เสียงหินบดกันเงียบลงแล้ว ทิ้งไว้เพียงทางเดินบันไดที่ทอดตัวลึกลงไปในความมืดมิดเบื้องหน้า ปากทางเข้าที่เปิดออกใหม่นั้นไม่ได้พ่นไอเย็นแห่งความตายออกมาเหมือนทางเดินก่อนหน้า แต่กลับเป็กระแสลมที่แห้งและเย็นเยียบ มันมีกลิ่นของกาลเวลา... กลิ่นของฝุ่นผงที่ไม่ได้ถูกรบกวนมานานนับศตวรรษ และกลิ่นจางๆ คล้ายโอโซนหลังพายุฝน ซึ่งเป็สัญญาณของพลังเวทมนตร์อันเข้มข้นที่ถูกผนึกไว้
"ข้างล่างนั่น..." เรเวนเป็คนแรกที่ทำลายความเงียบ ดวงตาของเธอจับจ้องไปยังความมืดนั้นอย่างไม่วางตา กริชนักดื่มิญญาในมือของเธอสะท้อนแสงจากกองไฟเวทมนตร์ที่ยังคงลุกไหม้อยู่บนแท่นพิธี "ความรู้สึก... มันต่างออกไป พลังกดดันนี่มันอะไรกัน"
"มันคือพลังของราชวงศ์" ซีโร่ตอบเรียบๆ "ไม่ใช่พลังดิบเถื่อนของอสูรกาย แต่เป็อำนาจที่เกิดจากระเบียบและกฎเกณฑ์ เตรียมตัวให้ดี... ศัตรูตัวต่อไปอาจไม่สามารถเอาชนะได้ด้วยกำลัง"
คำพูดของเขาสร้างความสับสนให้กับอีกสองคน แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยปากถาม พวกเขาเรียนรู้แล้วว่าคำเตือนของซีโร่ไม่ใช่สิ่งที่ควรเพิกเฉย
ซีโร่เดินนำลงบันไดไปเป็คนแรก ไททั่นตามมาติดๆ โดยมีเรเวนคอยรั้งท้ายเพื่อระวังหลัง ทุกย่างก้าวของพวกเขาดูหนักอึ้งกว่าเดิมเมื่อเดินลึกลงไป บันไดหินที่พวกเขาเหยียบนั้นถูกสลักอย่างประณีต ไม่ได้หยาบกร้านเหมือนส่วนอื่นๆ ของสุสาน
ในที่สุด ปลายทางของบันไดก็เปิดออกสู่โถงขนาดมหึมาที่ทำให้ทั้งสามต้องหยุดชะงักและเผลอสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด
มันคือท้องพระโรงที่กว้างใหญ่และโอ่อ่าอย่างไม่น่าเชื่อ เพดานโค้งสูงจนแทบมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ถูกค้ำยันด้วยเสาหินอ่อนสีดำขลับที่สลักลวดลายเื่ราวต่างๆ ไว้ตลอดความสูงของเสา บนผนังเคยมีพรมแขวนผนังผืนั์ปักด้วยด้ายสีทอง แต่บัดนี้มันเก่าและเปื่อยยุ่ยจนเหลือเพียงเศษผ้าที่ห้อยรุ่งริ่ง บอกเล่าถึงความรุ่งเรืองในอดีตที่ถูกกาลเวลากลืนกิน แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในห้องนี้มาจากผลึกเวทมนตร์ขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่กลางอากาศใกล้กับเพดาน มันส่องแสงสีเงินนวลอาบไล้ไปทั่วห้อง สร้างบรรยากาศที่ทั้งศักดิ์สิทธิ์และวังเวงในคราวเดียวกัน
และ ณ ใจกลางของห้อง บนแท่นพิธีที่ยกสูงขึ้นไปหลายชั้น คือที่ตั้งของบัลลังก์ที่ทำจากหินออบซิเดียนสีดำสนิท มันสลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจงและดูดกลืนแสงทั้งหมดที่ตกกระทบ บนบัลลังก์นั้น... มีร่างของโครงกระดูกในสภาพสมบูรณ์นั่งอยู่ ร่างนั้นสวมชุดเกราะของกษัตริย์ที่แม้จะเก่าแต่ก็ยังคงความสง่างามไว้ บนเศียรมีมงกุฎเงินที่หมองคล้ำวางอยู่ และที่สำคัญที่สุด บนตักของมันมีดาบใหญ่ (Greatsword) สองมือที่ยาวเกือบเท่าคนวางพาดอยู่ ดาบเล่มนั้นดูเรียบง่ายแต่แผ่พลังกดดันออกมาอย่างมหาศาล
"พระเ้า..." เรเวนพึมพำออกมาอย่างลืมตัว ดวงตาของเธอเป็ประกายด้วยความโลภ "มงกุฎนั่น... ดาบนั่น... ต้องเป็ไอเท็มระดับเลเจนด์แน่ๆ!"
สัญชาตญาณของโจรในตัวเธอกรีดร้องให้อยากจะพุ่งเข้าไปหยิบฉวยสมบัติล้ำค่าที่อยู่ตรงหน้า แต่เธอก็ต้องข่มใจไว้เมื่อเห็นซีโร่ยกมือขึ้นห้าม
"อย่าขยับ" เขาสั่งเสียงเรียบ "อย่าทำอะไรโง่ๆ เด็ดขาด"
"ทำไมล่ะ!?" เรเวนถามอย่างไม่เข้าใจ "ก็แค่โครงกระดูก เราสามคนรุมก็น่าจะไหวอยู่แล้วนี่!"
"นั่นไม่ใช่ 'มอนสเตอร์' ที่รอให้เราเข้าไปตี" ซีโร่กล่าว ขณะที่ 'เนตรเทพ' ของเขากำลังวิเคราะห์ภาพที่น่าตื่นตะลึงเบื้องหน้า ท้องพระโรงทั้งห้องสว่างวาบขึ้นด้วยเส้นสายของโค้ดที่ซับซ้อนและงดงามยิ่งกว่าที่เขาเคยเห็นมา มันไม่ใช่โค้ดที่ถูกเขียนขึ้นอย่างเร่งรีบ แต่เป็สคริปต์ที่ถูกถักทอขึ้นอย่างประณีตราวกับงานศิลปะชั้นเอก
แล้วสายตาของเขาก็หยุดกึกอยู่ที่บัลลังก์
[<System Trap>: พิโรธของราชันย์ (The King's Wrath)] [สถานะ: ทำงาน] [เงื่อนไขการทำงาน: การกระทำที่เป็ปฏิปักษ์ใดๆ ต่อ <NPC: ซากร่างของราชันย์อาร์เธอร์ริออน>] [ผลลัพธ์: เพดานถล่มและคลื่นพลังงานทำลายล้างสังหารผู้เล่นทุกคนในพื้นที่ทันที ไม่สามารถป้องกันหรือฟื้นคืนชีพในดันเจี้ยนได้]
ซีโร่รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว นี่คือกับดัก 'Party Wipe' แบบที่ไม่เปิดโอกาสให้แก้ตัว เขาจำได้ว่าเคยเสนอไอเดียนี้ในที่ประชุมเพื่อสั่งสอนผู้เล่นสายบู๊ล้างผลาญที่ไม่สนใจเนื้อเื่ แต่ไม่คิดว่าทีมงานจะใส่มันเข้ามาจริงๆ
'ถ้าเรเวนพุ่งเข้าไปเมื่อกี้... พวกเราคงได้กลับไปเริ่มใหม่ที่หน้าทางเข้าแล้ว' เขาคิดในใจ
เนตรเทพของเขาเบนไปจากบัลลังก์ กวาดมองไปทั่วห้องอีกครั้ง และเขาก็พบคำตอบ... บนเสาหินและเศษพรมที่ขาดวิ่น มันไม่ได้เป็แค่ของตกแต่ง แต่มันคือ 'ดาต้าโหนด' ที่กำลังเรืองแสงจางๆ ในสายตาของเขา
[<Data Node 1>: พรมแขวนผนัง - 'พิธีาาภิเษก'] [Keyword ที่ซ่อนอยู่: คำสัตย์สาบาน (Oath)]
[<Data Node 2>: เสาศิลา - 'ปกป้องอาณาจักร'] [Keyword ที่ซ่อนอยู่: การปกป้อง (Protection)]
[<Data Node 3>: เสาศิลา - 'การทรยศของแม่ทัพคนสนิท'] [Keyword ที่ซ่อนอยู่: การทรยศ (Betrayal)]
[<Data Node 4>: แท่นบัลลังก์ - 'คำรำพึงสุดท้าย'] [Keyword ที่ซ่อนอยู่: ความสำนึก (Remembrance)]`
"เข้าใจแล้ว..." ซีโร่พึมพำ "นี่ไม่ใช่การต่อสู้... แต่เป็บททดสอบแห่งปัญญา"
เขาหันไปอธิบายให้เพื่อนร่วมทีมฟัง "ราชันย์อาร์เธอร์ริออนไม่ได้รอให้เราไปสู้กับเขา เขาแค่รอให้มีคนมารับรู้เื่ราวของเขา การโจมตีใดๆ จะหมายถึงการลบหลู่ และเราจะถูกกำจัดทันที"
"หมายความว่าไง?" ไททั่นถามอย่างงุนงง
"เราต้องแสดงความเคารพ... ต้องทำพิธีกรรมเพื่อรำลึกถึงชีวิตของเขาตามลำดับที่ถูกต้อง" ซีโร่ชี้ไปที่พรมผืนแรก "ทุกอย่างเริ่มต้นที่นั่น... จุดเริ่มต้นของกษัตริย์"
เรเวนทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ "นี่นายจะบอกให้พวกเรามาเล่นละครประวัติศาสตร์แทนนั่งนับเงินจากการขายของเลเจนด์เนี่ยนะ? ไร้สาระน่า!"
"ถ้าเธออยากจะลองดีกับกับดักที่ฆ่าเราได้ในครั้งเดียวก็เชิญ" ซีโร่พูดเสียงเย็น "แต่ฉันไม่เอาด้วยหรอก"
คำพูดนั้นทำให้เรเวนเงียบไป เธออาจจะโลภ แต่เธอก็ไม่ใช่คนโง่
ซีโร่ไม่รอช้า เขาเดินนำทั้งสองคนไปยังพรมแขวนผนังผืนแรกที่แสดงภาพพิธีาาภิเษก "คุกเข่าลง" เขาสั่ง
แม้จะดูไม่เต็มใจ แต่เรเวนก็ยอมทำตาม ไททั่นคุกเข่าลงอย่างนอบน้อมโดยอัตโนมัติ ทันทีที่เข่าของพวกเขาััพื้น พรมผืนนั้นก็ส่องแสงสีทองอ่อนๆ ออกมาแวบหนึ่ง
"ต่อไป... การปกป้อง" ซีโร่พาพวกเขาไปยังเสาหินต้นที่สองที่สลักภาพการต่อสู้ "ไททั่น ยืนตรงหน้าเสาแล้วตั้งท่าป้องกัน"
ไททั่นทำตาม เขายกโล่ขึ้นมาในท่าตั้งรับที่สง่างามและมั่นคง ทันใดนั้นเสาหินก็สั่นะเืเบาๆ พร้อมกับมีเสียงคล้ายเสียงทหารโห่ร้องดังก้องแ่เบา
จากนั้นพวกเขาก็ไปยังเสาแห่งการทรยศ "เรเวน หันหลังให้เสาแล้วเก็บอาวุธ"
"ทำไมฉันต้องทำอะไรแปลกๆ แบบนี้ด้วย?" เธอโวยวาย
"มันเป็การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าเราไม่มีเจตนาจะทรยศเหมือนในภาพ" ซีโร่อธิบาย
เรเวนถอนหายใจอย่างหงุดหงิด แต่ก็ยอมเก็บกริชทั้งสองเล่มเข้าฝักแล้วหันหลังให้เสาหิน แสงสีเืจางๆ ส่องออกมาจากเสาแล้วหายไป
"และสุดท้าย..."
ซีโร่เดินนำพวกเขามาหยุดอยู่เบื้องหน้าบันไดที่ทอดขึ้นสู่บัลลังก์ เขาหันไปมองหน้าทั้งสอง "ตรงนี้ฉันขอขึ้นไปคนเดียว"
เขาเดินขึ้นบันไดไปช้าๆ ทุกย่างก้าวเงียบเชียบและเต็มไปด้วยความเคารพ เขายืนอยู่เบื้องหน้าร่างของราชันย์ผู้ถูกลืม ในฐานะผู้เขียนประวัติของตัวละครนี้ขึ้นมา เขารู้ดีถึงความเ็ปและความเสียใจที่อาร์เธอร์ริออนต้องเผชิญ
เขาโค้งคำนับลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง "ภาระที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชันย์... หาใช่มงกุฎบนศีรษะไม่ แต่คือความทรงจำถึงเหล่าผู้คนที่ตนมิอาจปกป้องไว้ได้... บัดนี้ ขอให้ท่านได้พักผ่อนอย่างสงบเถิด"
สิ้นเสียงของซีโร่... ปาฏิหาริย์ก็บังเกิด
พลังกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างบนบัลลังก์พลันสลายไปในทันที แสงสีเงินนวลที่อ่อนโยนสว่างวาบขึ้นรอบร่างของโครงกระดูกนั้น มันไม่ได้ลุกขึ้นมาต่อสู้... แต่กลับค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นช้าๆ ในท่วงท่าที่เหมือนการอำลาและขอบคุณ
แล้วทั้งร่าง... ั้แ่มงกุฎจรดปลายเท้า ก็ค่อยๆ สลายกลายเป็ละอองแสงสีเงินจำนวนนับไม่ถ้วน ลอยขึ้นไปบนอากาศแล้วจางหายไป ทิ้งไว้เพียงบัลลังก์ออบซิเดียนที่ว่างเปล่า
บนแท่นบัลลังก์นั้น บัดนี้มีหีบสมบัติไม้สีดำสลักลายเงินใบเล็กๆ ปรากฏขึ้นมาแทนที่
เรเวนและไททั่นมองภาพนั้นอย่างตกตะลึงจนลืมหายใจ
ซีโร่เดินขึ้นไปเปิดฝาหีบออกช้าๆ ภายในไม่ได้มีทองคำหรือเพชรนิลจินดา แต่มีของเพียงสามชิ้นที่เปล่งแสงทรงอำนาจออกมา
[ท่านได้รับ <มงกุฎราชันย์ที่ถูกลืม (ส่วนประกอบ 1/3)>!] - (ระดับ: A - Legendary Fragment) [ท่านได้รับ <แผนที่สู่โดเมนเร้นลับ: สวน์ลอยฟ้า>!] - (ไอเท็มเควส) [ท่านได้รับ <ตำราแห่งราชันย์>!] - (ไอเท็มพิเศษ)
ซีโร่หยิบตำราขึ้นมา [คำอธิบาย: บันทึกความรู้และปณิธานของราชันย์อาร์เธอร์ริออน เมื่อใช้งาน สมาชิกปาร์ตี้ทุกคนจะได้รับ 50,000 EXP และได้รับสกิลติดตัวพิเศษ <ปณิธานแห่งราชันย์>]
"ใช้" เขาสั่งในใจ
[ปาร์ตี้ของท่านใช้งาน <ตำราแห่งราชันย์>!] [ทุกคนในปาร์ตี้ได้รับ 50,000 EXP] [ซีโร่ เลเวลอัพ! -> 10] [ไททั่น เลเวลอัพ! -> 8] [เรเวน เลเวลอัพ! -> 7] [ปาร์ตี้ของท่านได้รับสกิลติดตัวพิเศษ: <ปณิธานแห่งราชันย์ (King's Resolve)> - เพิ่มพลังโจมตีและพลังป้องกัน 5% เมื่อสมาชิกปาร์ตี้ทุกคนอยู่ในระยะ 30 เมตร]
ลำแสงแห่งการเลเวลอัพสว่างวาบขึ้นรอบตัวพวกเขาทั้งสามคนอีกครั้ง!
พวกเขาเคลียร์ดันเจี้ยนที่ยากที่สุดในโซนเริ่มต้นได้สำเร็จ... ไม่ใช่ด้วยการต่อสู้ แต่ด้วยปัญญาและความเข้าใจ
ซีโร่มองดูชิ้นส่วนมงกุฎในมือ สลับกับแผนที่ที่นำไปสู่การผจญภัยครั้งใหม่ เขามองไปยังพันธมิตรทั้งสองคนที่กำลังดีใจกับระดับที่เพิ่มขึ้น ความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่คุ้นเคยได้ก่อตัวขึ้นในใจ... มันอาจจะยังไม่ใช่ความไว้วางใจเต็มร้อย แต่ก็เป็จุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่เรียกว่า "ทีม"
'สัปดาห์สีเื... ยังเหลือเวลาอีกห้าวัน' เขานึกในใจ 'และนี่... เป็แค่การเริ่มต้นเท่านั้น'