ตอนที่ 2
เมื่อได้รับชีวิตใหม่...ข้าจะไม่เป็นางร้ายที่พ่ายแพ้อีกเด็ดขาด ! (2/2)
“ิเอ๋อร์ถวายพระพรเสด็จย่า” ร่างสูงในอาภรณ์พิธีการของราชสำนักปักลายกิเลนสีนิลเดินเข้ามาตรงหน้านาง
บรุษชุดดำผู้นี้คือคนที่ทำให้นางหัวใจเต้นรัวครั้งที่อยู่ในงานเลี้ยง
“ลุกขึ้นเถอะ หลานรัก”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
“หม่อมฉันถวายพระพรฉินหวางเพคะ” ไป๋อวี้ลุกขึ้นยอบตัวทำความเคารพผู้สูงศักดิ์กว่าตน แม้ในใจนางจะเบื่อการเคารพกันไปมาของที่นี่ แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่านี่คือโลกที่เต็มไปด้วยกำแพงชนชั้นซึ่งนางไม่อาจก้าวข้ามและต้องอยู่กับมันไปจนตายหากว่าหาทางกลับไปที่โลกเดิมไม่ได้
“อืม” ร่างสูงเอ่ยรับในลำคอก่อนเบนสายตาไปหาเหวยไทเฮาผู้เป็ย่า ไป๋อวี้แอบเบ้ริมฝีปากลง ครานี้หัวใจของนางไม่ได้เต้นรัว ร่างบางไม่สนใจความเ็าห่างเหินของบุรุษตรงหน้า
“เสด็จย่าเรียกหลานมา มีอันใดให้หลานรับใช้พ่ะย่ะค่ะ”
“ิเอ๋อร์ ย่าเพียง้ายืมแรงเ้าเท่านั้น” เหวยไทเฮากล่าวกับฉินหวางด้วยความสนิทสนม แววตาสะท้อนความรักที่มีให้อย่างปิดไม่มิfฉินหวางผู้นี้ เป็ที่โปรดปรานสินะ
“อวี้เอ๋อร์ตอนนี้เพิ่งได้รับยาถอนพิษทั้งยังเสียเืไปมาก ร่างกายของนางอ่อนเพลียนักแต่ก็ยังมาอยู่เป็เพื่อนย่า ย่าใหเไป๋ฮูหยินกลับไปก่อนแล้ว จึงอยากให้เ้าไปส่งนางที่จวนตระกูลไป๋เสียหน่อย”
ฉินหวางผู้ได้รับการไหว้วานเบือนสายตามองนางอยู่แวบหนึ่งก่อนถอนสายตากลับไป ร่างสูงตอบรับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งไม่แสดงความรู้สึกว่าเต็มใจหรือยินดี “หลานเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ชัดเจนว่าไม่เต็มใจ..
ร่างใหม่ของนางมิใช่โฉมงามหรืออย่างไร? บุรุษผู้นี้จึงไม่เต็มใจไปรับไปส่ง !
“เช่นนั้น..”
“ไทเฮาเพคะ !” ก่อนจะโดนจับใส่พานให้กลับไปกับฉินหวางผู้หน้าตาย ไป๋อวี้รีบคุกเข่าลงตรงหน้าเหวยไทเฮา เสียงเข่ากระแทกพื้นตำหนักดังปึก ความเจ็บแล่นมาตามท่อนขา แต่นางยังอดทนคุกเข่าต่อเพื่อทูลขอในสิ่งที่ตั้งใจไว้ั้แ่คราแรก
“หม่อมฉันมีสิ่งที่อยากจะทูลขอเพคะ” พูดจบก็โน้มตัวลงหน้าผากมนแนบไปกับพื้นตำหนักเพื่อขอพระเมตตา ไม่นานนางก็ทำสำเร็จเมื่อเหวยไทเฮาพยุงให้นางลุกขึ้น
“ว่ามาเถิด” ไป๋อวี้ไม่รอช้ารีบใส่มารยาเรียกความสงสารเข้าไปด้วยจนลืมตัวไปว่าในที่นี้มีบุรุษอีกหนึ่งคนที่มองนางอยู่ไม่วางตา
“อวี้เอ๋อร์อยากจะขอพระราชทานอนุญาตจากพระนางให้ตระกูลไป๋เป็ผู้ตัดสินโทษน้องสี่..เอ่อ..ไป๋ฮวาเพคะ” นางช้อนตามองสตรีตรงหน้า ไทเฮาทรงถอนหายใจแล้วส่ายหน้าช้า ๆ
“อวี้เอ๋อร์ เ้าช่างน้ำใจงามนัก..” มือนุ่มเอื้อมมาลูบแก้มนางเบา ๆ “..สตรีผู้นั้นทำร้ายเ้า ทั้งยังใส่ความเ้า เ้ายังจะปกป้องนางอีกหรือ”
“ทูลไทเฮา เหตุการณ์ในวันนี้เป็ความผิดของหม่อมฉันเองที่สั่งสอนและดูแลน้องสี่ไม่ดี ขอไทเฮาทรงเมตตาฮวาเอ๋อร์ด้วยเพคะ”
“เอาล่ะ ๆ อ้ายเจียจะปล่อยตัวนางจากการจับกุมแล้วมอบเื่นี้ให้ตระกูลไป๋จัดการ”
“เป็พระมหากรุณาธิคุณเพคะ ขอพระองค์ทรงพระเจริญพันปี พันปี พัน ๆ ปี” ไป๋อวี้แสร้งยิ้มกว้างแสดงความดีใจกล่าวคำถวายพระพรจนเหวยไทเฮาหัวเราะดังทั่วทั้งตำหนักด้วยความเอ็นดู
เพราะไป๋อวี้คนใหม่นี้ไม่เคยมีความแค้นใดต่อไป๋ฮวา แม้โทษของเ้าจะมีข้าเป็ต้นเหตุแต่ข้าช่วยเ้าไว้ได้เพียงเท่านี้แหละไป๋ฮวา
“เอาล่ะ ๆ เ้าลุกขึ้นแล้วรีบกลับจวนเถอะเด็กเอ๋ย ประเดี๋ยวจะมืดค่ำเสียก่อน”
“ขอบพระทัยเพคะ” เพราะความดีใจจึงเร่งรีบลุกขึ้นอย่างลืมตัว ขาที่ชาจากการคุกเข่าทำให้นางเสียการทรงตัวเซไปด้านหลัง แผ่นหลังบางเซเข้าปะทะกับแผ่นอกหนาของผู้เข้ามารองรับ แขนแกร่งกอดเกี่ยวเอวบางไว้ไม่ให้ล้มลงไป
นี่มันมารยานางร้ายระดับเด็กทารก เสียศักดิ์ศรีนางร้ายอินเตอร์หมด!
“ดอก !” ด้วยความในางร้ายข้ามภพจึงเผลออุทานออกมาเป็ภาษาบ้านเกิดอย่างลืมตัว สองแขนเล็กเกาะแขนแกร่งไว้เป็ที่ยึด ความเงียบเข้ามาปกคลุมหลังจากเสียงอุทานอันแปลกหูของนางดังขึ้น
“ขะ..ขอบพระทัยหวางเย่*เพคะ” นางรีบผละตัวออกแล้วยอบตัวขอบคุณทันที ในใจคิดอยากจะตบปากตัวเองที่เผลอหลุดภาษาบ้านเกิดออกไป แถมยังไม่สุภาพอีกต่างหาก !
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ อ้ายเจียได้เปิดหูเปิดตาแล้ว” เสียงสรวลดังขึ้นอีกครั้งท่ามกลางความอับอายของนาง ไทเฮาคงทราบแล้วว่านางอุทานเป็คำที่ไม่เคยพบในวังหลวงแห่งนี้
“หม่อมฉันทูลลาเพคะ” แม้จะเสียมารยาทแต่นางก็รีบถวายความเคารพแล้วสาวเท้าออกไปอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเห่อร้อนยิ่งขึ้นเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ จากร่างสูงเมื่อนางเดินผ่าน
โอ้ยยยยยยยยย ดอก !
“สวมนี่เสีย หิมะตกแล้ว” น้ำเสียงเรียบนิ่งดังขึ้นจากด้านหลังพร้อมกับความอบอุ่นที่ปกคลุมบนไหล่
คงเป็นางกำนัลของตำหนักนี้ที่เตรียมเสื้อคลุมให้เขานำมา ไป๋อวี้กล่าวคำขอบพระทัยแ่เบาพลางกระชับเสื้อคลุมขนสัตว์สีขาวสะอาดเช่นเดียวกับหิมะที่กำลังโปรยลงมา
เพราะเหวยไทเฮามีรับสั่งให้ฉินหวางไปส่งนางที่จวนประกอบกับนางเองก็ไม่รู้จะกลับจวนอย่างไร จึงต้องยืนดูหิมะเพื่อรอคนหน้าตายถึงแม้ว่าจะอับอายกับเหตุการณ์เมื่อครู่ก็ตาม
แต่นั่นก็ดีแล้ว...หากนางไม่อุทานเช่นนั้นให้อับอาย ก็คงต้องแสร้งเขินอายเพราะได้ใกล้ชิดฉินหวางผู้เป็บุรุษในดวงใจของร่างนี้
ซีรีส์จีนฟอร์มั์เื่ ‘ชะตาพ่าย นางร้ายข้ามภพ’ ไป๋อวี้ผู้เป็นางร้ายหลงรักฉินหวางหรือ ‘โอวหยางิเซียน’ ผู้เป็พระเอกหมดหัวใจ ทั้งสองเป็เพื่อนเล่นกันั้แ่ยังเล็ก โอวหยางิเซียนในวัยเยาว์เคยเอ่ยปากขอนางแต่งงานต่อหน้าฮ่องเต้ผู้เป็พระบิดาของเขาและไป๋หานบิดาของนาง แม้ไม่ใช่การหมั้นหมายอย่างเป็ทางการ แต่ก็ทำให้เยวี่ยเหมยและตัวไป๋อวี้เองปักใจว่านางจะต้องเป็ฉินหวางเฟย*ให้ได้
จุดนี้...ยอมรับเลยว่าไป๋อวี้และมารดาดึงดันอยู่ฝ่ายเดียวจริง ๆ
ตลอดเวลาที่ไป๋อวี้เฝ้ารอตำแหน่งชายาเอกของโอวหยางิเซียน นางไม่ได้รับความสนใจจากเขาเป็พิเศษแต่ก็ไม่ได้เ็าห่างเหินนัก หากเทียบกับสตรีทั่วเมืองหลวง เรียกได้ว่านางคือสตรีที่ใกล้ชิดกับฉินหวางผู้นี้ที่สุด ประกอบกับการพยายามผูกด้ายแดงของเหวยไทเฮายิ่งทำให้ไป๋อวี้ปักใจรักฉินหวางอย่างไม่เผื่อใจ
แต่พอไป๋ฮวาคนใหม่ข้ามภพมาหลายสิ่งก็ต้องแปรเปลี่ยน เมื่อนางเอกที่แสนเก่งกาจและพระเอกที่แสนเ็าได้พบกัน เื่ราวพลิกผันไปต่าง ๆ นานา โดยมีไป๋อวี้กลายเป็นางร้ายคอยขัดขวางความรักของพระนางจนสิ้นลมหายใจ
แต่! นั่นเป็เพียงบทของซีรีส์เท่านั้น!
เมื่อหยกนภาข้ามภพมาในร่างไป๋อวี้ นางจะไม่ยอมให้เื่ราวเป็เช่นนั้นอีก! แน่นอนว่าไป๋อวี้คนใหม่ไม่มีความเสน่หาให้กับฉินหวางเช่นคนเก่า แต่ตอนนี้นางยังไม่มีแผนในการเปลี่ยนชะตา จึงไม่้าประพฤติตนให้ผิดแปลกไปจากเดิม ถือเป็โชคดีที่การใกล้ชิดในตำหนักไทเฮานั้นไม่ต้องแสร้งเอียงอายให้มากความ
“เชิญคุณหนูไป๋” มือใหญ่ยื่นมาเพื่อพยุงให้นางก้าวขึ้นรถม้า ไป๋อวี้วางมือลงบนมือสากจากการจับกระบี่ ร่างเล็กแสร้งเม้มริมฝีปากก้มหน้าเอียงอายเล็กน้อยแล้วก้าวเท้าขึ้นบนรถม้าคันงามซึ่งประดับตราหงส์อันเป็สัญลักษณ์ของสองสตรีผู้ทรงอำนาจของวังหลวง
“ขอบพระทัยเพคะ” สรรพนามที่โอวหยางิเซียนเรียกขานแสดงออกชัดถึงระดับความห่างเหินที่ฝ่ายชายมอบให้ แม้การกระทำนั้นจะดูเอาใจใส่ แต่ยังอยู่บนพื้นฐานของมารยาทและการให้เกียรติ ทั้งแววตา น้ำเสียงมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าคำขอแต่งงานในวัยเด็กนั้นถูกลืมเลือนเสียหมดสิ้น แต่ไป๋อวี้คนเก่ายังคงหลอกตัวเองอยู่ว่าการกระทำทั้งหมดนั้นล้วนเกิดจากการที่อีกฝ่ายมีใจ
เฮ้อ
โง่งมและดื้อดึงยิ่ง
เวลาผ่านไปสองเค่อ บรรยากาศในรถม้าเงียบสงบ ไป๋อวี้นึกชมผู้คนสมัยนี้อยู่ในใจ แม้ด้านนอกจะวุ่นวายเพียงใดแต่กลับไม่มีเสียงใดหลุดลอดเข้ามาในรถม้าอันหรูหราแห่งนี้ เช่นเดียวกับภายในรถม้าที่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกไปด้านนอก ทั้งภายในรถม้ายังอบอุ่นด้วยเตาอุ่นอันเล็กข้างกาย
ไป๋อวี้ก้มมองนิ้วทั้งสิบที่ถูกผ้าสีขาวพันไว้อย่างเรียบร้อย มองจนแทบจะนับเส้นด้ายที่นำมาถักทอผ้าพันแผลนี้ มิใช่ว่านางเกิดอยากทำวิจัยอันใด แต่ไม่รู้จะวางสายตาไว้ที่ใดต่างหาก
พระเอกเงียบ นางร้ายก็เลยเงียบ
ก้มมองนิ้วจนเบื่อแล้วก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะถึงจวนตระกูลไป๋ จะให้เงยหน้ามองนอกหน้าต่างก็ถูกม่านบดบังเสียมิดชิด หรือให้ชวนผู้ร่วมทางสนทนาก็ไม่มีโอกาสเพราะหวางเย่ผู้สูงศักดิ์เอาแต่นั่งนิ่งและหลับตาลงั้แ่ขึ้นรถม้า
เข้าใจอยู่ว่าโดนบังคับมา เข้าใจอยู่ว่าพระเอกจะไม่เคยแสดงมุมอบอุ่นใจดีกับนางร้าย...แต่ก็ไม่น่าจะเ็ากับโฉมงามอันดับหนึ่งถึงเพียงนี้!
ฉินหวางในซีรีส์มักจะอบอุ่นและใจดีเมื่ออยู่กับนางเอก แต่จะวางตัวตามมารยาทเสมอเมื่ออยู่กับนางร้าย เเม้จะนิ่งเงียบเ็าไปบ้างแต่ก็ไม่ได้ปล่อยบรรยากาศกดดันเช่นคนตรงหน้า!
หากไทเฮาไม่เรียกชื่อเขา นางที่ความทรงจำยังไม่ครบดีย่อมไม่รู้ว่านี่คือพระเอก เพราะคนตรงหน้าดูอย่างไรก็ไม่มีเค้าโครงของความอบอุ่นใจดียามอยู่กับนางเอก บุรุษผู้นี้ออกจะดู...ร้ายกาจ !
ร่างสูงใหญ่อยู่ในอาภรณ์สีดำดูเคร่งขรึม เส้นผมสีดำสนิทปล่อยสยายยาวถึงกลางหลัง ครึ่งหนึ่งถูกรวบขึ้นปักด้วยปิ่นหยกสีดำตัดกับสีขาวของเสื้อคลุมขนสัตว์ที่มีหิมะเกาะอยู่ประปราย
บุรุษผู้นี้มีโหงวเฮ้งที่ดีเยี่ยม! เต็มไปด้วยวาสนาได้เป็ใหญ่เป็โต หน้าผากกว้าง ตาชั้นเดียวเรียวคมดั่งดวงตาั ประกอบกับคิ้วเข้มเฉียงขึ้นดุจกระบี่เพิ่มความดุดัน จมูกโด่งเป็สัน รูปหน้าคมเข้ม ริมฝีปากรูปกระจับเม้มเป็เส้นตรงไร้ซึ่งความเป็มิตร ช่างเป็ใบหน้าที่งดงามแต่เต็มไปด้วยความร้ายกาจ
อันว่ารูปงามนี้ก็งามอยู่หรอก แต่บรรยากาศรอบตัวเช่นนี้...
“ใบหน้าของเปิ่นหวาง*มีสิ่งใดติดอยู่หรือ”
ถามมาได้...
ก็คำว่า ‘ตัวร้าย’ อย่างไรเล่า !!!
“ไม่มีอันใดเพคะ” ได้แต่คิดในใจ ผู้ใดจะกล้าบอกไปตรง ๆ กัน
ไป๋อวี้ไม่รู้ว่าปกติแล้วนางปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่ออยู่กับโอวหยางิเซียน ความทรงจำส่วนนี้ยังขาดหาย ก่อนหน้านี้นางคาดเดาโดยอาศัยความรู้จากซีรีส์ที่เล่นเท่านั้น นางเลือกที่จะนั่งเงียบนับเส้นด้ายบนผ้าพันแผลของตนต่อไป จนรถม้าที่แสนเงียบงันจอดลงในที่สุด
ไป๋อวี้ส่งมือให้โอวหยางิเซียนอีกครั้งเพื่อพยุงตัวลงจากรถม้า ฟ้าเริ่มก็มืดแล้วทำให้หน้าจวนไม่มีผู้คนมากนัก ไม่เช่นนั้นข่าวที่ว่าฉินหวางผู้สูงศักดิ์นั่งราชรถหงส์มาส่งคุณหนูรองตระกูลไป๋คงดังไปทั่วและนั่นยิ่งทำให้ชื่อเสียงของนางและเขาผูกเข้าหากันมากขึ้น ซึ่งไป๋อวี้ไม่้าเช่นนั้น
“ขอบพระทัยหวางเย่ที่มาส่งเพคะ” นางยอบตัวเคารพ เช่นเดียวกับสาวใช้หลายคนที่มารอนางหน้าจวน
“ไม่เป็ไร” โอวหยางิเซียนเอ่ยเสียงเรียบ ยังไม่ทันที่นางจะยอบตัวน้อมส่งก็ต้องหยุดชะงักเพราะผ้าเช็ดหน้าสีขาวของนางถูกยื่นมาให้โดยคนตรงหน้า
โอวหยางิเซียนก้าวเท้าเข้ามาใกล้นาง จับมือเล็กหงายขึ้นแล้ววางผ้าเช็ดหน้าคุ้นตานั้นลงบนมือนาง
ไป๋อวี้ตัวแข็งทื่อ
ร่างสูงโน้มตัวลงกระซิบข้างหู “วันนี้คุณหนูไป๋ทำให้เปิ่นหวางได้เปิดหูเปิดตาแล้ว”
--- จบตอน---
E-Book>> https://joo.gl/vnW56T
สนใจรูปเล่มหรือพูดคุยกับนักเขียน
Facebook : หงเฟย 弘飛
Twitter : @hongfei_writer
#นางร้ายสายสวย #หงเฟยคนสวน
-------------
*เจี่ยเจีย คือ พี่สาว ( ใช้แทนตัวเองว่าพี่สาว หรือ เอาไว้เรียกพี่สาวก็ได้ )
*หวางเย่ คือ สรรพนามเวลาผู้อื่นเรียกองค์ชาย
*หวางเฟย คือ พระชายาของฉินหวาง (ภรรยาหลวง) เช่น ภรรยาเอกของฉินหวาง เรียกว่า ฉินหวางเฟย
*อ้ายเจีย คือ คำแทนตัวของไทเฮา แปลว่า ผู้น่าสงสาร (เพราะเป็ม่ายร้างพระสวามี)
*เปิ่นหวาง คือ คำแทนตัวองค์ชาย (หวาง) แปลว่า ข้าผู้เป็องค์ชาย