กลางเดือนมิถุนายน ปี 2001 กลิ่นอายของฤดูร้อนในอังกฤษไม่ได้อบอ้าวอย่างที่ใครคิด โดยเฉพาะที่นอร์ทัมเบอร์แลนด์ ท้องฟ้าเหนือเมืองนิวคาสเซิลถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆสีเทาหม่นที่ลอยต่ำ แสงแดดรำไรพยายามลอดผ่านช่องว่างเล็กๆ ลงมากระทบผิวน้ำในแม่น้ำไทน์จนเกิดเป็นประกายสีเงินจางๆ ลมตะวันออกที่พัดมาจากทะเลเหนือพาเอาความชื้นและไอเค็มเข้าปะทะใบหน้าของผู้คนที่สัญจรไปมา
อเล็กซ์ แซนเดอร์ แวน เดอ เบิร์ก ก้าวเท้าออกมาจากประตูเกตของสนามบินนิวคาสเซิล (Newcastle Airport) ความเย็นวูบหนึ่งปะทะเข้าที่ลำคอจนเขาต้องกระชับปกเสื้อโค้ทสีดำสนิทให้แน่นขึ้น อเล็กซ์ไม่ได้มาที่นี่เพื่อชื่นชมทัศนียภาพทางประวัติศาสตร์ของกำแพงเฮเดรียน หรือมาดื่มด่ำกับเบียร์เอลชื่อดัง แต่การเดินทางจากอัมสเตอร์ดัมข้ามน้ำข้ามทะเลมาครั้งนี้ มันคือการตัดสินใจ "ทุบหม้อข้าว" ตัวเองในเนเธอร์แลนด์ เพื่อแสวงหาอนาคตใหม่ในดินแดนที่ฟุตบอลเปรียบเสมือนลมหายใจ
เขาหยุดยืนหน้าแผงหนังสือพิมพ์ประจำสนามบิน สายตาคมกริบกวาดมองพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งของ The Evening Chronicle หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับบ่ายที่มีหัวข้อว่า "Magpies in Limbo: การเสริมทัพของนิวคาสเซิลที่ยังคงเงียบกริบ แฟนบอลเริ่มหมดความอดทน!"
อเล็กซ์หยิบหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นขึ้นมาดูพลางเหยียดยิ้มที่มุมปาก 'เงียบเหงางั้นเหรอ? นั่นแหละคือโอกาสของผม'
ในใจของเขาเริ่มทบทวนแผนการที่ดูเหมือนบ้าคลั่ง เหตุผลที่เขาเลือกนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการวิเคราะห์ด้วยข้อมูลจาก "อนาคต" ที่เขาล่วงรู้มาอย่างดีเยี่ยม
ประการแรก ที่นี่มี เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน (The Master) ชายชราผู้เป็นตำนานที่มีชีวิต ร็อบสันเคยคุมทีมในฮอลแลนด์มานาน ทั้งอาแจ็กซ์และพีเอสวี เขารู้วิธีการเจียระไนกองหน้าชาวดัตช์ให้เข้ากับสไตล์ฟุตบอลที่ดุดันได้ดีกว่าใครในเกาะอังกฤษ
ประการต่อมาคือช่องว่างมหาศาลในแดนหน้า แม้ อลัน เชียเรอร์ จะยังเป็น 'พระเจ้า' ของทูนอาร์มี่ แต่วัย 31 ปีประกอบกับอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่หัวเข่าเริ่มส่งสัญญาณเตือน นิวคาสเซิลในตอนนั้นกำลังต้องการกองหน้าสายปะทะที่เป็น 'กำแพงมนุษย์' มาคอยรองรับแรงปะทะจากกองหลังพรีเมียร์ลีกที่เล่นกันเหมือนออกรบ
'เชียเรอร์คือสัญชาตญาณดาวยิง เบลลามี่ที่เพิ่งย้ายมาคือความเร็วสายฟ้า... แต่พวกคุณยังขาดความแข็งแกร่ง' อเล็กซ์วิเคราะห์ในใจ แยน เวนเนกอร์ ออฟ ฮาสเซลลิงค์ ในวัย 22 ปี กับส่วนสูง 191 เซนติเมตร คือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่จะทำให้แนวรุกของนิวคาสเซิลสมบูรณ์แบบและเขารู้ดีว่าพรีเมียร์ลีกกำลังจะทะยานขึ้นเป็นลีกอันดับหนึ่งของโลก การพานักเตะเกรดเอมาฝังตัวที่นี่ตอนนี้คือการซื้อหุ้นในราคาที่ถูกที่สุดก่อนที่มูลค่ามันจะพุ่งกระฉูด
ทว่า สิ่งที่ทำให้อเล็กซ์ต้องกัดฟันกรอดคือ 'ปมพยาบาท' ที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลัง 'เลโอ' เอเย่นต์รุ่นเดอะผู้ทรงอิทธิพลในฮอลแลนด์ได้ประกาศสงครามกับเขา เลโอใช้อำนาจที่มีสั่งบล็อกคอนเนคชั่นของอเล็กซ์ทุกวิถีทาง แม้กระทั่งเบอร์โทรศัพท์ของเขาก็ถูกขึ้นบัญชีดำในสำนักงานใหญ่ของสโมสรแทบจะสิ้นเชิง เขาไม่สามารถนัดหมายใครได้ผ่านช่องทางปกติ
"บล็อกไปเถอะเลโอ... ในเมื่อประตูหน้ามันปิด ฉันก็จะเข้าทางหลังบ้าน" อเล็กซ์พึมพำเสียงเย็น
เขามองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกอาคารสนามบิน ชายหนุ่มในชุดสูทเนี้ยบที่มีเพียงความมั่นใจและข้อมูลลับในกระเป๋าเอกสาร นิวคาสเซิลในยุคนี้ไม่ได้มีไว้ให้คนขลาด แต่มีไว้ให้คนที่กล้าจะเดิมพันด้วยชีวิตเท่านั้น
"ไปเซนต์ เจมส์ พาร์ค..." อเล็กซ์บอกคนขับแท็กซี่สีดำที่จอดรออยู่ "ผมมีดีลที่จะเปลี่ยนโฉมพรีเมียร์ลีกไปตลอดกาลให้พวกเขารับผิดชอบ"อเล็กซ์พึมพำเสียงเบาที่แทบไม่ได้ยินก่อนจะเอื้อมมือไปปิดประตูรถ
รถแท็กซี่เคลื่อนตัวออกจากสนามบิน มุ่งหน้าสู่ใจกลางเมืองทิวทัศน์สองข้างทางเริ่มเปลี่ยนเป็นตึกแถวอิฐสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ อเล็กซ์นั่งกอดอกพลางมองดูเข็มนาฬิกา... สงครามระหว่างเขากับอำนาจมืดในฮอลแลนด์เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และนิวคาสเซิลจะเป็นสนามรบแรกที่เขาต้องชนะให้ได้เพื่อเปลี่ยนเกม