทพมหานคร
เอมี่ที่พึ่งกลับมาจากการถ่ายหนังก็พูดบางอย่างให้ผู้จัดการของเธอฟัง
“พี่จ๋าคะ วันนี้หนูเจอคนน่าสนใจด้วยแหละ”
พอคนที่ชื่อจ๋าได้ยินแบบนั้น หน้าถึงกับเปลี่ยนสี
“อย่าบอกนะว่าเธอมีความรักแล้วยัยเอมี่ ปล่อยให้ห่างหูห่างตาแค่วันเดียวเป็ไม่ได้ เธอยังมีอนาคตอีกไกลเลยนะ อย่าได้คิดสั้นแบบนั้นสิ”
“พี่คิดอะไรของพี่ ผิดแล้ว หนูไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นเสียหน่อย”
“แล้วมันคืออะไรล่ะ”
“วันนี้หนูแค่เจอนักแสดงหน้าใหม่ที่มีพร์น่ะ รู้ไหมการถ่ายครั้งแรกของเขา เขาก็ถ่ายเทคเดียวผ่านทั้งสองฉากเลยนะ”
“หือ ขนาดนั้นเชียว”
“ใช่ ที่สำคัญเขาหน้าตาดีใช้ได้เลยนะหุ่นดีอีกต่างหาก แถมอายุยังไม่มากด้วย”
“เธอพูดแบบนี้พี่ชักอยากจะเจอเขาแล้ว แต่ว่าเธอไม่ได้ชอบเขาจริงๆ ใช่ไหม?”
“พี่อย่านอกเื่สิ หนูก็บอกว่าไม่ได้คิดเื่นั้น..ถ้าพี่พบเขาพี่จะไม่ผิดหวังแน่นอน แต่หนูกลัวว่าพี่จะกินเขา..”
“ยัยนี่! งานก็คืองาน เื่ส่วนตัวก็คือเื่ส่วนตัว พี่แยกแยะได้น่า!”
“เหรอ? ล่าสุด..”
“เงียบไปเลย!!”
“ฮิฮิฮิฮิ”
เอมี่หยอกล้อผู้จัดการของเธอต่อ ผ่านไปสักพักหนึ่งเธอก็พูดขึ้นด้วยสีหน้าที่จริงจัง
“พี่รู้ไหมว่าทำไมหนูถึงเล่าให้พี่ฟัง มันเป็เพราะว่าก่อนที่หนูจะกลับ ทีมงานกองถ่ายได้เข้ามาบอกหนูว่าพรุ่งนี้จะมีการถ่ายฉากนี้อีกรอบ วันนี้แค่ลองซ้อมไปก่อน หนูจึงรู้สึกสงสารเขาขึ้นมา เขาแสดงได้ดีมาก คงน่าเสียดายถ้าไม่ได้ออกกล้อง”
“แบบนี้เองเหรอ? เป็ผู้กำกับยศใช่ไหม? เฮ้อ เขายังไม่เลิกใช้นิสัยแบบนี้อีก อย่าคิดมากเลยเอมี่ เขาแค่ให้ความสำคัญกับงานมากเกินไปเท่านั้น ถ้านักแสดงที่เธอว่ามีดีจริงก็น่าจะได้ออกกล้องเองแหละ”
“พรุ่งนี้พี่จะไปดูด้วยตาตัวเอง ว่าคนที่เธอพูดถึงพอใช้ได้ไหม”
“เื่นี้พี่ต้องรีบเลยนะ เดี๋ยวคนอื่นจะแย่งไปก่อน”
“ลางสังหรณ์ผู้หญิงอีกแล้วสินะ..เธอไม่ได้คิดอะไรกับเขาจริงๆ ใช่ไหม ทำไมถึงได้เร่งเร้าฉันนัก”
เอมี่ทำเพียงแค่ส่งยิ้มไปให้ พลางรีบหนีไปจากจุดนั้น
'ยัยเด็กคนนี้' เห็นกิริยาแบบนั้นจ๋าทำได้เพียงแต่ถอนหายใจยาว
..
วันรุ่งขึ้นปรเมศวร์ก็ไปรับส่งนิภาตามปกติ นอกจากที่เขาถามว่าหนังจะฉายเมื่อไหร่แล้ว ต่อจากนั้นภายในรถก็ไม่มีประโยคสนทนาอีกเลย
แน่นอนว่าพอไปถึงยังไม่ทันได้ดับเครื่องยนต์เสียด้วยซ้ำ จ่อยหลานผู้กำกับยศก็ได้เข้ามาชวนเขาเล่นเกมเหมือนเดิม
“น่าเสียดายวันนี้ข้าเล่นกับเอ็งไม่ได้”
“ทำไมล่ะพี่!?”
“ข้าอยู่แร้งค์ไดม่อนแล้ว”
“อะไรเนี่ย! เร็วไปไหม? พี่ลดแร้งค์เลย จะได้เล่นด้วยกัน”
“จะบ้ารึไง!? ไปไหนก็ไปวันนี้ข้าไม่ว่าง”
“พี่จะนอนอีกล่ะสิ เล่นคนเดียวก็ได้” จ่อยพูดอย่างไม่เต็มใจ เพราะถ้าเล่นด้วยกันกับปรเมศวร์เปอร์เซ็นต์ชนะค่อนข้างสูง
พอจ่อยเดินไปไกลแล้ว ปรเมศวร์ก็เริ่มวางแผนในหัวต่อทันที
‘เมื่อคืนเราตัดสินใจแล้วว่าจะเป็นักแสดง ต่อจากนี้คงได้แค่คิดว่าหนังเื่ไหนในนิยายจะโด่งดังเป็พลุแตก’
ผ่านไปห้านาทีปรเมศวร์ยังคิดไม่ออก เพราะในนิยายกว่าจะมีหนังโด่งดังจนคนรู้จักทั่วประเทศนั้น ก็เป็ต้นปีหน้า ซึ่งมันนานเกินไปเพราะตอนนี้เป็แค่ต้นเดือนของปี
‘แล้วละครล่ะ เื่ไหนบ้างที่จะโด่งดังในปีนี้’
‘อ๊ะ! นั่นไง แต่ว่ามันก็เป็ปลายปีอยู่ดี เฮ้อต้นปีแบบนี้ไม่มีอะไรเลย เพราะมันเป็่ที่ตัวเอกเริ่มเื่ เดี๋ยวก่อนนะ!? ถ้าโด่งดังปลายปี ก็ต้องเริ่มถ่ายทำั้แ่ต้นปีสิ!’
คิดได้เช่นนั้นปรเมศวร์ก็มีแววตาที่มุ่งมั่น เขาตัดสินใจแล้วว่าจะต้องเล่นละครเื่นั้นให้ได้ เพราะนักแสดงของละครเื่นั้นโด่งดังกันแทบทุกคน
ขณะที่ปรเมศวร์กำลังวางแผนอนาคตต่อจากนี้อยู่นั้น ก็ได้มีคนมาเคาะกระจกเรียกเขา
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!