ถูซานเฉียนอายุสิบห้าปี โตมามีอาจารย์เลี้ยงดูศิษย์สั่งสอนเกิดมาพร้อมปานสีแดงเป็เอกลักษณ์กลางหน้าผาก โดยทั่วไปแล้วสัญลักษณ์กลางหน้าผากจะเป็สิ่งที่สำนักต่างๆสักไว้บนหัว แต่ของถูซานเฉียนไม่ใช่รอยสักแต่เป็ปานที่มีแต่กำเนิด ซ้ำหมอเทวดาก็ตรวจดูรูปสัญลักษณ์ต่างๆแล้วก็ไม่เหมือนกับสำนักไหน เขาโตมามีหน้าตาน่าเอ็นดูดวงตาเปล่งประกาย ผิวขาวนวลสดใส ตอนเด็กมีผมสีฟ้าอ่อนแต่โตมาผมเริ่มเปลี่ยนเป็สีฟ้าอมเขียว ร่างกายถูซานเฉียนเองก็แปลกประหลาดั้แ่เด็กฝึกยุทธไม่เอาไหน เส้นลมปราณปิดกั้นไร้ทางรักษาแต่ทว่าร่างกายกลับพิเศษต้านทานพิษได้แทบทุกประเภท เพราะเหตุนั้นเ้าสำนักจึงรับเขาเป็ศิษย์ ฝากฝังให้ถูซานหยางสอนวิชาแพทย์
วิชายุทธของถูซานเฉียนเองก็ถ่ายทอดมาจากถูซานหยาง แม้กระบวนท่าจะเรียนได้แล้วแต่ร่างกายกลับอ่อนแอออกได้แค่กระบวนท่าแต่ลมปราณกลับอ่อนด้อย
“ศิษย์พี่ อย่างงี้ถูกต้องหรือไม่” ถูซานเฉียนะโลงมา ขณะที่วิ่งกางแขนทรงตัวบนหลังคาโอนเอนไปมา
“ใกล้แล้ว เสี่ยวเฉียน ที่นี้ถ่ายลมปราณไปที่ฝ่าเท้าแล้วะโ” ถูซานหยางยืนดูอยู่ข้างล่างแล้วะโตอบ
ถูซานเฉียนะโตามที่ศิษย์พี่ว่า
ตก
“โอ้ยศิษย์พี่เหตุใดเป็ยังงี้อีกแล้ว” จากการพยายามครั้งที่16ถูซานเฉียนก็ล้มเหลวที่จุดเดิมทุกครั้ง
“เคล็ดลับของรองเท้าหยกเหินเมฆาคือการทรงตัวและพลังปราณที่ใต้ฝ่าเท้า ่นี้เ้าต้องฝึกโคจรลมปราณให้มั่นคงเสียก่อน เคล็ดวิชาโคจรพื้นฐานเ้าพัฒนาถึงไหนแล้ว” ถูซานหยางถามทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าเสี่ยวเฉียนเส้นลมปราณปิดกั้น โคจรลมปราณได้แต่่อกถ่ายออกไปยังส่วนอื่นไม่ได้ คิดแล้วก็น่าสงสารสิ่งที่แม้แต่หมอเทวดายังรักษาไม่ได้ เขาเองก็จนปัญญา
“ศิษย์พี่เส้นลมปราณข้าติดขัด เพราะเหตุใดข้าเองก็ไม่รู้ ก็เลยยังไม่ถึงไหน” พูดแล้วก็น่าเศร้า
ทันใดนั้นเองเสียงแตรดังขึ้นที่ปลายหุบเขา
“ศิษย์พี่ เกิดอะไรขึ้น”
“ดูเหมือนศิษย์ลัทธิเต๋ากำลังจะออกจากหุบเขาโอสถแล้ว”
“ศิษย์พี่ ข้าอยากไปดูขบวนของลัทธิเต๋า”
“ก็ได้ๆ” ถูซานหยางแบกถูซานเฉียนขึ้นหลังแล้ววิ่งปรี่ไปที่ตีนเขา
เมื่อไปถึงผู้คนต่างแห่มาดูลัทธิเต๋าที่ประตูเมืองเต็มไปหมด หลายปีมานี้แม้หุบเขาโอสถจะไม่ใหญ่นัก แต่ผู้คนอพยพเข้ามาขอการรักษามากมายกับหมอเทวดาและตั้งรกราก ในเมืองจึงคับคั่งไปด้วยผู้คน ในบรรดาชาวเมืองชายคนนึงยืนโดดเด่นท่ามกลางฝูงชน เมื่อเห็นคนผู้นั้นทั้งสองคนก็เร่งรุดไปหาทันที
“คำนับอาจารย์”
สายตาของหมอเทวดาจับจ้องไปที่กลุ่มศิษย์สำนักเต๋าที่กำลังเตรียมม้าอยู่ข้างล่าง เบื้องหน้าเขามีศิษย์สำนักถูซานสามคนยืนอยู่
“เยว่อิ๋น จู่เฟิง เนี่ยเฉินเฉิน ภารกิจติดตามศิษย์ลัทธิเต๋าไปเป่ยเหยียนครั้งนี้ฝากพวกเ้าด้วย”
“ขอรับ/เ้าค่ะ ท่านเ้าสำนัก” ทั้งสามคนตอบ
เมื่อจัดแจงธุระเสร็จแล้วทั้งสามคนก็ขึ้นม้าและเร่งรุดไปที่ที่ศิษย์ลัทธิเต๋ารวมตัวกัน จากนั้นเ้าสำนักถูซานจึงหันกลับมาที่ศิษย์ของเขา “มาแล้วรึ”
“อาจารย์จักรพรรดินีไท่เหยียนเปิดชายแดนในครั้งนี้มีจุดประสงค์อันใดกันแน่ขอรับ” ถูซานหยางถามอย่างสงสัย
“ข้าทราบเพียงว่างานประลองที่จัดขึ้นในครั้งนี้มีเคล็ดกระบี่ชั้นเลิศที่องค์จักรพรรดินีคิดค้นขึ้นเองเป็รางวัลสำหรับผู้ชนะ มีจุดประสงค์เพื่อหาสุดยอดมือกระบี่จากทั่วหล้ามารับการฝึกสอนจากองค์จักรพรรดินีโดยตรง”
“เพลงกระบี่ชั้นยอดแล้วยังได้เป็ศิษย์ของหนึ่งในใต้หล้า รางวัลชั้นเลิศเช่นนี้ใครไม่อยากได้บ้าง ศิษย์ลัทธิเต๋าเองก็ฝึกกระบี่ ครั้งนี้จึงพลาดโอกาศไม่ได้” ถูซานหยางวิเคระห์
“ปีนั้นจักรพรรดินีไท่เหยียนใช้กระบี่บุกเบิกเป่ยเหยียนสังหารศัตรูนับร้อย นำสกุลว่านกับสกุลฮั่วเข่นฆ่าทั่วสารทิศใครไม่รู้เื่นี้บ้าง เพราะรางวัลล่อตาผู้คนทั่วหล้าจึงไปยังเป่ยเหยียน เจตนาเป่ยเหยียนเองก็ยังไม่ชัดเจนเพราะงั้นจึงอันตรายยิ่งนัก ซ้ำยังมีอันตรายระหว่างทางจากเตียนหลงตู๋ เพราะเช่นนี้อาจารย์จึงไม่อยากให้เ้าไป เข้าใจไหมเสี่ยวเฉียน” อาจารย์กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแสดงถึงความเป็ห่วง แต่ผ่านไปสักพักความผิดปกติก็เกิดขึ้น ถูซานเฉียนไม่ตอบคำของอาจารย์เขา
“ศิษย์น้องเหตุใดไม่ตอบอาจารย์” ถูซานหยางย้ำเตือน
เมื่อถูซานเฉียนไม่ตอบ อาจารย์ก็สังเกตุถึงความผิดปกติ “เขาไม่ใช่อาเฉียน!” เ้าสำนักถูซานยื่นมือไปจับที่หน้าถูซานเฉียน แผ่นหนังลอกออกกลับกลายเป็หน้าของเด็กสาวธรรมดาคนนึง
เมื่อคืนก่อนยามหัวค่ำ
ถูซานเฉียนฝึกฝนกำลังภายในอยู่ในห้องพักส่วนตัวเพีงลำพัง
“รวบรวมลมปราณที่ฝ่าเท้าแล้วะโ หึบ”
การพยายามรอบที่7
ตก
“เห้อไม่สำเร็จ อีกแล้ว”
“เส้นลมปราณเ้าติดขัดอยู่กลางอก ขับออกไม่ได้ โรคร้ายเช่นนี้น่าสงสารยิ่งนัก” เสียงดังไกลมาจากนอกหน้าต่างห้อง
“ใครกัน”ถูซานเฉียนตื่นตระหนกตั้งท่าพร้อมสู้ มือกำพลุสัญญาณที่เอว
“ใจเย็นๆข้ามาดี” เด็กน้อยรุ่นราวคราวเดียวกับถูซานเฉียน ใส่หมวกปิดผมเผ้า ดวงตาเปล่าประกายสีม่วงอ่อน ใส่ชุดคลุมสีขาวลายสีฟ้า พูดขึ้นมาพร้อมกระโจนเข้าหน้าต่าง
“เ้าเป็ศิษย์สำนักเต๋า เข้ามาทำอะไรในสำนักถูซาน”
“ข้าเยียนหลิง ศิษย์สำนักเต๋าวันนี้มาพบสหายถูซานเฉียนเพื่อแจ้งข่าว” เยียนหลิงตอบ
“เยียนหลิงรึ ไม่เคยได้ยินมาก่อน ไหนหลักฐานเล่า“
เยียนหลิงหยิบป้ายเหล็กประจำตัวที่เป็สัญลักษณ์ของศิษย์ลัทธิเต๋าขึ้นมา ”นี่คงจะเพียงพอกระมัง“
ถูซานเฉียนเห็นแล้วก็เข้าใจ “ไม่ทราบว่าลัทธิเต๋ามีอะไรบอกถึงข้า เหตุใดไม่บอกอาจารย์”
“อาจารย์ข้าฝากมาบอกเ้าว่า ยามเ้ายังเล็กอาจารย์เคยเลี้ยงดูเ้าที่สำนักเต๋า พบว่าร่างกายเ้าแปลกประหลาดลมปราณติดขัด ขยับออกจาก่อก เื่นี้เป็ความลับนอกจากอาจารย์ข้ากับอาจารย์เ้า คนที่รู้มีเพียงตัวข้าเอง ศิษย์พี่เ้า และข้า”
“เื่นี้อาจารย์เคยบอกข้าแล้ว เป็โรคร้ายรักษาไม่หาย เพราะเหตุนี้วรยุทธข้าจึงไม่ไปไหน” ถูซานเฉียนโต้กลับ สีหน้าเศร้าสร้อย
“รักษาไม่หายจริงหรือ”
“เ้าพยายามจะบอกอะไรกันแน่”
“อาจารย์ข้าเล่าให้ฟัง จักรพรรดินีไท่เหยียนมีเทคนิคลับชนิดนึง ทะลวงลมปราณทั่วร่างกาย เส้นลมปราณไหลคล่อง อาจารย์บอกข้าว่านี่อาจจะเป็วิธีรักษาของโรคเ้า”
“อาจารย์เ้าเป็ใครเชื่อถือได้หรือไม่” ถูซานเฉียนถามอย่างสงสัย
“อาจารย์ข้าไม่สะดวกเปิดเผยตัวตน ถ้าหากเ้าไม่เชื่อก็ไม่เป็ไร แต่โอกาศดีๆเช่นนี้มีไม่บ่อย เ้าพลาดครั้งนี้ไม่รู้มีอีกทีเมื่อไหร“ เยียนหลิงบอกก่อนจะหันหลังออกไปทางหน้าต่าง
“ช้าก่อน แล้วเหตุใดอาจารย์ไม่บอกข้า” ถูซานเฉียนหยุดเขาไว้
“เื่ของหมอเทวดาข้าไม่กล้าคาดเดา แต่เื่ทะลวงลมปราณข้าสาบานต่อฟ้าดินว่าเป็เื่จริง”
“อาจารย์ไม่อนุญาตให้ข้าออกไป จะทำยังไงได้”
“ข้ามีวิธี อาจารย์เคยถ่ายทอดวิชาลับอันหนึ่งให้ข้า ชื่อหน้ากากมนุษย์ สามารถวาดภาพเ้าลงบนแผ่นหนังพิเศษ เมื่อสวมใส่ก็จะมีหน้าตาเหมือนภาพวาด ข้าได้วาดใบหน้าเ้าไว้เรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้เ้าก็ทำตัวปกติไปขอให้ศิษย์พี่ฝึกวิชาตัวเบาให้เ้าเหมือนเดิม เมื่อฝึกเสร็จข้าจะสกัดจุดคนและใส่ใบหน้าเ้า สลับตัวเ้า ตอนเสียงระฆังส่งศิษย์สำนักเต๋าดัง เ้าก็ะโจากข้างหลังให้ศิษย์พี่พาเ้าไปดู”
“วิชาเปลี่ยนหน้า วิชาชั่วร้ายเช่นนี้ลัทธิเต๋าก็ถ่ายทอดด้วยหรอ” ถูซานเฉียนถามอย่างสงสัย
“เื่ของข้าเ้าไม่ต้องถามเล่นละครตามน้ำก็พอ”เยียนหลิงตอบ
ถูซานเฉียนลังเลอยู่สักพักแต่เมื่อเขาครุ่นคิดเสร็จเยียนหลิงก็จากไปแล้ว
ปัจจุบันที่ประตูเมือง
“วิชาสลับโฉมของสำนักเงา” หมอเทวดากล่าวอย่างตื่นตระหนก
“อาหยางรีบคลายจุดให้เขา”
ถูซานหยางใช้นิ้วจี้จุดคลายการสกัดจุดให้เด็กคนนั้น ไม่นานเขาก็สลบไป
“อาจารย์แล้วเสี่ยวเฉียนหล่ะ”
“สั่งคนค้นหาทั่วเมือง!”
“ขอรับ”
หลังถูซานเฉียนถ่ายทอดคำสั่งเ้าสำนักเสร็จ
“อาจารย์ถ้าศิษย์น้องออกไปกับสำนักเต๋าหล่ะ”
“ขัดขวางยามนี้ก็ไม่ทันแล้วศิษย์เอ๋ย ข้าเองเคยทำนายดวงชะตาศิษย์น้องเ้า ชะตาของเขาไม่เหมือนเ้ากับข้า ไม่ได้ต้องตายในหุบเขานี้ ตอนแรกข้าคิดว่าเขายังเด็กไปแถมยังอ่อนแอจึงรั้งเขาไว้ เพียงแต่หากเขามีความตั้งใจเพียงนี้ หากขัดเขาอีกนอกจากจะฝืนเขา ยังฝืนชะตาฟ้า เราทำได้เพียงสนับสนุนเขาจากที่นี่ หวังได้เพียงหน้าแก่ๆของข้า ยังพอมีค่าให้เขาได้ยืมใช้บ้าง” หน้าตาสลดขึ้นทุกที เหมือนคนชราที่มีภาระหนักอึ้งแบกไว้บนบ่า
“แล้วสำนักเงาหล่ะขอรับ”
“สำนักเงาทั้งลึกลับและเก่าแก่ อย่าว่าแต่ข้าเลยต่อให้เป็วีรชนที่เหลือก็ยังไม่กล้าข้องเกี่ยว ถ้าหากจะพาตัวศิษย์น้องเ้าไปคงไร้ทางต่อกร อีกอย่างชะตาของเสี่ยวเฉียนยังไม่สิ้นสุดลงเร็วๆนี้ เ้าไม่ต้องเป็ห่วง”