กว่าจะพาฮุ่ยเหม่ยส่งเข้าห้องคลอดได้อย่างราบรื่น อาฉาก็เหนื่อยใจแทบขาด ต้องนั่งหมดสภาพตัวอ่อนปวกเปียกอยู่บนเก้าอี้ด้านนอกห้องผู้ป่วยประหนึ่งลูกบอลที่ถูกปล่อยลมจนฟีบ สองตาเลื่อนลอย
นางพยาบาลสาวเดินเข้ามายิ้มให้ “พ่อลุง (ลุง) หนูโทรศัพท์ไปบอกครอบครัวเยี่ยฮุ่ยเหม่ยให้เรียบร้อยแล้วนะ พ่อลุงทำได้ดีมากๆ เลย ที่เหลือปล่อยให้เป็หน้าที่ของหมอนะพ่อลุงนะ”
อาฉาส่งเสียงครางอย่างไม่บ่งบอกความหมายเมื่อได้ยินนางพยาบาลพูดอย่างนั้น
เขาหวนนึกถึงตอนที่อยู่บนรถแท็กซี่เมื่อครู่ ฮุ่ยเหม่ยกางขาอ้าซ่าใส่เขา ร้องครวญครางว่าเด็กจะออกแล้ว เขาต้องทำคลอดให้เธอเดี๋ยวนี้
ั้แ่เกิดมาเขาเพิ่งเคยเห็นตรงนั้นของผู้หญิงภายใต้แสงสว่างเพียงพอเป็ครั้งแรก แต่ก่อนตอนภรรยายังอยู่ แค่จูงมือกันยังเขินจนไม่กล้าเงยหน้า เวลาทำก็เอาผ้าห่มคลุมโปงทำกันมืดๆ จริงอยู่ว่าคนจะคลอดลูกอะไรก็ห้ามไม่ได้ แต่ต้องมาเห็นสิ่งที่ไม่ควรได้เห็น ไม่รู้เขาจะซวยไปทั้งชาติหรือเปล่า!
อาฉาเอามือกุมหัวร้องครางอย่างอ่อนแรง
นางพยาบาลตบไหล่เขาเบาๆ “พ่อลุงเป็อะไรหรือเปล่า”
“ไม่เป็ไรๆ” เขาลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก รู้สึกมึนหัวจัด สติพร่าเลือนเต็มที หน้าอกก็เจ็บแน่น เริ่มหายใจไม่ออก
ไม่รู้ว่าฮุ่ยเหม่ยเป็อย่างไรบ้าง เขาเป็ห่วงจนหัวใจเต้นตึกๆ ถี่รัว มือไม้เย็นเฉียบ
ฮุ่ยเหม่ยเป็แม่เลี้ยงเดี่ยว เพิ่งย้ายมาอยู่ห้องแถวติดกับเขาเมื่อปีกลายนี่เอง มีลูกชายอายุเท่ากันกับเจ๋อฟางหลานชายเขา แถมยังเรียนโรงเรียนเดียวกันอีกด้วย ฮุ่ยเหม่ยถูกแฟนหนุ่มที่คบกันอยู่ทิ้งเมื่อรู้ว่าเธอตั้งท้อง ไอ้ผู้ชายชาติเบร่อ (ห่วย) ไร้ความรับผิดชอบเอ๊ย
อาฉาเห็นอีกฝ่ายเป็ผู้หญิงตัวคนเดียว นอกจากจะตั้งท้องยังต้องเลี้ยงดูครอบครัวอย่างยากลำบาก ดังนั้นไม่ว่าอะไรที่ตาแก่คนนี้ยังพอทำได้ เขาจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้เสมอ
เป็ต้นว่าราวม่านหรือชั้นไม้วางขนมปังในร้านของฮุ่ยเหม่ย เขาก็เป็คนช่วยต่อให้ทั้งนั้น
ผู้หญิงเป็เพศอ่อนแอบอบบางที่ต้องคอยดูแลเอาใจใส่ โดยเฉพาะระหว่างที่ตั้งท้องยิ่งสำคัญที่สุด
ตอนนั้นเมียเขาก็ตายไปเพราะคลอดลูกให้เขานี่แหละ
แม้จะเป็เื่ราวในอดีตที่ล่วงเลยมาหลายสิบปี แต่คิดถึงทีไร อาฉาก็ยังแน่นตื้อในจมูก หน่วยตาเปียกชื้น
“พ่อลุง จะนั่งพักหน่อยไหมคะ” นางพยาบาลสังเกตเห็นว่าเขาสีหน้าไม่ดี เพราะขาวซีดไร้สีเืจนเผือดเขียว “เดี๋ยวหนูวัดความดันให้ดีไหม” เธอถาม
อาฉาส่ายหน้า เขาแค่เป็ห่วงฮุ่ยเหม่ยเท่านั้นแหละ
หลังจากนั้นอาฉายืนแกร่วรออยู่หน้าคลอดเกือบสามชั่วโมงโดยไม่ยอมนั่งเก้าอี้ และไม่ให้นางพยาบาลตรวจร่างกายให้ จวบจนเสียงดังลั่นแผดขึ้นในห้อง จากนั้นประตูก็เปิดออก พยาบาลประจำห้องคลอดอุ้มทารกร้องไห้จ้าเดินออกมา
“ยินดีด้วยค่า เป็เด็กผู้ชาย!”
ได้ยินว่าฮุ่ยเหม่ยคลอดลูกอย่างราบรื่น อาฉาก็เบาโล่งเหมือนยกูเาออกจากอก ร่างโงนเงนไปมา แข้งขาอ่อนจนแทบยืนไม่อยู่
เสียงฝีเท้าดังขึ้นข้างหลัง ตามมาด้วยเสียงแหบพร่าของหนุ่มวัยรุ่น “ผมเป็ลูกชายเยี่ยฮุ่ยเหม่ย ไม่ทราบว่าแม่ผมเป็ไงบ้าง”
อาฉาหันไปมอง แล้วเห็นเด็กหนุ่มผมสั้นดกดำคนหนึ่ง
เด็กคนนั้นอายุไล่เลี่ยกับหลานชายเขา แต่สูงกว่าเล็กน้อย แล้วก็ดูเป็ผู้ใหญ่กว่า ใต้หางตาเรียวยาวมีไฝเล็กๆ หนึ่งเม็ด บุคลิกเตะตาจนบรรยายไม่ถูก ราวกับดาราหลุดออกมาจากโทรทัศน์อย่างไรอย่างนั้น
เสียงเปรี้ยงดังขึ้น สายฟ้าขีดวาบขึ้นบนผืนฟ้านอกหน้าต่าง แล้วคำรามครางครืนอย่างดุดันจนผนังะเื
สายฟ้าแรกของปีอุบัติขึ้นใน่ต้นฤดูใบไม้ผลิ
ฟ้าคำรนจิงเจ๋อ[1]
แสดงว่าฤดูใบไม้ผลิมาเยือนเต็มตัวแล้ว
วินาทีที่เห็นเด็กหนุ่ม อาฉารู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างที่หลับใหลในก้นบึ้งหัวใจมาเนิ่นนานได้ฟื้นตื่นขึ้นมาเช่นกัน หน้าอกเจ็บแน่นราวกับหมู่แมลงนับไม่ถ้วนไต่ไชคืบคลานอยู่ในนั้น จนเขาหายใจไม่ออก
ภาพตรงหน้าพลันดับมืด แข้งขาอ่อนยวบไร้เรี่ยวแรง
“เฮ้ย!” เด็กหนุ่มที่กำลังเดินผ่านไปอุทาน แล้วเอื้อมมือมาช่วยประคองเขาเอาไว้
การรับรู้ของอาฉาขาดหาย หมดสติไปทั้งอย่างนั้น
++++
“จักจั่นล่ะ!?” เสียงใสเจื้อยแจ้วของเด็กชายตัวเล็กๆ ดังขึ้นข้างหู
“นายบอกจะจับจักจั่นสีดำให้ฉัน ไหนล่ะจักจั่น!?”
เท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนใบหน้าเขาที่นอนอยู่บนเตียง อาฉาร้องครางอย่างทรมาน
“อัยยะ คุณชายใหญ่ อาฉามันเป็อีสุกอีใสอยู่นะครับ คุณชายใหญ่โปรดเมตตา อย่าลงมาที่เรือนบ่าวเลย มันอันตราย ถ้าคุณชายใหญ่ติดไปด้วยจะแย่เอา!” อาปาส่งเสียงบอก ก่อนจะอุ้มคุณชายใหญ่ยอมเอาแต่ใจออกไป
อาฉาปรือตาขึ้นมาเล็กน้อย เห็นคุณชายใหญ่วัยหกขวบสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวผูกโบหูกระต่าย หวีผมรองทรง ดิ้นขลุกขลักสลัดพันธนาการของอาปาจนหลุด จากนั้นก็วิ่งกลับมาที่เตียง เขย่าตัวเขา
“พรุ่งนี้ฉันต้องไปแล้วนะ จักจั่นที่นายรับปากไว้ล่ะ!? จักจั่นของฉันล่ะ!?”
อาฉาถูกเขย่าจนคลื่นไส้วิงเวียน ร้อง ‘โอ้ก’ แล้วอาเจียนของในกระเพาะใส่เสื้อผ้าที่รีดไว้เนี้ยบกริบของคุณชายใหญ่จนหมดไส้หมดพุง พลางนึกในใจว่าเสื้อผ้าทุกชุดของคุณชายใหญ่ซื้อมาจากญี่ปุ่น ราคาแพงหูดับตับไหม้ จากนั้นก็ทรุดกลับไปขดตัวบนเตียงอีกครั้งอย่างอ่อนเพลีย
เขาได้ยินเสียงแจ้วๆ ของคุณชายใหญ่ที่ยังพูดไม่ชัดนักร้องโวยวายขึ้นว่า
“อาฉาอ้วกรดเสื้อผ้าฉัน!”
เขาไข้ขึ้นจนมึนไปหมดแล้ว ไม่รู้ทำไมถึงได้คิดว่าสีหน้าท่าทางของคุณชายใหญ่ดูตลกสิ้นดี จึงได้หัวเราะออกมา
นั่นเป็ครั้งสุดท้ายที่เขาได้เจอคุณชายใหญ่
เพราะในวันรุ่งขึ้น เรือที่จะล่องไปญี่ปุ่นเจอพายุไต้ฝุ่น ถูกคลื่นซัดจนอับปาง
เขาที่เป็อีสุกอีใสนอนซมอยู่ในบ้าน ไข้ขึ้นสูงไม่ยอมลดสักที
อาปากลับมาด้วยั์ตาแดงก่ำ “ตอนข้าไปส่งคุณชายใหญ่ลงเรือ ท่านยังเอาแต่ร้องไห้บอกว่าสัญญากับเอ็งไว้ว่าจะไปจับจักจั่น ถ้ารู้แต่แรกว่าจะเกิดเื่แบบนี้ ต่อให้เอ็งไข้ขึ้นจนฟั่นเฟือน ข้าก็ยังจะลากเอ็งไปจับจักจั่นกับท่านให้ได้ ตอนนี้คุณชายใหญ่ไปแล้ว...จากไปทั้งที่ยังมีเื่ค้างคาใจแบบนี้...ไปสู่สุคติไม่ได้หรอก...”
อาปายืนสูดน้ำมูกตรงหน้าเตียง พยายามสะกดอารมณ์ไม่ร้องไห้ออกมา
“ไปแล้ว...ก็กลับมาได้นี่...” เขามึนหัวตาพร่าด้วยพิษไข้ ในใจนึกถึงคุณชายใหญ่ผู้แสนดื้อคนนั้น “ไว้เขากลับมาเมื่อไร...ฉันจะจับจักจั่นดำั์มาให้...”
“สายเกินไปแล้วละ” อาปาตอบอย่างนั้น
++++
เชิงอรรถ
^ อุตุปักษ์ที่ 3 ใน 24 ตามปฏิทินทางจันทรคติของจีน เริ่มประมาณวันที่ 5 หรือ 6 มีนาคมของทุกปี อากาศอุ่นขึ้น ฝนเริ่มตก สรรพชีวิตฟื้นตื่นจากการหลับใหลในฤดูหนาว