1
"อาม้า เวลาเซ็นทำไมไม่อ่านก่อน" เจ๊หมวยแผดเสียงดัง แต่เจ๊หมวยมักพูดเสียงดังกับแม่เป็ประจำเพราะอาการหูตึงของคนชราอายุเก้าสิบสี่ แต่ครั้งนี้อาจมีอารมณ์เสียปนนิด ๆ
"โธ่เอ๊ย เจ๊ไม่รู้เหรออาม้าอ่านหนังสือไทยไม่ออก"เมื่อได้ยินเสียงตะคอก ทำให้น้องชายสุดทนที่เจ๊ต่อว่าแม่แบบไม่มีเหตุผล
"อาม้า ซื้อหุ้นกู้ก็เพราะคำแนะนำจากผู้จัดการธนาคารเขาบอกว่าดี อาม้าก็เลยตัดสินใจซื้อเท่านั้นเอง ไม่รู้ว่ามันจะขาดทุนขนาดนี้" น้องชายว่าต่อ
"มันขี้โกง เหมือนใช้ต้มเงินสองแสนเอาไป" เสียงบ่นจากแม่ไม่หยุดเป็ระยะเมื่อรู้ว่าเงินที่ลงทุนในกองทุนของธนาคารขาดทุนถึงสองแสน แสนเสียดายดอกเบี้ยไม่ได้แต่ยังต้องเสียเงินต้นส่วนหนึ่งไปอีก เกินรับได้สำหรับวัยชราอายุเก้าสิบสี่ปีถึงแม้มีเงินออมในธนาคารมากก็จริงแต่ทุกวันก็เก็บขวดเบียร์ ขวดพลาสติกน้ำดื่มเปล่า กระดาษกล่อง กระดาษจากร้านค้าแถวบ้านไปขายเก็บสะสมออมเงิน เป็กิจวัตรที่เคยทำเป็ประจำมาั้แ่อายุยังน้อย และยังไม่ยอมหยุดแม้จะเล็กน้อยก็ตามด้วยนิสัยกระเหม็ดกระแหม่เก็บเล็กผสมน้อย นางมีเงินเก็บสะสมจากการขายสามล้อเครื่องไปหลายคันเมื่อเลิกกิจการอู่ให้เช่ารถสามล้อเครื่องเมื่อสิบปีก่อน
"อั๊วไปสอบถามจากผู้จัดการธนาคาร เขาบอกว่าเป็หุ้นกู้เมืองนอก หลังโควิดเศรษฐกิจไม่ดีทำให้ขาดทุนค่าเงินไป กองทุนมันมีความเสี่ยง เวลาเซ็นทำไมไม่อ่านก่อน"เจ๊แกก็อธิบายไปตามหลักการที่เคยทำงานมา เป็คำเตือนของการลงทุนการเงินและเื่สัญญา ก็เจ๊รับราชการจนเพิ่งเกษียณมาได้สองปีแล้ว รู้ข่าวจากที่แม่บ่น ก็ไปสอบถามจากธนาคารถึงรายละเอียดถึงเงินที่นำไปลงทุน
"เจ๊ก็พูดว่าอาม้าเรื่อยเปื่อย บางทีคนรู้อ่านหนังสือยังเสียเงินเลย เพราะโควิดทำให้เศรษฐกิจปั่นป่วน แต่ว่าอาม้าอ่านหนังสือไม่ออก ไม่ได้เรียนสูงอย่างลื้อ จึงคิดไม่ค่อยเป็ว่าเสี่ยงมากหรือไม่ แค่รู้แต่ว่ามีดอกเบี้ยเยอะก็เอาเงินไปฝากตามเขาแนะนำเหมือนที่เคยฝากมา เจ๊ไม่ได้ใกล้ชิดอาม้าเหมือนอั๊ว" น้องชายโต้กลับ
"ไม่ใกล้ชิดยังไง ทุกอาทิตย์อั๊วก็ซื้อของมาให้อาม้ากินตลอด" เจ๊ขอแก้ตัวเพราะทุกวันจันทร์จะแวะมาหาพร้อมกับของกินโดยเฉพาะขาหมูเ้าประจำที่เจ๊ว่าอร่อยหรือไม่ก็มะพร้าวอ่อนให้แม่กินบอกว่าบำรุงสุขภาพ
"ก็เจ๊เรียนจบมาก็สอบเขารับราชการอยู่กรุงเทพฯ ไม่ถึงสิบปี ก็สอบเลื่อนขั้นไปต่างจังหวัดเกือบสามสิบกว่าปีห่างไกลจากอาม้ามาก ถ้าใกล้ชิดกับอาม้าเหมือนอั๊ว รู้ไหมอาม้าสู้ชีวิตมาั้แ่เด็กมาจากเมืองจีนตอนหกขวบ ช่วยหาเลี้ยงครอบครัวั้แ่เด็ก ไม่มีเวลาเรียนหนังสือ จะเล่าประวัติให้อั๊วฟังตลอด ถ้าเจ๊ไม่รู้ อั๊วจะเล่าให้แทนอาม้าก็ได้ บันทึกเป็ประวัติ ให้ลื๊อไปนั่งอ่านนอนอ่านนะส่งไปทางเมลก็ได้" น้องชายต้องร่ายยาว ๆ สยบอารมณ์อันร้อนแรงของเจ๊หมวย
อาม้ามาจากเมืองจีนั้แ่อายุ 6 ขวบ
ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งชนบทมีป้ายชื่อแซ่”เติ้ง"บ่งบอกชาติตระกูลเดียวกันสืบเชื้อสายกันมาในหมู่บ้าน ก็แซ่นี้นามสกุลเดียวกับเติ้งเสี่ยวผิงวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่ชาวจีนผู้นำความเจริญมาสู่ประเทศจีนก่อนทศวรรษที่ยี่สิบนั่นเอง เป็ความภาคภูมิของบรรพบุรุษเรารอบหมู่บ้านรายล้อมด้วยต้นข้าวเขียวขจี หมายถึงเป็หมู่บ้านเกษตรกรรมหน้าหมู่บ้านมีบ่อนํ้ารวมสำหรับผู้คนในหมู่บ้านนำมาดื่มใช้กิน เดินถัดเข้าไปก็เป็โรงเรียนประจำหมู่บ้าน มีรอบรั้วขอบชิดชัดเจน ภายในห้องประชุมจะมีป้ายบอกรายชื่อครูอาจารย์ใหญ่ มีชื่อ”อาจารย์เต็ก”แขวนอยู่ ถัดจากโรงเรียนเดินลึกเข้าไปอีกจะมีทางเดินแคบๆพอสองคนเดินสวนกันได้แต่ละบ้านมีรั้วชัดเจนเหมือนบ้านเดี่ยวจัดสรร100ตารางวานับหลายสิบห้องเรียงต่อๆกันไปทั้งซ้ายขวาสองฝั่งมือ แต่ละบ้านเดินเข้าประตูหน้าบ้านจะเจอห้องครัวมีเตาอั้งโล่อยู่ เดินเข้าไปอีกจะเห็นลานกลางแจ้งสำหรับตากพืชผลทางการเกษตรริมด้านซ้ายจะมีห้องเก็บเครื่องมือทางเกษตรเช่นรถเกวียนหรือแบ่งเป็ห้องอาศัย เดินตรงเข้าไปตรงกลางจึงเห็นเป็เรือนอาศัยนอนสองชั้นสำหรับพักผ่อนครอบครัว
ตอนนี้เป็เทศกาลหยุดยาวตรุษจีนและต่อด้วยเทศกาลโคมไฟ ที่หน้าบ้านหลังหนึ่งแม่ลูกสามคนกำลังคุย คุณแม่แจกโคมไฟให้ลูกน้อย2คน เป้นผู้หญิงคนโตเพิ่งจะอายุ6ขวบ ส่วนอีกคนเป็ชายคนเล็กอายุ 5ขวบ
"วันนี้เป็วันปีใหม่นะลูกจี่ ลูกกับน้องถือโคมเดินไปเดินมาแถวหน้าบ้านอย่าไปไกล แล้วพูดว่า”โตไวไว ความโง่ออกไป ความฉลาดเข้ามา" ดูเหมือนเป็เคล็ดหรือคาถาที่แม่ให้ลูกพูดท่องอวยพรสั่งสอนตัวเองตอนตรุษจีนแม่จะให้พูดแต่คำดีๆเสมอ
นางต้องไปทำงานต่างจังหวัดต่างอำเภอออกไปทำงานหาเงินมาจุนเจือครอบครัว พอดีเป็่เทศกาลตรุษจีนปีใหม่หยุดยาว โรงงานต่างจังหวัดที่นางทำงานอยู่หยุดยาวผู้เป็แม่จึงได้กลับมาหาลูกน้อยสองคนที่ฝากยายเลี้ยงด้วยความคิดถึง ลูกน้อยสองคนพยักหน้าแล้วเดินถือโคมเทศกาลจากไปเดินเที่ยวอย่างเชื่อฟังและอารมณ์ดี
นานมากหลายเดือนถึงจะได้กลับมาหาลูกน้อยที่ฝากให้ยายเลี้ยง ลูกสาวคนโตชื่อ”จี่”เป็ภาษาจีนกวางตุ้งที่ใช้ในมณฑลทางภาคใต้ของจีน ด้วยผู้เป็แม่ที่ต้องออกไปทำงานที่โรงงานรองเท้าผ้า เนื่องจากว่าเงินที่ส่งกลับมาจากสามีที่ไปทำงานที่เมืองไทย5ปีแล้ว ส่งมาน้อยนิดไม่พอยาไส้เลี้ยงครอบครัว เดิมทีสามีเป็อาจารย์อยู่ในโรงเรียนประชาบาลประจำหมู่บ้าน มีความรู้ในเื่ภาษาเป็อย่างดีสำหรับคนจีนถ้ารู้จักคำเขียนจีนมากคำเท่าไหร่ เขาถือว่าคนนั้นเป็”PROFESSOR”ให้เป็อาจารย์สอน ดังนั้นการลาออกจากโรงเรียนไปเป็เสมียนทำบัญชีในโรงสีของพ่อตาที่เมืองไทยจึงไม่ยากนักเพราะพ่อตาไปบุกเบิกเปิดโรงสีที่เมืองไทยต่างแดนก่อนแล้วเพียงแต่เข้าไปทำบัญชีรายรับรายจ่าย ช่วยการค้าพ่อตาแต่รับเป็เงินเดือนกลับมาให้ครอบครัวที่เมืองจีน
เมื่อยายได้รับจดหมายจากตาผู้เป็สามีที่อยู่เมืองไทยสักพักหนึ่ง ยายก็เดินอย่างรีบๆมาพูดกับ ลูกสาว
"อาป๊าลื้อส่งข่าวมาจากเมืองไทย อาเฮียเต็กแฟนลื้อจะมีเมียน้อยคนไทยแล้ว ลื้อรีบไปเมืองไทยเร็ว ตอนนี้อาป๊าลื้อเอาไม่อยู่แล้วนา" ผู้เป็แม่แต่เป็ยายของเด็กน้อยทั้งสองคนพูดอย่างกังวลใจ
"เอายังงั้นเลยหรือเมืองไทยไกลนะต้องไปนาน แล้วลูกสองคนทำไง"ผู้เป็แม่ก็เป็กังวลไม่แพ้กัน ด้วยว่าเมืองไทยที่พ่อเคยไปเรียนหนังสือในโรงเรียนฝรั่งเพื่อหัดภาษาอังกฤษตอนอายุ12ปี เรียนแค่2ปีก็กลับมาเมืองจีนแต่ถ้าไปเมืองไทยอีกก็ไม่มั่นใจว่าจะจำได้ไหม
"ลื้อก็พาลูกไปด้วยสิ เอาไปด้วยเลยจะได้ไม่คิดถึงกังวล ไปอยู่กับอาป๊ากับอาเต็กแฟนลื้อเลย ค่าเรืออาป๊าส่งเงินมาให้แล้วให้ไปทันทีเลยนะ"ผู้เป็ยายพูด
"ได้ อั้วจะรีบไปเลย"นางพูดด้วยความกังวลใจมีไม่แพ้กันเลย
ไม่กี่วันต่อมาแม่ลูก3คนก็จูงขึ้นบนเรือท่องทะเลลำใหญ่2ชั้นจากเมืองจีนเป้าหมายคือโรงสีแถวจังหวัดอยุธยา ที่ประเทศไทย
ตอนออกเรือไต๋เรือแลเห็นเด็กสาวน้อยอายุ6ขวบน่ารักน่าสงสาร จึงอุ้มเด็กสาวน้อยขึ้นมาบนชั้นสองที่ไต้ก๋งขับเรือป้อนข้าวป้อนขนมด้วยมือไต้ก๋งเรือเสมอ ส่วนแม่นั้นเอาแต่อ้วกเอาอ้วกเอาเพราะเมาเรือ ใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ถึงจะถึงเมืองไทย ก็ขึ้นท่าเรือทรงวาดแถวเยาวราชใจกลางถิ่นหากินของชาวจีนอพยพ ตอนแรกพักอยู่แถววัดตึก พักอยู่กรุงเทพฯ 4-5วันก่อน ยังไงท่าแถวทรงวาดเป็ท่าจอดเรือสินค้าจากเมืองจีนท่าเรือรับส่งสินค้าทางการเกษตรจากภาคเหนือภาคใต้ แม้กระทั่งรับคนมาจากเมืองจีน จึงต้องมากรุงเทพฯก่อนแล้วค่อยต่อลงเรือหรือต่อขึ้นรถไปอยุธยา แต่มีผู้เป็พ่อมารับที่ทรงวาด จึงคลายกังวลเื่การเดินทาง
แต่เดิมสามีนั้นมาเมืองไทยทำงานให้พ่อตาโดยตำแหน่งเป็เสมียนโรงสี แต่ต่อมาพ่อตารู้ว่าลูกเขยแอบไปมีเมียน้อยด้วยความโมโหประกอบกับทนไม่ได้ที่เห็นลูกเขยอยู่กินกับเมียน้อยทั้งที่มีลูกสาวตนเองอยู่แล้วช่างขัดตาเหลือเกิน จึงไล่ลูกเขยออกให้ไปอยู่ห่างๆตา ทำนอง”เลี้ยงเปลืองข้าวสุก”เมื่อถูกไล่ออกจึงไปทำงานให้โรงสีอีกโรงไม่ไกลถัดไป แต่ยังไงโรงสีด้วยกันก็ยังรู้จักกันกับพ่อตาเพราะทำอาชีพเดียวกันย่อมรู้จักพูดคุยกันเป็ธรรมดาเ้าลูกเขยตัวดีเพิ่งมาเมืองไทยไม่กี่ปี ถ้าไปไกลกว่านี้คงเอาตัวไม่รอดเมื่อลูกสาวมาเจอพ่อรีบถามหาสามี
"อ้าทำไมเฮียไม่อยู่นี่ทำงานกับอาป๊าแล้วหรือ"ผู้เป็แม่ถามด้วยความงง
"มันทำงานกับอั้วสบายเกินไป ริอาจมีเมียน้อย อั้วเลยไล่มันไป มันอยู่กับเมียน้อยหนีไปทำงานให้เฮียอู๋เพื่อนอั๊วโรงสีถัดไปไม่ไกล"ผู้เป็พ่อเล่าด้วยความโมโห
ในวันต่อมาพ่อตาใช้อุบายตามเรียกลูกเขยให้กลับมาหาครอบครัวพ่อตาทำทีไปคุยกับเฮียอู๋เถ้าแก่โรงสีถัดไปที่ลูกเขยทำงานอยู่ แต่ทำทีะโดังๆเพื่อบอกให้ลูกเขยได้ยิน
"เฮ้ย เมียและลูกๆเอ็งมาจากเมืองจีนแล้วนะจะว่ายังไง จะกลับไปไหม"
เท่านั้นแหละลูกเขยตัวดีพอรู้ก็รีบเผ่นมาหาเมียและลูกๆมาอยู่รวมกัน4คน ยอมทิ้งเมียน้อยโชคดีที่ยังไม่มีลูกผูกพันกันกับเมียน้อย
"ไม่เป็ไรอั้วมีกระต๊อบหลังเล็กๆอยู่พวกลื้อไปอยู่รวมกันที่นั่น " พ่อตาบอก ครอบครัวทั้งสี่คนจึงได้อยู่รวมกันอย่างอบอุ่น ภายใต้อุปถัมภ์ของพ่อตาเป็เสมียนดังเดิม ความเป็อยู่จึงยังไม่แร้นแค้นลำบากมากนัก
"อาม้าที่นี่มีปลาเยอะแยะเลยนะอยู่ใต้แพ" เด็กสาวน้อยพูดแบบตื่นเต้นเมื่อมาอยู่ต่างแดนไม่เคยเห็นมาก่อน หลังจากเห็นชาวบ้านเอาตะขอติดปลายไม้รวกเกี่ยวไส้เดือนแหย่เข้าไปในกระบอกไม้ไผ่ของแพ แล้วปลาไหลตัวใหญ่ก็งับเบ็ดเกี่ยวตามออกมา เนื่องจากโรงสีอยู่ริมแม่นํ้าเ้าพระยามีท่าเป็แพไม้ไผ่คอยรับข้าวเปลือกจากชาวนาเพื่อมาจ้างสีข้าว ส่วนรำที่ได้ก็เอาไปเลี้ยงหมู อยู่ที่นี่ตามภาษาเด็กๆ มีแต่มีทำหน้าที่ซักเสื้อผ้าดูแลน้อง จะมีลำบากบ้างก็ตรงที่แม่ใช้ให้ไปซักเสื้อผ้าอ้อมน้องที่แพริมแม่น้ำที่แพเล็ก มีครั้งหนึ่งพลัดตกลงไปในแม่น้ำโชคดีพอดีมีคนช่วยดึงขึ้นมา ไม่งั้นหนูน้อยคงจากแม่ไปแล้วา
ครอบครัวไปฝ่าฟันสร้างอนาคตที่กรุงเทพฯ
อยู่ที่อยุธยา 2 ปีจากครอบครัว 4 คนกลายเป็ 5คนแล้วเพราะมีลูกชายเพิ่มอีก 1 คน การค้าขายเกี่ยวกับโรงสีเริ่มซบเซา เพราะเกิดโรงสีขึ้นมากมีผู้แข่งขันมากขึ้น ผู้เป็พ่อจึงมาปรักษากับเมียตัวเอง
"ตอนนี้เราเริ่มมีลูกเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน ธุรกิจโรงสีของป๊าลื้อซบเซาแย่แล้วมีคู่แข่งมากขึ้น แย่งตัดกันเอาข้าวเปลือกจากชาวนาจนไม่มีข้าวเปลือกจะเอามาสี อาป้าลื้อดูท่าไม่อยากทำต่ออีกแล้วเงินเดือนเสมียนต่อไปคงไม่พอกินแน่ๆ อีกอย่างอาป้าลื้อบ่นว่าแก่แล้วอยากกลับไปเมืองจีนไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านเมืองจีน เราเข้ากรุงเทพฯกันเถอะ เพื่ออนาคตใหม่ มีคนเขาบอกว่าไปค้าขายที่กรุงเทพฯหากินดีกว่า"พ่อตัดสินใจเด็ดขาดจึงบอกแม่ไป
"อั้วตามใจลื้อนะ ยังไงลื้อก็อยู่ที่นี่นานกว่าอั้วลื้อว่ายังไงอั้วก็ว่าตาม” แม่บอก
ในที่สุดพ่อก็จูงลูกน้อย 2 คน ส่วนแม่ก็อุ้มลูกชายคนเล็กอีกคน ทั้งหมดเดินทางเข้ากรุงเทพฯ
"เราจะไปไหนกันจ๊ะแม่" เ้าเด็กหญิงน้อยถามแม่อย่างไร้เดียงสาแต่หารู้ไม่ต่อไปนี้เ้าต้องลำบากรับผิดชอบมากขึ้นแล้วนะในฐานะพี่สาวคนโต
"เราจะเข้ากรุงเทพฯ หาที่อยู่ใหม่เสื้อผ้าสวยๆให้ใส่กันนะ”แม่อธิบายให้หนูน้อยฟังอย่างง่ายๆเพราะแม่เองก็ยังไม่รู้ว่าจะเจอกับชะตากรรมข้างหน้ายังไงแต่รู้ว่าต้องต่อสู้เพื่ออนาคต
เด็กน้อยสองคนพยักหน้าหงึกๆ ด้วยความงง ยังไม่รู่ว่ากรุงเทพฯคืออะไรที่ไหนจากอยุธยามากรุงเทพฯไม่ไกลนัก สมัยนั้นจะมีอะไรสะดวกเท่ากับลงเรือล่องตามลำน้ำเ้าพระยาแล้วมาขึ้นที่ท่าดินแดง