บทที่ 24 ความหลงใหล (รีไรต์)
เซียวอวี้เฉินออกจากเรือนซื่ออานของถังซูอี๋ าแที่หัวเข่าทั้งสองข้างยังไม่หาย ย่างก้าวคราใดก็เ็ปครานั้น หากเป็แต่ก่อน เขาคงไม่ลุกจากเตียง หรือจำเป็ต้องออกไปที่ใดสักแห่งก็ต้องนั่งเกี้ยวหาม
ทว่าในยามนี้ เขาไม่รู้สึกเ็ปแม้แต่น้อย กลับรู้สึกถึงพลังที่ซ่อนอยู่ภายในร่างกาย ผลักดันให้เขาไม่เกรงกลัวต่อความเ็ปและภยันตราทั้งปวง
เซียวอวี้เฉินเดินกะเผลกอย่างยากลำบากแม้ท่าทีภายนอกจะดูไม่สง่านัก ทว่าในใจกลับเริงร่ายิ่งกว่า่สิบเจ็ดปีที่ผ่านมา เมื่อคราวบิดายังไม่จากไป บิดาพร่ำบอกว่าเขาเป็บุตรชายคนโต เป็คุณชายใหญ่ของจวนโหวหย่งหยิง จำต้องแบกรับความรับผิดชอบของจวนโหวหย่งหนิงไว้
ทุกครั้งก็พยักหน้ารับรู้ แม้ภายในใจจะไม่เคยเข้าใจเลยสักครั้งว่าการเป็บุตรชายคนโต เป็คุณชายใหญ่ จะมีความหมายอันใด ทั้งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรับผิดชอบของเขาคือสิ่งใดกันแน่
ทว่ายามนี้เขาเข้าใจแล้ว เมื่อบิดาจากไป ในฐานะบุตรชายคนโตจำต้องกระทำตนเป็แบบอย่างที่ดีให้แก่น้อง ๆ สร้างความเป็อยู่ที่ดีให้มารดาและน้อง ๆ ในฐานะคุณชายใหญ่แห่งจวนโหวหย่งหนิง เขาควรแบกรับความรับผิดชอบในการสืบทอดความรุ่งเรืองของจวนโหวหย่งหนิง
“ฉางิ ข้าไม่เคยรู้สึกมีพลังเช่นวันนี้มาก่อน” เซียวอวี้เฉินยิ้มพลางกล่าวกับฉางิที่อยู่ข้าง ๆ
ฉางิหันไปมองดวงตาที่เป็ประกายของเซียวอวี้เฉินแล้วยิ้มตาม “ท่าน ข้ารู้สึกว่าท่านมีจิตใจที่เข้มแข็งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา”
เซียวอวี้เฉินหัวเราะร่า พลางสูดลมหายใจลึก ๆ อากาศหนาวในฤดูใบไม้ร่วงทำให้รู้สึกสดชื่นไปทั้งร่าง “ก่อนหน้านี้ข้าคิดผิดไป ได้แต่อ้อนวอนท่านแม่ให้เมตตารับน้องฉินเข้ามาอยู่ในจวน ทั้งที่ตัวข้ากลับไม่อาจรับผิดชอบถึงผลที่จะตามมาได้ ยามนี้ข้าตระหนักได้แล้ว หากข้าเข้มแข็ง ข้าก็จะทำในสิ่งที่อยากทำได้ ปกป้องผู้ที่อยากปกป้องได้”
ฉางินิ่งเงียบ
ฉางิรู้ดีว่าคุณชายใหญ่ของตนไม่ปรารถนาจะฟังเื่ไม่ดีของหลิวปี้ฉินแม้เพียงน้อยนิด จึงได้แต่เงียบ หากฮูหยินรู้ว่าบุตรชายของนางยังคงหลงใหลไม่ยอมเชื่อฟัง ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะลงโทษให้คุกเข่าที่ศาลบรรพบุรุษอีกหรือไม่
ยังไม่ทันถึงเรือนฉิงเฟิงก็เห็นจื่อหลิงยืนอยู่หน้าประตูเรือนแต่ไกล ทันทีที่เห็นพวกเขา นางรีบวิ่งเข้ามาประคองเซียวอวี้เฉิน พลางกล่าวขึ้น “คุณชายใหญ่ ขาของท่านยังไม่หายดี เหตุใดถึงได้เดินมาเล่าเ้าคะ?”
เซียวอวี้เฉินผลักจื่อหลิงเบา ๆ “ไม่เป็ไร ยิ่งเจ็บ ข้ายิ่งรู้สึกสบายใจ”
จื่อหลิงทำหน้างุนงง นางไม่กล้าถามเซียวอวี้เฉิน จึงหันไปมอง ฉางิ ทว่าฉางิกลับยักไหล่ ทำให้นางเป็ห่วงยิ่งนัก
จื่อหลิงจะเข้าใจได้เช่นไรกันว่ายามนี้เซียวอวี้เฉิน กำลังใช้ความเ็ปเพื่อเตือนสติตนเอง
เมื่อเข้าไปนั่งในห้อง จื่อหลิงก็หยิบยาออกมา “คุณชายใหญ่ ให้ข้าทายาให้นะเ้าคะ”
เซียวอวี้เฉินปล่อยให้นางคุกเข่าแล้วเลิกขากางเกงของตนขึ้นเพื่อทายา พลางหันไปกล่าวกับฉางิและจางเฝิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ “พวกเ้าคิดว่าเหลียงเจี้ยนอันเป็คนเช่นไร?”
วันพรุ่งนี้ข้าจะต้องต้อนรับเหลียงเจี้ยนอัน นี่เป็ครั้งแรกที่ข้าต้องต้อนรับแขกเพียงผู้เดียว และแขกผู้นี้ยังมีเจตนาร้ายต่อข้า ข้าคิดว่าข้าควรรู้จักนิสัยใจคอเขาเสียก่อน
ฉางิและจางเฝิงต่างขมวดคิ้ว พลางคิดถึงเหลียงเจี้ยนอัน พวกเขาไม่มักคุ้นกับเหลียงเจี้ยนอัน เพราะคุณชายใหญ่ของพวกเขาไม่ได้รุ่นราวคราวเดียวกับเหลียงเจี้ยนอัน และไม่ได้อยู่ในแวดวงเดียวกัน
พักหนึ่ง ฉางิกล่าวขึ้นว่า “ข้าเคยเห็นคุณชายรองเหลียงจากระยะไกลเพียงสองสามครั้ง แม้รูปโฉมจะงดงาม แต่เทียบกับคุณชายใหญ่ไม่ได้เลยสักนิด”
เซียวอวี้เฉินจ้องฉางิด้วยสายตาดุดัน “ข้าไม่ใช่สตรี จะไปเปรียบเทียบรูปโฉมกับผู้อื่นได้เช่นไร?”
ฉางิหัวเราะเบา ๆ
จากนั้นจางเฝิงจึงกล่าวขึ้น “ได้ยินมาว่าเขาชอบใช้ความรุนแรง มีครั้งหนึ่งเขาขี่ม้าไปตามถนนในตลาด ม้าของเขาชนเข้ากับรถม้าของสตรีในตระกูลท่านราชครู แต่เขากลับไม่กล่าวคำขอโทษ ทั้งยังจากไปอย่างเย่อหยิ่ง ท่านราชครูเป็ถึงท่านตาขององค์ชายใหญ่เชียวนะ”
“หลังจากนั้นเกิดเหตุใดขึ้นบ้าง? ท่านราชครูได้เอาเื่หรือไม่?” เซียวอวี้เฉินถาม
จางเฝิงส่ายศีรษะ “ได้ยินมาว่าท่านราชครูไม่ได้แสดงท่าทีใด ๆ ต่อเื่นั้น”
เซียวอวี้เฉินขมวดคิ้วจนเป็ปม ท่านราชครูเป็ขุนนางาุโผู้รับใช้แผ่นดินมาสองรัชสมัย มีลูกศิษย์มากมาย พร้อมด้วยอำนาจวาสนาที่สูงส่ง ทั้งยังเป็ท่านตาขององค์ชายใหญ่ เหตุใดถึงต้องอดทนอดกลั้นต่อเหลียงเจี้ยนอัน?
มีเหตุผลใดอยู่เื้ัหรือไม่? พรุ่งนี้เขาควรจะรับมือกับเหลียงเจี้ยนอันเช่นไรดี?
เดิมทีเขารังเกียจเหลียงเจี้ยนอันอยู่แล้ว การคุกเข่าให้เขาเป็สิ่งที่กระทำไม่ได้เด็ดขาด ประการหนึ่งคือเขาไม่อาจทำได้ ประการสองคือมารดาของเขาค่อนข้างแข็งกร้าวกับตระกูลเหลียง เช่นนั้นเขาไม่อาจเป็ตัวถ่วงได้
ทว่าเหลียงเจี้ยนอันมาขอโทษและขอสงบศึก ในขณะที่เขามีท่าทีแข็งกร้าวและเ็าเกินไป ก็ดูเหมือนจะไม่ใจกว้างพอ ราวกับเด็กน้อยที่กำลังงอแงจะเอาของเล่น บัดนี้เขาเติบโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว ย่อมกระทำการใดตามใจตนไม่ได้
ความเย็นที่ส่งมาจากหัวเข่าทำให้ความคิดชะงักลง เซียวอวี้เฉิน ก้มหน้ามอง พอดีกับใบหน้าเล็ก ๆ ของจื่อหลิงเงยขึ้นมา แลดูสวยงามและอ่อนโยน
เซียวอวี้เฉินขยับขาเล็กน้อย แล้วกล่าวขึ้น “เ้าลงไปได้แล้ว ให้ ฉางิและจางเฝิงรับใช้ข้า”
จื่อหลิงสีมีหน้าเศร้าสร้อย “พวกเขาสองคนจะปรนนิบัติท่านได้ดีกว่าข้าได้เช่นไร ข้าจะไปเตรียมน้ำให้ท่านเอง”
กล่าวจบนางก็ตรงไปยังห้องอาบน้ำ เซียวอวี้เฉินไม่ได้ใส่ใจนัก เขาลุกขึ้นยืนพลางกล่าว “ข้าจะไปอาบน้ำ”
การอาบน้ำขณะมีาแที่หัวเข่าย่อมเป็ไปได้ยาก เช่นนั้นจึงทำได้เพียงเช็ดตัวไปก่อน ฉางิรีบประคองเซียวอวี้เฉินไปยังห้องอาบน้ำ ส่วนจางเฝิงก้มหน้ากำหมัดแน่นโดยไม่ได้ตามเข้าไป
เมื่อเข้าไปในห้องอาบน้ำ น้ำร้อนก็เตรียมไว้พร้อมแล้ว จื่อหลิงเดินมาข้าง ๆ เซียวอวี้เฉินแล้วกล่าวขึ้น “ข้าจะช่วยท่านเปลื้องผ้า”
เซียวอวี้เฉินพยักหน้า พลางยกแขนทั้งสองข้างขึ้น จื่อหลิงจึงยื่นมือไปถอดเสื้อคลุม เข็มขัด และเสื้อตัวนอก ทว่าในขณะที่กำลังจะถอดเสื้อตัวใน เซียวอวี้เฉินกลับโบกมือปฏิเสธ “เ้าออกไปเถิด ให้ฉางิปรนนิบัติข้า”
จื่อหลิงเม้มปากมองเซียวอวี้เฉินอย่างอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป ฉางิช่วยเซียวอวี้เฉินถอดเสื้อตัวใน แล้วช่วยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ หลังจากเช็ดตัวเสร็จก็เป็จื่อหลิงที่คอยปรนนิบัติอยู่ในห้องชั้นใน ฉางิเดินออกไปก็เห็นจางเฝิงยืนแหงนหน้ามองฟ้าอยู่
ฉางิเดินไปข้าง ๆ แล้วแหงนหน้ามองฟ้าเช่นกัน ก่อนจะกล่าวบางอย่างขึ้น “บางคนอยากจะบินขึ้นไปบนกิ่งไม้ แต่ก็คว้าไม่ถึงหรอก”
ฉางิรู้ดีว่าจางเฝิงมีใจให้จื่อหลิง ทว่าจื่อหลิงกลับตั้งใจจะเป็อนุภรรยาให้กับคุณชายใหญ่ของพวกเขา
จางเฝิงเหลือบมองฉางิแวบหนึ่ง “เ้าคิดมากไปแล้ว”
ฉางิยักไหล่ “ย่อมได้ ข้าคงคิดมากไป”
ขณะนั้นจื่อหลิงเดินออกมาโดยไม่สนใจพวกเขาทั้งสองคน และกลับห้องของตนไปทันที เหลือเพียงฉางิและจางเฝิงที่มองหน้ากันอย่างงุนงง
ภายในห้องชั้นใน เซียวอวี้เฉินนอนอยู่บนเตียง ทว่าไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ สมองยังคงครุ่นคิดถึงวิธีรับมือกับเหลียงเจี้ยนอันในวันรุ่งขึ้น ตลอดทั้งคืนเขาจึงรู้สึกเบลอ ๆ มึนงงอยู่ตลอด
วันรุ่งขึ้น เมื่อเขาไปทานอาหารเช้าที่เรือนของถังซูอี๋ เขาตั้งใจจะบอกนางเกี่ยวกับความคิดของตนเอง แต่แล้วก็รู้สึกว่าตนเองเป็ผู้ใหญ่แล้ว ไม่ควรจะรบกวนมารดาทุกเื่ สุดท้ายจึงไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกไป
ถังซูอี๋เองก็ไม่ได้ถาม เพราะตั้งใจจะปล่อยให้เซียวอวี้เฉินลงมือกระทำด้วยตนเอง หากมีเื่ใดตามมาก็ค่อยว่ากัน คนเราจะเติบโตก็ต้องก้าวออกมาเป็อิสระด้วยตัวเองสักครั้ง