จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 95 ล่วงเกินสตรี

            จิ้งหมิงเฟิงเหลียวซ้ายแลขวาก่อนจะก้มหน้าวิ่งตะบึงไปทางด้านซ้ายของอาคารหลังหนึ่งแล้วแสร้งเป็นพิงผนังอาคารด้วยความเหนื่อยล้าสองตาเพ่งไปเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเยือกเย็น

            มันก้มหน้าหลับตาลงราวกับกำลังพยายามเรียกความทรงจำจากนั้นจึงพึมพำกับตนเอง “ผอม หน้าผากกว้าง คาง...”

            ขณะจิ้งหมิงเฟิงเรียกความทรงจำและพึมพำกับตนเองกล้ามเนื้อบนใบหน้าก็เริ่มบิดเบี้ยว ครู่ต่อมาก็ลืมตาและเงยหน้าขึ้นใบหน้ามันต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง กลับคลับคล้ายไป๋หยุนเฟยถึงเจ็ดแปดส่วน!

            “เอาล่ะข้าจำได้เพียงเท่านี้ แม้จะไม่เหมือนอย่างสมบูรณ์ แต่ก็คาดว่าไม่ต่างไม่เท่าใดอย่างน้อยก็คงไม่มีปัญหา” จิ้งหมิงเฟิงสัมผัสใบหน้าพลางพยักหน้าอย่างพอใจจากนั้นจึงเอ่ยปากขึ้น “อีกอย่างมันไว้ผมสั้น ยิ่งช่วยข้าประหยัดเวลา”

            จากนั้นมันเผยรอยยิ้มบิดเบี้ยวด้วยใบหน้าของไป๋หยุนเฟยหากไป๋หยุนเฟยมาเห็นต้องลงมือทุบตีจิ้งหมิงเฟิงอย่างแน่นอนเพราะรอยยิ้มนี้ดูต่ำช้าเกินไปแล้ว

            “โอ จริงสิยามนี้ยังไม่ใช่เวลาจะยินดี” จิ้งหมิงเฟิงหุบยิ้มลงจากนั้นรีบเดินไปตามถนนไปทางร้านเสื้อผ้า

            ภายในร้านกลับว่างเปล่าจิ้งหมิงเฟิงยืดคอกวาดตามองทั่วบริเวณจากนั้นพลันเผยสีหน้ายินดีเมื่อเห็นเงาร่างของคนสองคนห่างออกไปหลายร้อยวากำลังจะเดินเข้าไปในตรอกแห่งหนึ่งทางขวาของตน

            “ฮ่า ฮ่าพวกนางกำลังเดินเข้าตรอกที่ผู้คนบางตา ยิ่งช่วยให้ข้าประหยัดเวลาขึ้นไปอีก”จิ้งหมิงเฟิงหัวเราะอย่างชั่วร้ายก่อนจะไล่ตามทั้งสองไปอย่างรวดเร็ว

            ภายในตรอกนั้นไร้ผู้คนพลุกพล่านเช่นตรอกอื่นด้วยยามนี้เริ่มดึกแล้วร้านแผงลอยทั้งหลายเก็บข้าวของกลับจนหมดสิ้นเหลือเพียงแสงไฟจากตึกข้างเคียงร่วมกับแสงจันทร์ฉายส่องภายในตรอกอันว่างเปล่า

            “คุณหนู ไฉนพวกเราไม่พักในเมืองเหยียนหลินอีกสักสองสามวันนับตั้งแต่พวกเราออกจากบ้านมาเมื่อสองเดือนก่อนท่านก็ไม่เคยได้พักผ่อนเต็มที่มาก่อน...”สตรีวัยกลางคนเอ่ยปากกับหญิงสาวด้านข้างด้วยท่าทีรักห่วงใย

            “ไม่จำเป็นหรอกป้าจ้าวหรือท่านคิดว่าวีรชนวิญญาณระดับปลายเช่นข้าจะไม่อาจรับความลำบากได้?”หญิงสาวหันมายิ้มให้ นางใช้มือซ้ายปัดปอยผมบนใบหน้าไปทัดไว้หลังใบหูผิวนางผุดผ่องประดุจหยก คิ้วโก่งดั่งกิ่งหลิวดวงตายังสดใสยิ่งกว่าท้องฟ้ายามราตรีเบื้องบนยามแหงนมองหมู่ดาวอย่างชื่นชมดวงตาทั้งคู่เป็นประกายดั่งดวงดารา “อีกอย่างพวกเราพักที่นี่มาสองวันเต็ม ข้าทราบดีว่าท่านอยากให้ข้าได้พักอีกหน่อยคืนนี้พวกเราจะไม่ซื้อหาสิ่งใดเพิ่มอีก แต่ข้ารู้สึกว่าเราอยู่ที่นี่นานพอแล้ว เมื่อเราซื้อของจำเป็นที่เหลือครบจะรีบออกเดินทางทันที...”

            “อีกอย่าง...”หญิงสาวหันกลับไปมองที่ปลายถนน ก่อนจะกล่าวอย่างแช่มช้า“ยิ่งพวกเราไปถึงที่นั่นเร็วเท่าใดท่านก็ยิ่งกลับบ้านไปดูแลมารดาได้เร็วขึ้นเท่านั้น”

            คิ้วของป้าจ้าวขมวดเข้าหากันก่อนจะถอนหายใจ“คุณหนู ที่จริงท่าน...”

            “ป้าจ้าวข้าทราบดีว่าท่านจะกล่าวอันใด ไม่จำเป็นต้องปลอบใจข้า” หญิงสาวสั่นศีรษะ“ข้าอดกลั้นมาสิบแปดปี ในที่สุดก็ตัดสินใจแหกกรงนกของตระกูลออกมาข้าเพียงคิดจะทำในสิ่งที่ปรารถนา เมื่อใดที่แข็งแกร่งพอ ข้าจะตัดโซ่ที่คนเหล่านั้นล่ามมารดาข้าเอาไว้...ไม่ว่าจะเป็นใครที่พามารดาข้าไป ข้าไม่คิดจะใส่ใจ แต่ทว่า...คนที่ทำให้มารดาข้าต้องทนทุกข์ต้องมีสักวันที่ข้าจะกลับไปตอบแทนน้ำใจแทนมารดาข้าเป็นสิบเท่า --- ไม่ ---ต้องร้อยเท่า!”

            ก่อนจะกล่าวจบใบหน้าหญิงสาวก็เข้มขึ้นทุกทีด้วยความโกรธแค้นระคนโศกเศร้าอับจนปัญญา...

            ดวงตาป้าจ้าวก็เผยแววปวดร้าวเช่นกันเห็นหญิงสาวที่หดหู่ถ่ายทอดความเจ็บปวดออกมาทางแววตา ชั่วขณะที่จะเอ่ยปากสองตานางก็ตวัดไปด้านข้างพร้อมกับตะโกนอย่างโกรธกริ้ว“เด็กน้อยคิดทำอะไร?!”

            ทันทีที่เอ่ยปากก็สัมผัสได้ถึงพลังอันดุดันรูปวงแหวนสีส้มพุ่งเข้าหาทั้งคู่แล้วมือขวาข้างหนึ่งก็ยื่นกรงเล็บออกไปตะปบใส่สะโพกของหญิงสาวอย่างหยาบช้าลามก

            ป้าจ้าวตอบโต้อย่างว่องไวแต่เจ้าของมือข้างนั้นกลับคาดเดาออก หลังจากตะปบถูกชายเสื้อของหญิงสาวก็พลิกข้อชักมือออก

            “แควก!”เสียงฉีกขาดดังขึ้นพร้อมกับเสื้อของหญิงสาวปรากฏรูโหว่เท่าฝ่ามือขึ้น ยังดีที่หญิงสาวมีปฏิกิริยาไม่เชื่องช้ารีบคว้าส่วนบนของเสื้อไว้ไม่ให้ถูกกระชากออกมากกว่าเดิม

            ป้าจ้าวทั้งโกรธแค้นทั้งตื่นตะลึงไม่ใช่ว่านางไม่รู้สึกตัวว่ามีคนเข้าใกล้ ที่จริงนางทราบว่ามีคนผู้หนึ่งอยู่ใกล้ๆแต่เห็นได้ชัดว่าเป็นคนธรรมดาซึ่งฝีเท้าบ่งบอกว่ากำลังรีบร้อนกลับบ้านดังนั้นจึงไม่ได้ระวังต่ออีกฝ่าย คาดไม่ถึงว่าคนผู้นี้จู่ๆจะลงมือเช่นนี้ หากเมื่อครู่นางรู้ตัวไม่ทันท่วงทีเกรงว่าด้วยจิตใจว้าวุ่นของตนคงปล่อยให้คุณหนูถูกลวนลามยิ่งกว่านี้แล้ว

            เมื่อลอบจู่โจมล้มเหลวเงาร่างนั้นก็ปะทุพลังวิญญาณเคลื่อนตัวห่างออกไปสองสามวาเพื่อเผชิญหน้ากับทั้งคู่--- ที่แท้เป็นไป๋หยุนเฟย! โอ ไม่ถูกต้องที่จริงเป็นจิ้งหมิงเฟิงที่ปลอมตัวเป็นไป๋หยุนเฟยจึงจะถูก

            จิ้งหมิงเฟิงมองดูหญิงสาวตรงหน้าก่อนจะเหลือบตามองสตรีวัยกลางคนที่กำลังเดือดดาลสองตามันย้ายกลับมามองยังหญิงสาวที่เพิ่งจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนจะเลื่อนสายตามองดูเศษผ้าในมือมันฉีกยิ้มต่ำช้าพลางสูดดมกลิ่นหอมจากเศษผ้าอย่างเบิกบานแล้วจึงหัวเราะอย่างชั่วร้าย“ช่างน่าดึงดูดใจนัก แม้แต่เสื้อผ้าก็หอมหวาน ฮี่ ฮี่...นายน้อยผู้นี้นับว่ามีโชคด้านสตรี นางงาม ให้นายน้อยผู้นี้ปรนนิบัติเจ้าเถอะมากับข้าแล้วข้าจะรักถนอมเจ้าเป็นอย่างดี ฮี่ ฮี่...” หญิงสาวเพ่งตามองมันด้วยสีหน้าว่างเปล่าราวกับอับจนคำพูดดูท่านางไม่เคยเผชิญกับเกตุการณ์เช่นนี้มาก่อน เห็นจิ้งหมิงเฟิงสูดดมเศษเสื้อนางช่างต่ำช้านางก็เลิกคิ้วค้างขณะที่ใบหน้ากลายเป็นแดงก่ำ สองตาทอประกายโกรธแค้น ทั้งร่างสั่นระริก

            “เด็กน้อยห้ามเจ้าแสดงกิริยาต่ำช้าต่อคุณหนูเช่นนี้!” ป้าจ้าวตอบโต้อย่างรวดเร็ว ไม่ทันที่จิ้งหมิงเฟิงจะกล่าวจบนางก็ถีบเท้ากับพื้นจนเป็นหลุมส่งร่างขึ้นไปในอากาศ ขณะที่ทะยานไปเบื้องหน้าหลายวาก็ง้างขาขวาหวดใส่ทรวงอกจิ้งหมิงเฟิง   

            “ข้าไปแล้วไม่ต้องดุร้ายปานนั้น!” จิ้งหมิงเฟิงเค้นเสียงตะโกน อาศัยแรงถีบจากเท้าขวาไถลตัวไปด้านข้างอย่างยากเย็นก่อนจะหลบเท้าอย่างหวุดหวิด

            “ตูม!”เสียงระเบิดดังฝ่าอากาศพร้อมกับลมกระโชกพัดฝุ่นกระจายออกรอบทิศจิ้งหมิงเฟิงหลับตาแน่นพร้อมกับล่าถอยไปหลายก้าวอย่างว่องไว เท้าของป้าจ้าวกลับทิ้งหลุมกว้างครึ่งวาลึกหนึ่งเชียะบนพื้นที่มันเคยยืนอยู่เมื่อครู่!

            “เฮ้อน่าหวาดเสียวนัก นางเป็นผู้ใช้พลังธาตุดิน พลังช่างน่ากลัว!ยังดีที่ข้ายังว่องไวพอ...” จิ้งหมิงเฟิงปาดเหงื่อบนหน้าผากพลางลอบยินดีในใจ

            เมื่อเห็นตนเองพลาดเป้าป้าจ้าวก็ไม่แตกตื่นหรือหยุดชะงักตรงกันข้ามสีหน้าโกรธแค้นของนางยิ่งมายิ่งลึกล้ำเช่นเดียวกับหลุมที่นางสร้างด้วยเท้าที่หวดใส่จิ้งหมิงเฟิง

            “ยังจะลงมืออีก?!”จิ้งหมิงเฟิงร่ำร้องพลางหลบเลี่ยงหมดที่ชกใส่ “ท่านป้า ท่านป่าเถื่อนเกินไปแล้ว! คิดจะเอาชีวิตข้าเลยหรือ!”

            “คนต่ำช้าเช่นเจ้าก็สมควรแล้ว!เมื่อเจ้าล่วงเกินคุณหนู หากไม่ให้เอาชีวิตเจ้าที่นี่อย่างน้อยก็ต้องตัดแขนเจ้าข้างหนึ่ง!” ป้าจ้าวเอ่ยปากโพล่งขณะเตะกวาดใส่เท้าจิ้งหมิงเฟิงทว่าอีกฝ่ายกลับกระโดดหลบได้อย่างว่องไว

            จิ้งหมิงเฟิงแผดเสียงอีกหลายต่อหลายครั้งขณะกระโดดและหลบเลี่ยงท่าจู่โจมจากป้าจ้าวแม้นางจะบรรลุด่านภูตวิญญาณระดับกลางแต่พลังอันเข้มแข็งของนางกลับไม่อาจต่อต้านความว่องไวของจิ้งหมิงเฟิงจิ้งหมิงเฟิงเองก็ไม่ตอบโต้เพียงมุ่งเป้ากับการหลบหลีก ที่สำคัญที่สุดคือมันพยายามหาโอกาสเข้าหาหญิงสาวด้านหลังป้าจ้าวแต่ทุกคราที่มีโอกาสก็จะถูกป้าจ้าวที่รู้ตัวขัดขวางไว้ได้ก่อนผ่านไปสิบกระบวนท่านางก็ยังไม่อาจจู่โจมให้ถูกเป้า

            ระหว่างที่จิ้งหมิงเฟิงหลบหลีกก็มักจะหาโอกาสยั่วเย้าหยอกล้อต่อหญิงสาวด้วยถ้อยคำหยาบช้าลามกเพียงคำพูดก็เพียงพอจะทำให้ใบหน้านางแดงฉานด้วยความโกรธเคืองมีหลายคราที่นางถูกยั่วจนคิดจะทะยานเข้าไปร่วมมือกับป้าจ้าวสั่งสอนบุรุษที่น่ารังเกียจผู้นี้

            ระหว่างหลบจากแรงระเบิดที่สะเทือนรอบด้านตรงหน้าจิ้งหมิงเฟิงก็พลันปล่อยเสียงหัวเราะประหลาดพิกลออกมา “ดูนี่!”

     

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน