ทันใดนั้น ก็มีคนมาะโเสียงดังอยู่หน้าประตูบ้าน แม้จะได้ยินไม่ชัดนัก แต่เสียงนั้นก็ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
โจวเซี่ยรีบสวมเสื้อผ้าแล้วเดินออกมา เมื่อเปิดประตูรั้วก็เห็นชายชราผมขาวโพลนคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตู คนผู้นั้นก็พุ่งเข้ามาตรงหน้าโจวเซี่ย แล้วถามด้วยความร้อนรนว่า "นักบัญชีโจวอยู่ไหน?"
โจวเซี่ยจ้องมองชายชราคนนั้น ในหมู่บ้านไม่มีคนลักษณะนี้ เธอจึงไม่รู้จักเขา ในตอนนั้นเอง โจวเหล่าต้าก็วิ่งออกมาจากในบ้าน "สหายผู้เฒ่าห่าว เกิดเื่อะไรขึ้นเหรอ?"
"เหล่าฉินป่วย ไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไร อยู่ ๆ ก็ชักอย่างรุนแรง แถมร่างกายซีกหนึ่งยังใช้งานไม่ได้ มือเท้าชา ปากเบี้ยว ตาเหล่ หัวหน้ากองผลิตไม่อยู่บ้าน เลยอยากให้คุณช่วยจัดหารถให้หน่อย แล้วก็ขอยืมเงินบางส่วนเพื่อเอาไปรักษาเขาด้วย"
"ตกลงครับ! งั้นรีบไปกันเถอะ!" โจวเหล่าต้าพูดพลางหันไปมองโจวเซี่ย "เซี่ยเซี่ย เอาเงินที่บ้านเราให้เขายืมก่อน ตอนนี้กองผลิตไม่มีเงิน ไว้คราวหลัง..."
ยังไม่ทันที่โจวเหล่าต้าจะพูดจบ โจวเซี่ยก็ขัดจังหวะขึ้น ด้วยจิติญญาของผู้รักษา เธอไม่สามารถนิ่งดูดายได้ "พ่อคะ ไม่ต้องพูดแล้วค่ะ ฉันจะไปดูด้วย"
จากการบอกเล่าของห่าวเฉิน เธอเดาอาการป่วยของคนไข้ได้แล้ว หากเดาไม่ผิด น่าจะเป็โรคหลอดเืสมอง ซึ่งต้องรีบดำเนินการทันที มิฉะนั้นต่อให้รักษาหายในภายหลัง ก็อาจมีอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมา
เธอต้องตามไปดูด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำที่สุด ถึงแม้จะต้องเปิดเผยว่ามีความรู้ด้านการแพทย์ก็ไม่เป็ไร เพราะนี่เป็เื่ความเป็ความตาย ในฐานะหมอคนหนึ่ง เธอไม่อาจเพิกเฉยต่อคนไข้ได้
เมื่อถึงคอกวัว ทันทีที่เห็นท่าทางเ็ปของฉินจื้อจวิน หลังจากตรวจดูเธอก็รู้ว่าสิ่งที่เดาไว้นั้นถูกต้อง ในขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นวาย เธอก็หยิบเข็มเงินเล่มหนึ่งออกมาจากกล่องยาในมิติส่วนตัว
อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต ใช้เข็มแทงที่นิ้วมือและนิ้วเท้าของผู้เฒ่าฉินทีละนิ้ว เมื่อเืไหลออกมา ไม่นานนัก อาการปากเบี้ยวตาเหล่ของฉินจื้อจวินก็กลับคืนสู่สภาพเดิม
ทุกคนกำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมรถม้า ปูที่นอน และเื่อื่น ๆ จึงไม่มีใครสังเกตเห็นโจวเซี่ยเลย จนกระทั่งเตรียมรถม้าเสร็จ โจวเซี่ยก็จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว
พวกเขาหามผู้เฒ่าฉินขึ้นรถม้า เนื่องจากคนในคอกวัวไม่สามารถไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ ส่วนฉินเจิงยังอยู่ที่เมืองมณฑลเพื่อรักษาขาและยังไม่กลับมา ผู้เฒ่าห่าวเองก็เป็ผู้ถูกส่งตัวมาใช้แรงงานจึงตามไปไม่ได้ โจวเซี่ยจึงอาสาเอง "ฉันจะตามไปด้วยเองค่ะ!"
โจวเหล่าต้ารู้สึกว่าให้ลูกสาวดูแลคนแก่เพียงลำพังคงไม่สะดวก จึงขึ้นรถม้าไปด้วยกัน และมุ่งหน้าไปยังตัวอำเภอทันที
เมื่อถึงตัวอำเภอ หลังจากหมอตรวจแล้วก็ให้รีบเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โจวเหล่าต้าช่วยจัดการเื่เอกสารการเข้าพักรักษาตัว ส่วนโจวเซี่ยนำเงินหนึ่งร้อยหยวนออกมาจ่ายเป็ค่ามัดจำ สำหรับเธอ การรักษาผู้ป่วยสำคัญที่สุด อีกอย่าง ลูกชายของเขาก็เคยช่วยชีวิตน้อง ๆ ของบ้านเธอไว้ถึงสองคน!
จากนั้น โจวเหล่าต้าก็อยู่ดูแลต่อ ส่วนโจวเซี่ยหาโรงแรมเล็ก ๆ พักอยู่ใกล้ ๆ ในตอนกลางวันเธอจะสลับกับโจวเหล่าต้าเพื่อให้เขาได้พักผ่อนบ้าง ต่อมาเธอพบว่า ไม่ว่าตอนกลางวันจะยุ่งแค่ไหน ขอเพียงได้ดื่มน้ำพุวิเศษจากในมิติส่วนตัว เธอก็ไม่รู้สึกเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย แถมยังมีพลังเต็มเปี่ยมทุกวัน
ดูท่ามันจะเป็น้ำพุวิเศษตามตำนานจริง ๆ ผลลัพธ์นี้ทำให้เธอรู้สึกปลาบปลื้มในใจ ไม่นึกเลยว่านอกจากจะมีมิติแล้ว ยังมีน้ำพุวิเศษอีก การทะลุมิติมาครั้งนี้ถือว่ากำไรจริง ๆ
หลังจากนั้นเธอก็แอบให้ฉินจื้อจวินดื่มน้ำพุวิเศษทุกวันเพื่อประคองอาการ จะว่าไปแล้วเมื่อก่อนหน้านี้ อาการของลุงฉินค่อนข้างหนัก ร่างกายซีกหนึ่งเป็อัมพาตไปแล้ว
แม้โจวเซี่ยจะรู้วิธีรักษา แต่ตอนนี้อยู่ในโรงพยาบาล ไม่สามารถใช้การฝังเข็มแบบแพทย์แผนจีนได้ จึงทำได้เพียงแอบผสมน้ำพุวิเศษลงในอาหารของพ่อฉินเพื่อช่วยในการรักษา
ไม่นึกเลยว่าผลลัพธ์จะออกมาดี หลังจากดื่มน้ำพุวิเศษไปสามวัน ผู้เฒ่าฉินก็ดูมีเรี่ยวแรงขึ้นมาก หากเพิ่มการรักษาแบบแพทย์แผนจีนเข้าไปด้วย การรักษาให้หายขาดคงไม่มีปัญหา
วันที่สี่ เหยาเฉิงจึงเข็นฉินเจิงมา เมื่อเห็นว่าคนที่คอยดูแลพ่อคือพ่อลูกตระกูลโจว แววตาที่เ็าก็ฉายแววหวั่นไหวเล็กน้อย เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้จักกตัญญูรู้คุณ
คนบางคน แม้คุณจะมอบความจริงใจเข้าช่วยเหลือ แต่นอกจากเขาจะไม่สำนึกบุญคุณแล้ว ยังอาจมองว่าสิ่งที่คุณให้มันน้อยเกินไปจนกลายเป็ความแค้น นี่แหละคือจิตใจคน
ทว่า พ่อลูกคู่นี้ดีจริง ๆ ตอนที่เขาช่วยคน เขาไม่ได้คิดจะให้ใครมาตอบแทน แต่ตอนนี้เมื่อได้รับการยอมรับและตอบแทนเช่นนี้ ก็ทำให้เขารู้สึกดีจริง ๆ
โจวเซี่ยไม่ได้มีความคิดอะไรพิเศษกับฉินเจิง แม้แต่จะมองเขาก็แทบไม่ทำ ข้อมูลพื้นฐานของเขาเธอรู้หมดแล้ว เมื่อความอยากรู้อยากเห็นได้รับการเติมเต็ม จึงไม่มีความจำเป็ต้องให้ความสนใจเขาอีก
ฉินเจิงเคยเห็นโจวเซี่ยมาก่อน หลังจากที่เขาช่วยเด็กสองคนของตระกูลโจว โจวเซี่ยก็เคยนำอาหารมาส่งให้เขาสองสามครั้ง
ทุกครั้งที่เจอ เธอจะมีท่าทางขี้อาย พูดเพียงประโยคเดียว วางของเสร็จก็เดินจากไป ไม่ได้พูดอะไรมากนัก
เขาจึงไม่มีความประทับใจอะไรเป็พิเศษ แต่เมื่อสองวันก่อนที่โรงพยาบาลในเมืองมณฑล เมื่อเขาเห็นโจวเซี่ยอีกครั้ง เขากลับต้องตกตะลึง
ร่างกายของเธอผอมจนเหลือแต่โครงกระดูก ทว่าแววตากลับดูมีพลังอย่างยิ่ง ทั้งยังมีความไม่ยอมแพ้แฝงอยู่ภายใน ซึ่งเป็สิ่งที่เด็กสาวคนนี้ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะสนใจ
เมื่อเขามองขึ้นไปก็เห็นโจวเซี่ยพอดี และโจวเซี่ยก็มองมาเช่นกัน พอสายตาของทั้งคู่ประสานกันกลางอากาศ โจวเซี่ยก็รีบเบือนหน้าหนีทันที
ฉินเจิงเห็นความเ็าในดวงตาของเธอเหมือนกับที่เขามี ซึ่งนั่นยิ่งกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเขา ‘เด็กสาวคนนี้ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน ได้ยินว่าเธอหย่าแล้ว หรือเป็เพราะผ่านความบอบช้ำมาจึงทำให้คนเราเปลี่ยนไป?’
แม้โจวเซี่ยจะแอบชื่นชมรูปลักษณ์ของฉินเจิงอยู่บ้าง แต่ก็เป็เพียงการชื่นชมเท่านั้น ไม่มีความคิดอื่น หลังจากหลุดพ้นจากสวีกัง เธอก็ยิ่งหมดความสนใจในตัวผู้ชาย
การฝากชีวิตไว้กับคนอื่น เป็การแสดงออกถึงความไม่มั่นใจอย่างยิ่ง เธอมีมือ มีเท้า และมีสมอง การใช้ชีวิตให้ยอดเยี่ยมด้วยตัวเองไม่ดีกว่าหรือ?
ตอนนี้ฉินเจิงและคนอื่น ๆ มาถึงแล้ว โดยมีเหยาเฉิงช่วยดูแลผู้เฒ่าฉิน โจวเซี่ยจึงไม่ต้องไปที่โรงพยาบาลอีก เพราะอย่างไรเสียก็ไม่ใช่คนในครอบครัว จึงไม่สะดวกนัก
ส่วนโจวเหล่าต้าอยู่ช่วยดูแลต่อ จึงให้โจวเซี่ยกลับไปก่อน หลายวันที่อยู่ในโรงพยาบาลทำให้หญิงสาวรู้สึกเหนื่อยล้ามาก เธอจึงไปซื้อเนื้อสองชั่งที่ตลาด และซื้อขนมปังกับบิสกิตให้น้อง ๆ และคุณย่า จากนั้นก็กินข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารเล็ก ๆ
หลังจากดื่มน้ำพุวิเศษจากมิติ เธอก็เดินกลับตามถนน โจวเซี่ยโชคดีที่ระหว่างทางเจอรถเกวียนวัวเข้าคันหนึ่ง เมื่อถามดูก็ปรากฏว่าเป็คนจากคอมมูนของเธอพอดี
คุณลุงวัยกลางคนที่ขับรถ พอเห็นท่าทางผอมแห้งแรงน้อยของโจวเซี่ยก็นึกสงสารขึ้นมา จึงยอมให้เธออาศัยติดรถไปด้วย
พ่อเคยบอกว่าตอนนี้ไม่มีรถโดยสารสาธารณะ การจะไปตัวอำเภอต้องเดินเท้า หรือไม่ก็อาศัยรถม้า รถวัว รถลา ที่ผ่านทางไป ซึ่งล้วนเป็ทางผ่าน และคนขับก็ใจดีให้ติดรถฟรี แสดงให้เห็นถึงความจริงใจอันบริสุทธิ์ของคนชนบท
ตลอดทาง คุณลุงกับโจวเซี่ยคุยกันประปราย ทำให้การเดินทางไม่เงียบเหงาจนเกินไป พอใกล้เที่ยงก็ถึงคอมมูน
โจวเซี่ยหยิบขนมปังแบบโบราณสองชิ้นออกมาจากกระเป๋าสะพาย ซึ่งเธอซื้อมาจากตัวอำเภอ คิดว่าจะเอาไว้กินแก้หิวระหว่างทาง แต่เมื่อได้นั่งรถคุณลุงจึงไม่ได้ใช้ จึงถือโอกาสมอบให้เพื่อเป็การตอบแทนน้ำใจ
คุณลุงรับขนมปังไปแล้วยิ้มจนปากแทบจะฉีก "แม่หนู บ้านอยู่ไหนล่ะ ลุงจะไปส่งที่บ้าน"
คุณลุงที่ได้รับขนมปังจากโจวเซี่ยก็ดีใจมาก เพราะตั้งใจจะเอาไปให้ลูกชายคนเล็กกิน ตัวเขานั้นไปตัวอำเภอบ่อย แต่เพราะเงินทองขัดสน จึงไม่สามารถซื้อของอร่อย ๆ ให้ลูกได้ทุกครั้ง นี่เป็สิ่งที่เขารู้สึกเสียใจอยู่เสมอ
ความจนช่างจำกัดความรักที่เขามีต่อลูกจริง ๆ
"คุณลุงคะ ฉันอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลโจวค่ะ คุณลุงผ่านทางนั้นไหมคะ? ถ้าไม่ผ่าน ฉันเดินกลับเองได้ค่ะ"
คุณลุงตอบด้วยความดีใจ "ผ่านสิ ผ่านพอดีเลย บ้านลุงอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลเฝิง อยู่ข้างหลังหมู่บ้านของหนูนี่เอง"
"ดีเลยค่ะ ขอบคุณคุณลุงมากนะคะ"
เมื่อเริ่มคุ้นเคย คุณลุงก็เริ่มชวนคุยเก่งขึ้น “อ้อ แม่หนู ลุงยังมีญาติอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลโจวด้วยนะ”