ภายใต้แสงจันทร์ที่แหวกม่านเมฆ เหนือท้องฟ้าครามหม่นป่าอันกว้างใหญ่ของหุบเขาหมื่นเมฆา เบื้องหน้าคือ "เขตอาคมหลิวเฉวียน"
สถานที่ลึกลับซึ่งได้รับการเล่าขานว่าเป็ดินแดนที่เชื่อมโยงกับมิติต่างภพบางคนเชื่อว่าที่นี่คือด่านสู่ “มิติมายาสุญญตา”ที่ทำลายจิติญญาของผู้ที่หลงเข้าไปจนแหลกสลาย ในขณะที่คนอื่นเชื่อว่ามันเป็เพียงอาณาเขตอาคมโบราณที่ซ่อนตัวของเทพา
คณะของซูลี่เดินลัดเลาะผ่านแนวป่าที่แผ่ขยายไปจนสุดลูกหูลูกตาพวกเขาทั้งหมดต่างเงียบงันเพราะกลิ่นอายของพลังแปลกประหลาดทำให้ทุกคนรู้สึกไม่สบายใจ
“นี่คือป่าหลิวเฉวียนหรือ?” เหยียนจ้าวหลงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงต่ำราวกับพูดกับตัวเอง
ชายผู้มีบุคลิกห้าวหาญแสดงถึงความมั่นคงดาบใหญ่ที่สะพายอยู่ด้านหลังสะท้อนเงาเลือนรางในแสงรำไร
ดึงให้เขาดูสง่างามและน่าเกรงขามยิ่งขึ้น
“ที่นี่เงียบเกินไป...” เขาเหลียวมองรอบตัวด้วยสายตาที่ระแวดระวังก่อนจะกระซิบต่อราวกับ้าย้ำเตือนตัวเองและคนรอบข้าง
“มันผิดปกติ...”
“ข้ากลับรู้สึกว่าเรากำลังถูกบางสิ่งจับตามองอยู่”หลิงชางซูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมสายตาของเขากวาดมองไปรอบด้านอย่างระมัดระวัง มือของเขากำพัดหยกคู่ใจแน่นราวกับจะดึงเอาความมั่นใจจากมัน
แม้แต่ชายหนุ่มผู้กล้าหาญก็ยังไม่อาจปฏิเสธแรงกดดันที่แผ่ซ่านมาจากรอบตัวสิ่งลี้ลับที่มองไม่เห็นกำลังกระตุ้นความระแวดระวังในใจเขาให้ยิ่งเพิ่มขึ้น
ซูลี่ซึ่งเดินนำหน้าหยุดชะงัก เธอหันมามองเพื่อนร่วมทางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงที่พยายามเก็บซ่อน
“ทุกคนเงียบไว้ก่อน” เธอกล่าว ขณะที่หูพยายามจับเสียงรอบตัว
“ถ้ามีอะไร เราควรพร้อมรับมือ” หลงเฟยอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ท่าทางของเขายังคงสงบเสงี่ยม ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่ความมืดรอบตัวอย่างรอบคอบ
ชายหนุ่มผู้มีจิตใจเยือกเย็นและเชี่ยวชาญการวิเคราะห์ไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
เขารู้ดีว่าในทุกสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเช่นนี้การรักษาความสงบและเตรียมตัวให้พร้อมคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
ขณะเดินลึกเข้าไปในป่าหลิวเฉวียน ความมืดเริ่มเข้าครอบงำม่านหมอกหนาทึบที่รายล้อมทำให้การมองเห็นยิ่งลำบากขึ้น
เสียงฝีเท้าที่เดินไปตามพื้นป่าดูเหมือนจะกลายเป็เสียงสะท้อนที่ไม่ควรจะมีอยู่
จู่ๆ อวิ๋นหลัว เซียนสาวผู้มีจิตใจอ่อนโยนและร่าเริง เอ่ยขึ้นด้วยความกังวล
“ข้าว่าพวกเราควรหาที่พักก่อนเถอะ ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น...”น้ำเสียงของเธอสั่นเล็กน้อยราวกับัับางสิ่งที่คนอื่นไม่รู้
เธอเป็เซียนสมุนไพรผู้มากความสามารถ ลูกศิษย์คนสำคัญของหมอเทวดา
ชิงอันฟางเซิง ผู้ที่ชำนาญในศาสตร์แห่งการรักษาและการต่อสู้ที่ลึกล้ำด้านเขตอาคม
หญิงสาวััถึงความผิดปกติที่แห่งนี้ได้ ว่ามันเป็เขตมิติมายาสุญญตาขืนเดินต่อไปไม่รู้จะพบเจอสิ่งได สู้หยุดนิ่งตั้งรับเสียจะดีกว่า
“หรือว่า... นี่อาจจะเป็ด่านเชื่อมต่อกับมิติมายาสุญญตาจริงๆ?” ซ่งหลิงอัน พูดพึมพำเบาๆกับตัวเอง
ทันทีที่สิ้นเสียงนั้นท้องฟ้ากลับเปลี่ยนเป็สีดำสนิทราวกับน้ำหมึก
ทันใดนั้น เสียงกระซิบแ่เบาก็ดังขึ้นรอบตัวราวกับว่าป่าทั้งผืนกำลังพูดคุยอยู่เสียงหัวเราะคิกคักที่ฟังดูไม่ใช่ของมนุษย์ดังมาจากทุกทิศทาง
“มีบางอย่างผิดปกติแน่ๆ!” ซูลี่กระซิบ สายตาของเธอกวาดไปมองรอบตัวแต่แล้วฝีเท้าของเหล่าสหายที่เดินเคียงข้างก็หยุดลง
เธอหันกลับไปมอง เห็นพวกเขายืนนิ่งในเงามืด
“พวกเ้า !”ซูลี่ร้องเรียก แต่ไม่มีใครตอบ ร่างของพวกเขาเริ่มจางหายไปทีละน้อยเหลือเพียงเงาที่พร่ามัว
ทันใดนั้น ซูลี่พบว่าตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าหมอกหนาทึบที่แผ่ปกคลุมเริ่มก่อตัวกลายเป็เงาทะมึน
มันแปรเปลี่ยนเป็ร่างของตัวเธอเอง แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
“เ้า... คิดว่าการนำทางพวกเขามาที่นี่คือสิ่งที่ถูกต้องหรือ?” เงานั้นพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
“เ้าคิดหรือว่าเ้าเป็ผู้นำที่แท้จริงหรือ?”
“นี่เ้าเป็ใคร!” ซูลี่ะโกลับ “ออกมาสู้กับข้าถ้าเ้ากล้า!”
“ข้าไม่จำเป็ต้องสู้กับเ้า” เงานั้นตอบเสียงเย็น
“เพราะข้าคือเงาสะท้อนของเ้า... และข้าคือความจริงที่เ้าพยายามหนีมาตลอด”
เงานั้นหัวเราะและพูดต่อ “เ้าทำลายพวกเขา "
"ซูลี่เ้าคือผู้ที่จะทำลายทุกสิ่งที่เ้ารัก เ้าไม่สามารถปกป้องพวกเขาได้ไม่ว่าจะในตอนนี้หรือในอนาคต”
ซูลี่เริ่มสั่น เธอกำหมัดแน่น พยายามควบคุมตัวเอง “ข้าไม่กลัวเ้า ออกมา!”
เงานั้นยิ้มเหยียด “ถ้าเช่นนั้น ลองดูเถิด!”
ทันใดนั้น เงาอื่นๆเริ่มปรากฏขึ้นรอบตัว พวกมันมีรูปร่างเหมือนสหายของเธอแต่แต่ละคนมีดวงตาที่ว่างเปล่าและใบหน้าที่แสดงความเ็ป
เสียงของพวกเขาดังก้อง “ทำไมเ้าไม่ช่วยข้า!ทำไมเ้าปล่อยให้ข้าหายไป!”
ซูลี่พยายามรวบรวมพลังฟีนิกซ์ในตัวเพื่อขับไล่ภาพหลอกหลอนเ่าั้แต่พลังของเธอกลับไม่สามารถะเิออกมาได้ เธอเริ่มสงสัยในตัวเอง
“ทำไม... ข้าถึงไม่สามารถใช้พลังได้!”
เงานั้นหัวเราะเสียงดัง “เพราะเ้ากลัว!กลัวว่าพลังของเ้าจะกลายเป็สิ่งที่ทำลายทุกสิ่งที่เ้ารักความกลัวนี้คือพันธนาการที่เ้าสร้างขึ้นเอง!”
ความจริงนี้ทำให้ซูลี่นิ่งงันไปชั่วขณะ
เธอค่อยๆ สูดหายใจลึก และเริ่มยอมรับความจริง “ข้าอาจกลัว...แต่ข้าจะไม่ยอมให้เ้าควบคุมข้าอีกต่อไป!”
แสงสว่างที่เจิดจ้าปะทุออกจากตัวเธอ เงารอบตัวเริ่มสั่นะเืและจางหายไปทีละน้อย
ก่อนที่เงาสุดท้ายจะสลาย มันพูดด้วยเสียงเ็า “เ้าชนะในวันนี้...แต่เ้าจะหนีจากเงาของตัวเองไปได้อีกนานแค่ไหน?”
เมื่อทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบ ซูลี่พบว่าตัวเองยืนอยู่ในป่าอีกครั้งรอบตัวเธอเต็มไปด้วยร่องรอยของการต่อสู้ทางจิตใจ
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากข้างหลัง เธอหันกลับไปพบว่าเหล่าสหายทุกคนกลับมารวมตัวอีกครั้ง แต่สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความงุนงง
“เ้าไปที่ไหนมา ซูลี่?” หลิงชางซูพี่ชายบุญธรรมของเธอ ถามด้วยความเป็ห่วง
“............” ซูลี่ไม่ได้ตอบสิ่งไดกลับไป เธอเพียงยิ้มบางๆแม้หัวใจจะยังเต้นแรง
"ซูลี่!" เสียงของอวิ๋นหลัวดังขึ้น เมื่อเธอเห็นสหายยืนอยู่ในท่าทางที่เหมือนจะเพิ่งฟื้นคืนสติ
"เ้าหายไปนานมาก พวกข้าคิดว่าเ้าหายไปแล้ว!"อวิ๋นหลัวเดินมาจับมือซูลี่ไว้
"ขอโทษ…" ซูลี่ตอบเสียงเบา แต่เมื่อเห็นสหายทุกคนยังอยู่ดี ก็รู้สึกถึงความโล่งใจถึงแม้ภายในจิตใจของเธอยังคงเต็มไปด้วยคำถามและความวิตกกังวล
"พวกข้าเกือบจะต้องออกตามหาเ้าแล้วนะ แต่ตอนนี้เห็นเ้าแล้วก็ดีใจ"ซ่งหลิงอัน พูดขึ้น เขายิ้มกว้างให้เธอ แต่รอยยิ้มของเขากลับแฝงไปด้วยความสงสัย
"เ้าเป็อะไรไปหรือเปล่า? ดูเหมือนว่าเ้าจะไม่เหมือนเดิม"หลงเฟยอวิ๋น พูดพร้อมมองไปที่ซูลี่ด้วยท่าทางที่กังวล
ซูลี่พยายามหายใจลึกๆและมองไปที่สหายทุกคนแต่ในใจของเธอกลับสับสนอย่างยิ่ง
“ข้า… ข้าแค่เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นข้าเห็นความกลัวของตัวเอง… แต่ตอนนี้ไม่เป็ไรแล้ว…”
“มิติมายาสุญญตา” ซ่งหลิงอัน และ อวิ๋นหลัวพูดขึ้นพร้อมกัน
“ซูลี่…” ซ่งหลิงอันเริ่มถามอย่างตื่นตระหนก “เ้ากลับมาได้อย่างไร? เ้ารู้วิธีที่จะเข้าไปที่นั่นหรือไม่? บอกข้ามาเถอะ!”
เขาดูใจนซูลี่และเหล่าสหายเริ่มแปลกใจ
ซ่งหลิงอันเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเล่าเื่ราวในอดีตให้ฟังด้วยเสียงที่เศร้าและหนักใจ “พี่ชายของข้าสูญหายไปในมิติมายาสุญญตา...
เมื่อสิบปีก่อน ข้ากับพี่ชายออกไปล่าปีศาจและเขาหายไปที่นั่น... ข้าพบร่างของตัวเองยืนะโเกรี้ยวกราดใส่พี่ชายข้ามีความคิดว่าถ้าข้าทำตามที่มันบอก... พ่อจะรักข้ามากขึ้น...”น้ำเสียงของเขาสั่นระริก
“หลังจากนั้น... ร่างนั้นใช้มีดแทงเข้าไปที่หัวใจของพี่ชายข้าต้องรับรู้ว่า ข้าคือคนที่สังหารเขา...”ซ่งหลิงอันพูดพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มไหลออกมาเขากำหมัดแน่นจนเืออกจากมือทั้งสองข้าง
“ข้าผิดเอง... ข้าผิดเอง...” เขาร้องไห้ดังๆระบายความเ็ปที่เก็บไว้นาน
อวิ๋นหลัวนั่งข้างๆ ซ่งหลิงอัน แตะไหล่ของเขาด้วยความสงสาร“มันผ่านไปแล้ว ซ่งหลิงอัน... ข้าเชื่อว่าเราจะหาวิธีช่วยพี่ของเ้าได้”
“ไม่ได้นะ!” ซูลี่ร้องห้ามอย่างร้อนรน“พวกเ้าจะเข้าไปที่นั่นไม่ได้"
"ที่นั่นเต็มไปด้วยสิ่งอันตรายข้าไม่อยากให้พวกเ้าต้องตกอยู่ในอันตรายเหมือนที่ข้าเคยเป็”
ซูลี่กัดฟันพยายามกลั้นความรู้สึกผิดในใจ แต่ขณะนั้นเองพื้นที่รอบตัวเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ พื้นดินใต้เท้าเริ่มสั่นไหวเล็กน้อยแสงวาบจากท้องฟ้าพุ่งลงมาพร้อมกับเงาผิดปกติที่ปรากฏขึ้น
“อะไรน่ะ?” เหยียนจ้าวหลงถามขึ้นอย่างใ ขณะที่เขาหยุดก้าว
“ไม่ใช่แค่การทดสอบจากตัวเอง...ตอนนี้มันเริ่มก่อให้เกิดสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้แล้ว” ซูลี่ตอบเสียงหนักแน่น
เงาสีดำเริ่มลอยออกจากอากาศและค่อยๆ หายเข้าไปในความมืดทุกคนเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาด แม้จะยังไม่เห็นชัดเจน
แต่บรรยากาศรอบตัวพวกเขาก็เริ่มผิดแปลกไป
“เราต้องรีบออกจากที่นี่”หลงเฟยอวิ๋นพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความกังวล
ซูลี่รู้สึกถึงพลังที่เริ่มรบกวนในตัวเธออีกครั้งความรู้สึกที่เหมือนเธอเองกำลังต่อสู้กับบางสิ่งที่ไม่อาจควบคุมได้ในมิตินี้
“มันเป็เพราะข้า...” ซูลี่พูดเบาๆ ก่อนจะหายใจเข้าลึกๆ
“พลังในตัวข้าเรียกมันออกมามันไม่เพียงแค่เปิดช่องทางให้เราเข้าไป แต่ตอนนี้มันเริ่มแทรกแซงดินแดนนี้ทุกสิ่งที่เรากำลังเห็น ไม่ใช่แค่ภาพลวงตาแต่คือการเปิดช่องทางให้มิติผิดปกติเข้ามา”
ทุกคนในกลุ่มต่างพากันมองหน้ากันด้วยความใ ทันใดนั้นพื้นที่รอบตัวเริ่มบิดเบี้ยวไปตามกาลเวลา ราวกับทุกสิ่งที่รู้จักกำลังเปลี่ยนแปลง
"แล้วเราจะทำยังไงต่อ?" หลิงชางซูถามเสียงดังในขณะที่รู้สึกถึงพลังที่เริ่มรบกวนในอากาศ
“พวกเราต้องหาทางปิดมัน...” ซูลี่ตอบด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้น“เราต้องรีบหาทางปิดช่องว่างนั้นให้ได้”
ท่ามกลางความตึงเครียดและความมืดที่เริ่มขยายออกมาซูลี่ได้ยินเสียงของอวิ๋นหลัวเรียกขึ้นอย่างน่าแปลกใจ
“ซูลี่... ดูที่นั่น!”
ซูลี่หันไปตามทิศทางที่อวิ๋นหลัวชี้ไปและเห็นเงามืดหลายร่างที่ยืนเรียงรายออกมา พวกมันค่อยๆ เคลื่อนไหวอย่างช้าๆ
ราวกับปีศาจที่ถูกดึงออกมาจากมิติมายาสุญญตา
“เราต้องรีบหาทางปิดมันก่อนที่ทุกสิ่งจะสายเกินไป!”ซูลี่ะโเสียงดัง พร้อมกับเรียกพลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ในตัว
แต่ในขณะที่พวกเขาพยายามหาทางหนีความจริงที่ซูลี่ไม่เคยคาดคิดก็เผยออกมา การควบคุม มันไม่ได้หมายความว่าเธอจะสามารถปิดมันได้ทันทีความมืดนี้เริ่มกลืนกินทุกสิ่งที่ขวางหน้า
ทุกคนในกลุ่มเริ่มรู้สึกถึงความเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นพวกเขารู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเอาชีวิตรอดจากอันตรายที่อยู่เบื้องหน้าแต่ยังเป็การต่อสู้กับความอ่อนแอและความหวาดกลัวในจิตใจของตัวเอง
“มันไม่ใช่เื่ง่ายที่จะปิดมิตินี้”หลิงชางซูกล่าวด้วยเสียงที่เคร่งเครียด ขณะที่เขา ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนดวงตาของเขาฉายแววแห่งความมุ่งมั่นที่ถูกปะปนด้วยความหวาดกลัวในส่วนลึก
“พวกเ้ารู้วิธีหรือไม่?” เหยียนจ้าวหลงถามขณะกำดาบในมือแน่นเสียงลมที่หวีดหวิวรอบตัวเหมือนจะเตือนถึงอันตรายที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
อวิ๋นหลัว พยักหน้าอย่างลังเล “ข้าพอรู้...แต่พลังของข้าไม่พอที่จะทำได้เพียงลำพัง” เธอมองหน้าเพื่อนทุกคนด้วยสายตาจริงจัง“ข้า้าพลังของพวกเ้าทุกคนช่วยหนุนเสริม”
“บอกมาเถอะว่าพวกเราต้องทำอะไร” หลงเฟยอวิ๋นตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ขณะที่อวิ๋นหลัวเริ่มอธิบายถึงพิธีที่ต้องใช้พลังจิตใจและพลังปราณของทุกคนรวมกันเพื่อปิดมิติเงามืดที่อยู่โดยรอบก็เริ่มเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้นเสียงกระซิบแ่เบาดังออกมาจากทุกทิศทางเหมือนเป็คำสาปแช่งที่พยายามบั่นทอนจิตใจของพวกเขา
อวิ๋นหลัว ควักเอาแผ่นยันต์ออกมา กับกิ่งไม้แห้งสองสามต้นเธอแจกจ่ายให้ทุกคนก่อนจะใช้กิ่งไม้นั้นโยนลงไปที่พื้นดิน
“เสียงพวกนี้...” ซูลี่ พูดเบาๆ ขณะมือของเธอเริ่มกำยันต์ที่อวิ๋นหลัวส่งให้ในมือแน่นขึ้น
“พวกมันกำลังพยายามแทรกซึมจิตใจเรา ระวังไว้ให้ดี” อวิ๋นหลัวพูดเตือน
ทันใดนั้นเองเงาร่างหนึ่งก็พุ่งออกมาจากความมืดตรงเข้าสู่กลุ่มของพวกเขาอย่างรวดเร็ว
เหยียนจ้าวหลงที่อยู่ด้านหน้าสุดใช้กระบี่ของเขาปัดการโจมตีในทันที
“ทุกคนระวังตัว!พวกมันเริ่มบุกแล้ว!” เหยียนจ้าวหลงร้องเตือนอย่างตระหนก
เงามืดอีกหลายร่างเริ่มปรากฏตัวออกมารอบทิศทาง ล้อมรอบพวกเขาไว้ร่างเ่าั้มีรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่เต็มไปด้วยความบิดเบี้ยว และพลังงานสีดำที่ลอยออกมาจากร่างกายของมัน
“ข้าจะถ่วงเวลาพวกมันไว้!” ซ่งหลิงอัน ะโ
ขณะที่เขากระโจนออกไปพร้อมเปิดกระจกเหมันต์แห่งสายน้ำ กระจกเปล่งแสงสีทองออกมาและเรียกสายฝนตกลงมาอย่างกระหน่ำ พลังของสายน้ำรวบรวมเม็ดฝนให้เป็เกลียวคลื่นขนาดใหญ่มันฟาดฟันเงามืดจนมันกระจายหายไปในอากาศแต่ก็ปรากฏตัวขึ้นใหม่เหมือนไม่มีที่สิ้นสุด
“ทุกคนรวมตัวกันตรงนี้!เราต้องสร้างวงเวทขึ้นก่อนที่มันจะสายเกินไป!”อวิ๋นหลัวะโสั่งการ
“ซูลี่ เ้าจงอยู่ตรงกลางกลุ่มวงกลม”เธอหันไปบอกซูลี่ด้วยท่าทีรวดเร็ว
กลุ่มของพวกเขาเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ซูลี่ ขณะที่อวิ๋นหลัวเริ่มวาดสัญลักษณ์บนพื้นดินด้วยพลังปราณของเธอ
ทุกคนต่างยืนประจำตำแหน่งในวงเวท ขณะที่ซูลี่อยู่ตรงกลางวง อวิ๋นหลัวสั่งให้เหล่าสหายปล่อยพลังปราณเข้าสู่วงเวทที่เธอสร้างขึ้น
“ซูลี่! จงปลุกพลังของเ้า!” หลงเฟยอวิ๋นหันกลับมาะโ
ขณะที่เขาปล่อยพลังปราณเข้าสู่วงเวทอย่างต่อเนื่อง ซูลี่หลับตาลงพยายามรวบรวมสมาธิและควบคุมความกลัวในใจของเธอ
“อย่าปล่อยให้จิตใจของพวกเ้าหวั่นไหว! ถ้าพลังจิตใจไม่มั่นคงพลังของวงเวทจะไม่สมบูรณ์!” อวิ๋นหลัว กล่าวด้วยเสียงที่ดังก้อง
การต่อสู้รอบตัวทวีความดุเดือดขึ้นเรื่อยๆเงามืดพยายามบุกทะลวงเข้ามาในวงเวทที่กำลังเริ่มเปล่งแสงออกมา
กิ่งไม้ที่อวิ๋นหลัวโยนลงไปบนพื้นก่อนหน้านี้ ปรากฎร่างเซียนเฒ่าถือไม้เท้าหน้าตาขึงขังขึ้นมามันคือเซียนต้นไม้อายุแสนปีที่คอยปกป้องสรรพสิ่งในโลกของแดนเทพา ตาเฒ่าเคาะไม้เท้าลงพื้นสามครั้งปรากฎร่างแยกยืนล้อมรอบอยู่ด้านนอกสุด ทำหน้าที่ป้องกันวงเวทอย่างสุดความสามารถ
“เราทำได้! อย่ายอมแพ้!” เสียงของอวิ๋นหลัวะโออกมา ขณะที่เธอปล่อยพลังปราณของเธอเข้าร่วมในวงเวท
ทันใดนั้นเองวงเวทเริ่มเปล่งแสงสว่างจ้าราวกับเป็ดวงอาทิตย์ที่กำลังส่องแสงในความมืดเงามืดรอบตัวพวกเขากรีดร้องอย่างน่าสะพรึงกลัวเมื่อถูกแสงนั้นกระทบ และค่อยๆสลายหายไปทีละน้อย
ซูลี่ที่ยืนอยู่ตรงกลางของวงเวท เธอเองก็ปล่อยพลังทั้งหมดของเธอออกมาร่างกายของเธอสั่นไหวเล็กน้อยเพราะความเหนื่อยล้าแต่เธอยังคงกัดฟันเพื่อรักษาความสมดุลของพลังเอาไว้
“เกือบแล้ว... อีกนิดเดียว!”ซูลี่พูดด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
วงเวทเริ่มดูดพลังจากมิติที่ผิดปกติเข้าสู่ศูนย์กลางเสียงกรีดร้องของเงามืดค่อยๆ เงียบลง และท้องฟ้ารอบตัวเริ่มกลับมาสงบอีกครั้งแต่ก่อนประตูมิติมายาสุญญตาจะถูกปิดลง มีเสียงชายหนุ่มปริศนาลอดออกมา
“อันเอ๋อร์...เ้าจำพี่ไม่ได้แล้วหรืออย่างไร”เสียงนั้นทำให้ซ่งหลิงอันเสียสมาธิ
ซ่งหลิงอันยืนตะลึงงัน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและความหวังที่ปะปนกันดวงตาของเขาจับจ้องไปยังประตูมิติที่ยังคงเปิดเล็กน้อยเสียงนั้นดังก้องในหูของเขาราวกับเป็การปลุกความทรงจำในวัยเด็กที่เขาเก็บซ่อนไว้ลึกสุดหัวใจ
"ท่านพี่... ท่านอยู่ที่นั่นจริงๆ หรือ?" ซ่งหลิงอันถามอีกครั้งน้ำเสียงของเขาแหบพร่าด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น
“อันเอ๋อร์...” เสียงชายปริศนาเรียกอีกครั้ง คราวนี้ฟังดูอ่อนโยนแต่แฝงด้วยความเ็ป “เ้าโตขึ้นมาก พี่...พี่คิดถึงเ้าเหลือเกิน”
ซ่งหลิงอันก้าวไปข้างหน้า ราวกับถูกดึงดูดโดยแรงบางอย่างจากประตูมิติซูลี่รีบคว้าแขนเขาไว้แน่น ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“หลิงอัน! อย่าเข้าไปนะ!” ซูลี่ร้องเตือน “นั่นอาจเป็กับดัก!มิตินั้นอันตรายเกินไป!”
“แต่...แต่เขาคือพี่ชายของข้า” ซ่งหลิงอันหันมามองซูลี่ น้ำตาไหลลงอาบแก้ม"ข้าปล่อยให้ท่านพี่ต้องอยู่ในนั้นคนเดียวไม่ได้อีกแล้ว!"
“อย่าปล่อยให้ความรู้สึกผิดบดบังการตัดสินใจของเ้า”หลงเฟยอวิ๋นกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"หากเ้าก้าวเข้าไปเราอาจสูญเสียเ้าไปอีกคน!"
ขณะที่ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นเสียงหัวเราะแหลมคมก็ดังก้องออกมาจากภายในประตูมิติเสียงนั้นเยาะเย้ยและชวนให้ขนลุก
“หึหึ...เ้าคิดว่าการพบพี่ชายของเ้าจะง่ายดายถึงเพียงนี้หรือ ซ่งหลิงอัน?”เงามืดรูปร่างสูงใหญ่เริ่มปรากฏขึ้นในประตูมิติดวงตาสีแดงฉานของมันส่องประกายราวกับเปลวไฟในความมืด
“ความเ็ปของเ้า...เป็เครื่องบูชาชั้นยอดสำหรับข้า”
“แกเป็ใคร!” ซ่งหลิงอันะโถาม มือของเขากำผ้ายันต์เวทไว้แน่น
“ข้าคือผู้ที่เฝ้าดูเ้ามาตลอด...ข้าเป็ส่วนหนึ่งของความกลัวที่เ้าพยายามซ่อนเร้น”เงานั้นกล่าวด้วยเสียงเยือกเย็น
"และเ้ารู้ดีว่าหากเ้าอยากได้พี่ชายคืน เ้าต้องสละอะไรบางอย่าง..."
“ไม่! ข้าจะไม่ให้เ้าได้สิ่งใดไปอีกแล้ว!”ซ่งหลิงอันร้องด้วยความโกรธเกรี้ยว พลังปราณของเขาเริ่มปะทุออกมา
ทันใดนั้นหลงเฟยอวิ๋นและหลิงชางซูก็รีบก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างเขา
“เราจะไม่ยอมให้มันหลอกเ้าอีกแล้ว”หลงเฟยอวิ๋นพูดพลางเรียกพลังปราณสุริยะของตน
“เ้ามีเราอยู่ทั้งคน”หลิงชางซูกล่าวพร้อมกางพัดหยกในมือราวกับเตรียมรับมือกับสิ่งใดก็ตามที่จะเกิดขึ้น
ซูลี่หันไปมองอวิ๋นหลัว “เราต้องช่วยปิดประตูมิตินี้ก่อนที่พลังแห่งเงาจะทะลักเข้ามา!”
อวิ๋นหลัวพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น “ข้าจะสร้างวงเวทเสริมให้แต่พวกเ้าต้องถ่วงเวลาไว้ให้ได้!”
การต่อสู้ระหว่างพลังแห่งความหวังและความมืดมิดเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งท่ามกลางเสียงคำรามของเงาปีศาจ และเสียงปราณที่ปะทะกันในอากาศขณะที่ทุกคนต่อสู้อย่างสุดกำลังซ่งหลิงอันยังคงมองไปที่เงาที่คล้ายพี่ชายของเขาอยู่ในความมืดราวกับกำลังชั่งใจครั้งสุดท้ายว่าจะเชื่อเสียงในหัวใจหรือเสียงของสหายที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้างเขา