บทที่ 22 ปีติยินดี
เย่ว์เทียนเจ๋อยิ่งคิดก็ยิ่งมั่นใจว่านี่ต้องเป็แผนการของเซียวหลิงอวิ๋นแน่ทั้งสี่คนนั้นคงเป็คนของนางทุกอย่างล้วนเป็แผนสมรู้ร่วมคิดเพื่อหลอกให้เขาติดกับ!
เขาลืมไปว่าเซียวหลิงอวิ๋นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะกลับมาหาเื่จึงไม่อาจวางแผนล่วงหน้าใดๆ ได้เลย
ทว่าเย่ว์ฉีหวงและศิษย์คนอื่นกลับคิดว่าเขาพูดมีเหตุผล
เย่ว์ฉีหวงที่เงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นว่า“เทียนเจ๋อ เ้าใจร้อนเกินไป จึงติดกับของนางบางทีสตรีผู้นั้นอาจมิใช่กระทั่งผู้สื่อิญญาเสียด้วยซ้ำแต่เ้ากลับถูกนางใช้เป็เครื่องมือสร้างชื่อเสียง เ้าทำให้สำนักเสื่อมเสียนักกลับไปคุกเข้าสำนึกผิดที่สำนักเถอะ”
คำพูดนั้นฟังดูธรรมดาแต่เย่ว์เทียนเจ๋อรู้ดีว่า ผู้ใดถูกสั่งให้กลับไปสำนึกผิดจะไม่มีโอกาสกลับมาอีกเลย อาจารย์ตั้งใจจะทอดทิ้งเขาแล้วจริงๆ หรือ!
เย่ว์เทียนอวิ๋นกับเย่ว์เทียนหลิวต่างมีสีหน้ายินดีในที่สุดก็สลัดศิษย์พี่ใหญ่ผู้เป็ภาระที่อยู่ในสำนักมาสิบกว่าปีโดยไม่เคยก้าวหน้าได้เสียทีนับแต่นี้พวกเขาจะไม่ต้องอับอายเพราะเขาอีก
เดิมทีเย่ว์เทียนเจ๋ออยากร้องขอความเห็นใจทว่าเมื่อเห็นแววโล่งใจของอาจารย์และท่าทีเบาใจของเหล่าศิษย์น้อง จู่ๆ เขาก็เข้าใจ
อาจารย์และศิษย์น้องทั้งหลายล้วนอยากสลัดเขาทิ้งมาเนิ่นนานแล้วเพราะเขาไร้พร์ และยังเป็เพียงผู้สื่อิญญาฝึกหัดขณะที่คนอื่นฝึกสิบปีก็บรรลุเป็ปรมาจารย์สื่อิญญาขั้นสองไปหมดแล้ว
เขานึกถึงคำพูดของเซียวหลิงอวิ๋นขึ้นมานางบอกว่า หากตอนนั้นเขาจากไป ยังอาจมีโอกาสกลายเป็ปรมาจารย์ในอีกสิบปีมิฉะนั้นจะไม่มีวันได้เป็อีกเลย
ที่แท้นี่ก็คือสิ่งที่นางหมายถึง อาจารย์เพียงรอให้เขาก่อความผิดเพื่อจะได้มีข้ออ้างขับไล่ หากเขาไม่ผิด อาจารย์ก็ไม่มีเหตุผลละทิ้งเขาเขาเพียงต้องพยายามให้ถึงที่สุด เช่นนั้นก็ยังพอมีความหวังอยู่
เย่ว์เทียนเจ๋อเดินจากไปอย่างเหม่อลอยตอนนี้เขาเชื่อแล้วว่าเซียวหลิงอวิ๋นคือปรมาจารย์สื่อิญญาตัวจริงปรมาจารย์ผู้มองทะลุอดีตและอนาคตของผู้อื่นได้เพียงแค่ปรายตามอง
ส่วนเซียวหลิงอวิ๋นนั้นไม่ใส่ใจเลยว่าเย่ว์เทียนเจ๋อจะสำนึกผิดหรือไม่เพราะทุกวันแผงของนางถูกห้อมล้อมด้วยฝูงชนแน่นขนัดจนแทบไม่มีที่ยืน
นางเกลียดความวุ่นวายเป็ทุนเดิมจึงตัดสินใจหนีไปพักที่จวนอ๋องเก้าของหลีเย่หาน
เมื่อเซียวหลิงอวิ๋นเดินอาดๆเข้าไปยังห้องหนังสือของหลีเย่หานอีกครั้ง บ่าวที่เฝ้าประตูถึงกับตัวแข็งท่าทางราวกับเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
เซียวหลิงอวิ๋นเห็นเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะพลางเอ่ยถาม
“เ้ามองข้าเหมือนข้าจะจับเ้ากินเสียอย่างนั้นข้าน่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
ก็ไม่ควรจะเป็เช่นนั้นแล้วนี่นาตอนนี้ใบหน้านางไม่มีจุดแดงแล้วยิ่งเมื่อคิดถึงใบหน้างดงามที่ปรากฏในกระจกเมื่อเช้าต่อให้กล่าวว่างามปานจันทราอับแสง ก็ไม่ได้เกินจริงเลยสักนิด
เซียวหลิงอวิ๋นไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ทำให้บ่าวน้อยเบิกตากว้างไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็ความตะลึง
ชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่ตระกูลเซียวในฐานะสตรีอัปลักษณ์แห่งเมืองฮั่วหลีนั้นใครๆก็รู้ เมื่อไม่นานมานี้เขายังเห็นใบหน้านางเต็มไปด้วยจุดแดงจนแทบมองไม่ได้อยู่เลยทว่ายามนี้สตรีตรงหน้าในชุดขาวสะอาด ผิวเนียนละเอียดดุจหยก ริมฝีปากบางชมพูระเรื่อราวกลีบดอกท้อเรียกได้ว่าเป็เทพธิดาเดินดินเสียด้วยซ้ำนี่จะไม่ใช่คนอื่นปลอมตัวมาใช่หรือไม่...
“ท่าน...ท่านคือคุณหนูใหญ่เซียวจริงๆ หรือ”
คำถามในใจหลุดออกมาจากปากบ่าวน้อยโดยไม่รู้ตัว
เซียวหลิงอวิ๋นเลิกคิ้วแล้วยิ้มบางทว่ารอยยิ้มนั้นงามดั่งบุปผาราตรีผลิบานชั่วขณะงามเสียจนบ่าวน้อยตะลึงกระทั่งลืมกะพริบตา
นางไม่ใส่ใจบ่าวน้อยที่ยืนตาค้างอยู่ตรงนั้นแม้แต่น้อยผลักประตูเข้าไปโดยไม่รีรอ
ทันใดนั้นก็เห็นหลีเย่หานในชุดคลุมสีงาช้างปักลายทองคำกำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างเงียบงัน
เขานิ่งเฉยไร้การเคลื่อนไหวทว่ากลับแผ่ความกดดันออกมาจนยากจะเข้าใกล้
แสงแดดยามสายส่องลอดม่านหน้าต่างโปร่งบางแต้มทับเรือนร่างของเขาราวกับอาบแสงทอง ทำให้ใบหน้าหล่อเหลายิ่งแลดูนุ่มนวลขึ้นดวงตาลึกล้ำราวบึงน้ำในฤดูเหมันต์กับสันจมูกโด่งและเรียวปากบางเย้ายวนเพียงแค่เห็นก็ทำให้หัวใจใครหลายคนสั่นไหว
ทว่าเซียวหลิงอวิ๋นกลับมิได้สนใจนักนางก้าวเข้าไปอย่างคุ้นเคยราวกับเป็เ้าของเรือน
เมื่อสายตาเหลือบเห็นเก้าอี้ไม้จันทน์ข้างกายเขาที่ยังสะอาดไร้ฝุ่นก็จดจำได้ทันทีว่านั่นคือที่นั่งเดิมของนางหัวใจพลันเต้นถี่รัวขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกบางอย่างแปลบปลาบวูบขึ้นมาในอก
เซียวหลิงอวิ๋นนั่งลงอย่างอารมณ์ดีแล้วหันไปถามหลีเย่หานซึ่งเอาแต่นิ่งมองหนังสือไม่เหลือบแลนางแม้แต่น้อย
“พวกทหารที่ไปจับคนที่ถนนตะวันตกเมื่อวันก่อน ท่านเรียกมาใช่หรือไม่ท่านเชื่อคำพูดของข้าขนาดนั้นเลยหรือ”
ดูเหมือนคำถามนี้จะเรียกความสนใจจากหลีเย่หานได้เขาเหลือบดวงตาลุ่มลึกทรงอำนาจมาจ้องนางตรงๆ
ขนตาเรียงตัวงามราวปีกผีเสื้อจมูกโด่งเป็สัน ดวงตาใสล้ำลึก ริมฝีปากชมพูราวกลีบดอกท้อทุกส่วนล้วนงดงามเกินจะละสายตา
ทว่าเขากลับมองนางด้วยสาตาเรียบนิ่งดุจเดิมราวกับใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยจุดแดงหรือใบหน้างดงามประดุจนางฟ้าล้วนไม่อาจสั่นคลอนความรู้สึกได้แม้แต่น้อย
เขากล่าวเรียบเฉยด้วยน้ำเสียงสุภาพไร้คลื่นอารมณ์
“ไม่ทราบว่าคุณหนูใหญ่เซียวผู้เป็ปรมาจารย์สื่อิญญามาเยือนถึงจวนข้ามีสิ่งใดจะชี้แนะ ซ้ำยังเข้าใกล้ถึงเพียงนี้เ้าไม่กลัวว่าข้าจะทำให้เ้าต้องประสบเคราะห์กรรมหรือ”
เซียวหลิงอวิ๋นแอบเบ้ปากนางย่อมฟังออกว่าเขากำลังประชด
ในฐานะปรมาจารย์สื่อิญญาไม่ว่าจะไปแห่งหนใดย่อมได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่แต่นางกลับมานั่งในย่านแผงลอยเพื่อทำนายดวงชะตามิหนำซ้ำยังรู้อยู่ว่าชายผู้นี้มีชะตานำภัยมาให้คนใกล้ชิดนางกลับยังถลาเข้าหาไม่หยุดหย่อน
ในสายตาหลีเย่หานเกรงว่านางคงเป็พวกรนหาที่ตายกระมัง
เซียวหลิงอวิ๋นลอบฮึในใจแต่บนใบหน้ายังคงระบายยิ้มเจิดจ้า กล่าวว่า “ไม่กล้าถือว่าเป็การชี้แนะหรอกเ้าค่ะท่านอ๋องเก้าฐานะสูงศักดิ์ บารมีล้นฟ้า สำหรับคนที่มีบุญน้อยอาจได้รับเคราะห์แต่ข้าน้อยมีบุญญาธิการล้ำลึกแต่กำเนิด ยิ่งเข้าใกล้ท่าน ยิ่งเป็ผลดีต่อดวงชะตาอายุมั่นขวัญยืน ขอท่านอย่าได้กังวลเลยวันนี้ข้าน้อยเพียงมาดูดซับไอมงคลไปใช้สักหน่อยเท่านั้น ไม่รบกวนท่านแน่นอน”
พูดจบนางก็หลับตาลงทันที ตั้งใจนั่งสมาธิเพื่อฝึกปราณอย่างจริงจัง
เซียวหลิงอวิ๋นคิดอยู่ในใจว่าชายผู้นี้ช่างเหมือนบุตรแห่งฟ้าดินเสียจริง ไม่กี่วันไม่พบกันไอม่วงที่ล้อมกายเขากลับยิ่งทวีมากขึ้นจนน่าอิจฉา นางต้องรีบดูดซับเสียหน่อยไม่เช่นนั้นคงเสียของเปล่า
ปล่อยให้เขาเดินวนไปทั่วพร้อมไอฟ้าดินเช่นนี้เป็การทำร้ายคนอื่นชัดๆ
คิดได้ดังนั้นนางจึงเข้าสมาธิฝึกปราณโดยไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย
ขณะเดียวกันหลีเย่หานก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อยอีกทั้งยังมีความพึงใจบางอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ตัว
เซียวหลิงอวิ๋นพูดว่านางไม่รับผลกระทบจากชะตาของเขาหมายความว่านางคือคนเดียวที่เข้าใกล้เขาได้กระนั้นหรือ
เมื่อเห็นเซียวหลิงอวิ๋นหลับตาสีหน้าผ่อนคลายจนดูอ่อนโยนขึ้นมาก เขาอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้
ไม่มีใครเคยกล้าเข้าใกล้เขาถึงเพียงนี้มาก่อน
สายตาเขาไล่ลงต่ำโดยไม่รู้ตัวมาหยุดที่ริมฝีปากของนาง ริมฝีปากนั้นอ่อนนุ่มงดงามราวกลีบดอกท้อเขายังจำได้ดีว่ารสัันั้นเป็เช่นไร
นับแต่ครั้งก่อนที่เซียวหลิงอวิ๋นเข้าใกล้เขาเวลาก็ผ่านมานาน แต่นางกลับยังปลอดภัยดีนั่นย่อมแปลว่านางไม่ได้รับผลกระทบจากดวงชะตาของเขาจริงๆ
เมื่อปลายนิ้วยาวเรียวของเขาแตะััริมฝีปากนุ่มหยุ่นนั้นหลีเย่หานก็สะดุ้งเล็กน้อย เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองยื่นมือออกไปั้แ่เมื่อไร
นี่คือสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อนเลย
เขาใจนอยากจะชักมือกลับทันทีทว่ากลับรู้สึกถึงลิ้นอุ่นๆ แตะผ่านปลายนิ้วเบาๆ ตามด้วยฟันขาวสะอาดที่กัดเบาๆอย่างไม่ตั้งใจ
หลีเย่หานเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วพลันเห็นเซียวหลิงอวิ๋นลืมตาขึ้นอย่างมึนงงมองเขาด้วยดวงตากลมโตที่คล้ายว่ายังไม่รู้สถานการณ์
ปลายนิ้วยังอยู่ในปากของนางเบียดอยู่ระหว่างซี่ฟันเล็กๆ อย่างพอเหมาะ
แม้ไม่เจ็บแต่ความรู้สึกนั้นกลับเหมือนขนนุ่มกวาดผ่านหัวใจ ก่อเกิดความวาบหวิวอย่างประหลาด
“อะ…” เซียวหลิงอวิ๋นร้องเสียงแ่ออกมาเบาๆเพิ่งตระหนักได้ว่านางกำลังงับปลายนิ้วของหลีเย่หานโดยไม่รู้ตัว
ตอนที่ฝึกปราณเมื่อครู่ริมฝีปากของนางเหมือนจะคันเล็กน้อย เลยเลียออกไปตามสัญชาตญาณพอพบว่ามีบางอย่างอยู่ตรงนั้นก็เข้าใจไปว่าเป็เ้าเหมียวสัตว์เลี้ยงจากชาติที่แล้วที่ชอบมารบกวนเวลานางนั่งสมาธิจึงงับลงไปโดยไม่ทันคิด
มุมปากของเซียวหลิงอวิ๋นกระตุกเล็กน้อยใบหน้าขาวเนียนขึ้นสีชมพูระเรื่อ นางกระแอมเบาๆ อย่างกระดากพลางว่า “เอ่อ ขะ...ข้าขอต่อแล้วกัน ท่านก็ตามสบายเถิด”
กล่าวจบก็หลับตาลงอีกครั้งโดยลืมเสียสนิทว่าผู้ที่ยื่นมือมาแตะริมฝีปากตนก่อนก็คือหลีเย่หาน
ดวงตาของหลีเย่หานจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของนางซึ่งแดงเรื่อด้วยความขวยเขินสีหน้าเขาค่อยๆ เปลี่ยนเป็สงบนิ่ง ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับลุ่มลึกขึ้นเรื่อยๆ
ครู่หนึ่งเขาราวกับตัดสินใจอะไรได้บางอย่าง ดวงตาที่มองนางจึงอ่อนโยนลงอย่างประหลาด
เซียวหลิงอวิ๋นเป็ของเขา
ปลายนิ้วที่ถูกกัดเบาๆยังร้อนผ่าวอยู่ ราวกับสะท้อนถึงความปีติยินดีในใจเ้าของ