วันเวลาล่วงเลยไปห้าวันในระหว่างนี้ทางตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมและได้ควบคุมตัวหวังเจี้ยนหมิงไปเมื่อสองวันก่อน
ทางด้านลู่เหยียนชูยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆแต่นั่นก็ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะพวกสายลับมักจะซ่อนตัวอยู่ในเงามืดถ้าไม่ระวังตัวให้ดีก็คงไม่กล้าติดต่อกันบ่อยครั้งนัก
จี้ทิงอาศัยช่วงเวลาที่ว่างในไม่กี่วันนี้เริ่มลงมือพัฒนาเอนจินการเรนเดอร์ทางฟิสิกส์ [1] ตัวใหม่เนื่องจากการแข่งขันการเรนเดอร์ระดับโลกจะเริ่มเปิดรับผลงานในอีกครึ่งเดือนข้างหน้าซึ่งหัวข้อในครั้งนี้คือ ‘เมดูซ่า’
วันนี้เขาเข้านอนและตื่นขึ้นมาทานมื้อเช้าเพียงลำพังจากนั้นจึงตรงไปยังห้องเล่นเกมทันที
เขาขลุกตัวอยู่ในนั้นเกือบทั้งวันจนกระทั่งเวลาเกือบห้าโมงเย็น สวีเหรินก็โทรศัพท์เข้ามาหาเขา
“ฮัลโหลครับ อาจารย์จี้” น้ำเสียงของสวีเหรินดูตื่นเต้นมากแต่ยังคงกดเสียงให้ต่ำลง “เมื่อครู่เราตรวจจับสัญญาณจากต่างประเทศได้แล้วครับพิกัดสถานีฐานอยู่ในเขตตะวันออกที่ห้า [2] พอดีครับ”
“ล็อกเป้าหมายได้หรือยัง?”
“แน่นอนครับ ทุกขั้นตอนทำตามที่คุณบอกไว้เป๊ะเลย”
จี้ทิงขานรับในลำคอ“ถ้าอย่างนั้นพวกคุณก็ติดตามย้อนรอยสัญญาณนี้ต่อไปแต่อย่าละเลยจุดอื่นล่ะ ฝ่ายตรงข้ามอาจไม่ได้มีแค่คนเดียว”
“ผมเข้าใจแล้วครับ”
สิ้นเสียงคำพูดนั้นจี้ทิงก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังลอดออกมาจากหูโทรศัพท์“สวีเหริน คุณอยู่ในนั้นหรือเปล่า?”
“อยู่ครับ เดี๋ยวผมออกไป” สวีเหรินขานรับพลางยกมือป้องปากกระซิบ “อาจารย์จี้ ผมต้องไปแล้วครับมีอะไรจะติดต่อกลับไปใหม่”
“ครับ”
หลังจากวางสายไปได้ไม่นานสวีเหรินก็ส่งข้อความผ่านวีแชตมาหา
[อาจารย์จี้ครับ ช่างเทคนิคหลี่บอกว่าประธานจี้ปิดเครื่องพวกเขาติดต่อไม่ได้ เลยฝากมาถามคุณว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ]
ไม่แปลกที่ช่างเทคนิคหลี่จะตื่นตระหนกเพราะจี้เยี่ยนจื๋อคือประธานของกลุ่มบริษัทซื่อลี่ปกติงานในเครือบริษัทรัดตัวขนาดนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดสถานการณ์ติดต่อไม่ได้เช่นนี้
จี้ทิงลองกดโทรออกดูด้วยตัวเองและพบว่าอีกฝ่ายปิดเครื่องจริงๆ
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางนึกว่าปกติจี้เยี่ยนจื๋อมีบอดี้การ์ดติดตามเป็นพรวนน่าจะไม่เกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้น
[รอจี้เยี่ยนจื๋อกลับมาแล้ว ผมจะบอกเขาให้]
...
เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำจี้ทิงเดินมาจากตึกตะวันตก ทว่าเมื่อมาถึงห้องอาหารกลับพบเพียงพ่อบ้านอยู่ตามลำพัง
เขาหันไปถามอีกฝ่าย“วันนี้จี้เยี่ยนจื๋อทำงานล่วงเวลาเหรอครับ?”
สีหน้าของอาหยางหม่นแสงลงทันทีกระทั่งแฝงแววเคร่งขรึมอยู่หลายส่วน “ผ่านมาตั้งหลายปีแล้วคุณชายรองยังไม่รู้อีกหรือครับ?”
ปกติแล้วพ่อบ้านมักจะสุภาพและอ่อนโยนอยู่เสมอนี่เป็นครั้งแรกที่จี้ทิงเห็นเขาแสดงท่าทางเช่นนี้ “ผมควรจะรู้อะไรเหรอครับ?”
อาหยางจ้องเขม็งมาที่เขาอยู่สองสามวินาทีก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น “วันนี้วันที่ยี่สิบสามมกราคมเป็นวันครบรอบวันตายของคุณผู้หญิงครับ”
จี้ทิงชะงักงันไปชั่วครู่เมื่อได้สติเขาก็รีบค้นหาความทรงจำของร่างเดิมทันทีและพบว่าในวันที่ยี่สิบสามมกราคมของทุกปีมีเพียงความทรงจำที่จี้ซื่อเจ๋อพาเขาออกไปเที่ยวเล่นเท่านั้น
ในบ้านหลังนี้มีเพียงจี้เยี่ยนจื๋อและอาหยางที่จดจำได้ว่าวันนี้คือวันสำคัญ ส่วนคนอื่นๆกลับมองว่าเป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่ง
เมื่อเห็นเขายืนนิ่งไม่พูดไม่จาอยู่นานพ่อบ้านก็ก้าวเข้ามาเลื่อนเก้าอี้ออก “คุณชายใหญ่คงไม่กลับมาทานมื้อค่ำแล้วเชิญคุณทานคนเดียวเถอะครับ”
จี้ทิงสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายกำลังโกรธจึงเอ่ยปากอธิบาย “อาหยางครับเมื่อกี้ผมไม่ได้แกล้งถามนะ”
“นั่นก็หมายความว่าคุณไม่เคยจำมันได้เลยจริงๆ” พ่อบ้านพูดจบถึงเพิ่งจะรู้ตัวว่าถ้อยคำนั้นรุนแรงเกินไปเขาจึงก้มหน้าลง “ขอโทษครับคุณชายรองผมไม่ควรละลาบละล้วงถามคุณแบบนั้น”
จี้ทิงมองเขาอย่างเงียบเชียบครู่หนึ่งก่อนจะถามขึ้นมาดื้อๆ “อาหยางในบ้านมีกระจกพกพาไหมครับ?”
พ่อบ้านคาดไม่ถึงว่าเขาจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาได้รวดเร็วขนาดนี้จึงตอบเสียงเรียบ “มีครับ”
“เอามาให้ผมอันหนึ่ง ขออันใหม่เลยยิ่งดีครับ” พูดจบเขาก็ขออีกสิ่งหนึ่งเพิ่ม“แล้วก็ขอพวกกระดาษห่อของขวัญด้วยนะครับ”
พ่อบ้านไม่ตอบรับเพียงแต่หมุนตัวเดินจากไปเดิมทีเขาคิดว่าความสัมพันธ์ของสองพี่น้องช่วงนี้ดีขึ้นมากแล้วคุณชายรองน่าจะพอเข้าใจความรันทดใจของคุณชายใหญ่บ้าง แต่ที่ไหนได้นอกจากจะไม่เข้าใจแล้ว ยังดูเหมือนจะเอาแต่ใจหนักกว่าเดิมเสียอีก
เขาส่ายหน้าอย่างนึกสมเพชตัวเองเป็นเขาที่คิดไปเองแท้ๆ คุณชายรองก็คือลูกที่ผู้หญิงคนนั้นให้กำเนิดมาจะมารู้สึกโศกเศร้ากับการตายของคุณผู้หญิงได้ยังไงกัน
เขายืนสงบสติอารมณ์อยู่ข้างนอกพักหนึ่งก่อนจะไปหยิบของตามที่จี้ทิงต้องการ
เมื่อกลับมาที่ห้องอาหารจี้ทิงก็ลงมือทานมื้อค่ำทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พ่อบ้านลอบถอนหายใจยาวจี้ทิงจึงเงยหน้ามองเขา “คืนนี้ผมยังต้องทำ...เล่นเกมต่อ จะปล่อยให้ท้องว่างไม่ได้น่ะครับ”
“สมควรแล้วครับ” อาหยางกระตุกยิ้มที่มุมปากพลางวางของลงบนโต๊ะ“นี่คือของที่คุณต้องการครับ”
“ขอบคุณครับ”
หลังจากทานมื้อค่ำเสร็จจี้ทิงก็กลับไปยังตึกตะวันตกเพื่อเล่นเกมต่อ
เวลาล่วงเลยไปจนหลังเที่ยงคืนจี้ทิงเดินมาที่โถงหน้าบ้าน เขาปิดไฟทุกดวงจนมืดสนิท แล้วนั่งลงบนโซฟาเพียงลำพัง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่เขาถูกปลุกให้ตื่นด้วยแสงไฟที่สว่างวาบเข้าตา จี้ทิงสะลึมสะลือลืมตาขึ้นในครรลองสายตาอันพร่าเลือน เขาก็เห็นจี้เยี่ยนจื๋อกำลังเดินขึ้นบันไดไป
เขารีบยันตัวลุกขึ้นทันที“จี้เยี่ยนจื๋อ”
จี้เยี่ยนจื๋อก้าวขึ้นไปอีกขั้นก่อนจะหยุดเท้าน้ำเสียงเย็นชาบาดลึกอย่างถึงที่สุด “ว่ามา”
จี้ทิงหยิบของที่วางอยู่ข้างตัวเดินตามขึ้นไปแล้วหยุดลงตรงขั้นที่ต่ำกว่าอีกฝ่ายสองขั้น “ให้ครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่มีตาหลังเขาจึงต้องจำใจหันกลับมาและภาพที่เห็นคือจี้ทิงกำลังชูวัตถุทรงโค้งที่ถูกห่อด้วยกระดาษจนยับย่น ดูเผินๆเหมือนไม้แบดมินตันที่ด้ามหัก
หน้าอกของจี้เยี่ยนจื๋อสะท้อนขึ้นลงตามจังหวะหายใจเขาข่มตาลงอย่างสุดกลั้น “จี้ทิงวันนี้นายอย่ามาแหย่หนวดเสือจะดีกว่า”
“ถึงจะดึกไปหน่อย แต่นี่คือของขวัญที่คุณแม่ฝากมาให้พี่ครับ”
เพียะ!มือหนาปัดของในมือเขาจนกระเด็น ของขวัญชิ้นนั้นร่วงหล่นลงจากราวบันได วินาทีต่อมาคอเสื้อของจี้ทิงก็ถูกกระชากขึ้นอย่างแรง
“ฉันเตือนนายแล้วใช่ไหมว่าอย่ามาตลบตะแลงใส่ฉัน!” ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึมของจี้เยี่ยนจื๋อบิดเบี้ยวด้วยโทสะทุกคำพูดเหมือนเค้นออกมาจากซอกฟันที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด “ลูกนอกสมรสชั้นต่ำอย่างนายกล้าดียังไงเอาปากโสโครกนั่นมาพูดถึงแม่ของฉัน?!”
จี้เยี่ยนจื๋อโกรธจนขาดสติภาพของจี้ซื่อเจ๋อซ้อนทับขึ้นมา เมื่อมองจี้ทิงตรงหน้า แววตาของเขาก็ยิ่งเย็นเยียบกลิ่นอายแห่งความบ้าคลั่งเริ่มปะทุขึ้นในใจ
จี้ทิงรู้สึกเจ็บคอเพราะถูกรั้งคอเสื้อจนแน่นเขาพยายามดิ้นแต่ไม่หลุด จึงได้แต่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า“ของขวัญชิ้นนั้นคือกระจกครับ ผมอยากให้พี่เอาไว้ใช้ดูหูของตัวเอง”
จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกเหมือนเลือดในกายพลุ่งพล่านไปรวมอยู่ที่หัวใจในขณะที่เขากำลังจะสูญเสียสติไปนั้น จี้ทิงกลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยว่า“ในหูของพี่มีกระดูกชิ้นหนึ่ง เรียกว่าออติแคปซูล [3] มันมีปริมาตรเพียงแค่หยดน้ำสี่หยด และสารอาหารที่สร้างกระดูกชิ้นนี้ขึ้นมาก็มาจากอาหารที่แม่ของพี่ทานเข้าไปในช่วงสัปดาห์ที่สิบหกของการตั้งครรภ์”
“ในช่วงชีวิตที่เหลือของพี่พี่จะพกพาสารเคมีจากอาหารที่แม่ทานตอนอุ้มท้องพี่ได้สี่เดือนติดตัวไปตลอดกาลมันจะไม่มีวันจากพี่ไปไหนเลย”
มือของจี้เยี่ยนจื๋อสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างกะทันหันเมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายของจี้ทิง เขาขบกรามแน่นจนเป็นสันนูนทว่าความรู้สึกตื้นตันอันรุนแรงกลับแล่นปราดจากจมูกพุ่งขึ้นสู่ขอบตา
จี้ทิงจงใจหลุบตาลงไม่มองหน้าอีกฝ่าย “ออติแคปซูลมีเซลล์ที่เป็นอมตะมันจะช่วยพี่ในการแยกแยะทิศทางและรักษาการทรงตัว”
น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาลงเรื่อยๆไร้ซึ่งการปรุงแต่งอารมณ์ แต่กลับหนักแน่นจนยากจะต้านทาน “มันเปรียบเสมือนมือทั้งสองข้างของคุณแม่ที่คอยประคองแขนพี่ไว้ในวันที่ท่านสอนพี่เดิน...”
เชิงอรรถ
[1]เอนจินการเรนเดอร์ทางฟิสิกส์ (Physics-based RenderingEngine - PBR) คือเทคโนโลยีการจำลองการตกกระทบของแสงบนวัตถุให้สมจริงตามหลักฟิสิกส์ซึ่งเป็นงานระดับสูงของเหล่านักพัฒนาโปรแกรมกราฟิก
[2]เขตตะวันออกที่ห้า (UTC+5) เป็นการระบุเขตเวลาซึ่งครอบคลุมพื้นที่แถบเอเชียกลางหรือเอเชียใต้ (เช่น ปากีสถานหรือบางส่วนของรัสเซีย)
[3]ออติแคปซูล (Otic Capsule) หมายถึงส่วนของกระดูกที่มีความหนาแน่นสูงมากในกะโหลกศีรษะส่วนขมับ (Petrous partof temporal bone) ซึ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างห่อหุ้มและป้องกันหูชั้นใน