บทที่ 38 ต้องการชดเชยความเสียใจทั้งหมด
ฟ่านซีซีก็ตั้งใจฟังเช่นกัน เธออยากรู้ว่าซ่างตงให้ฟ่านจิ่นซินยืมเงินทำไม
ในยุคนี้ เงินหมื่นกว่าหยวนไม่ใช่น้อย ๆ ถึงแม้ซ่างตงจะเป็นลูกหลานคนรวย แต่นี่ก็นับว่าเป็นเงินก้อนโต
ฟ่านจิ่นซินไม่กล้าพูด เกรงว่าพี่ชายจะยิ่งโกรธ
ส่วนหลิ่วซิ่งฟางก็ดูเหมือนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงโมโหจนตัวสั่น คว้ารองเท้าจะตีปากลูกสาว
“พูดหรือไม่พูด! ปากนี่เริ่มหัดโกหกแล้วเหรอ เก่งขึ้นแล้วสินะ...”
เฉินเยว่อิงเห็นว่าซิ่งฟางลงมือหนักจริง ๆ จึงรีบเข้าไปห้าม
“ใจเย็น ๆ คุยกันดี ๆ! จิ่นซิน อย่าทำให้แม่โกรธสิ แม่เลี้ยงดูพวกเธอมาลำบาก จะพูดอะไรก็พูดกันดี ๆ แค่ยืมเงินเอง พูดให้ชัดเจนก็จบแล้ว”
ครั้งนี้ฟ่านจิ่นซินกลัวจริง ๆ ตั้งแต่เด็กจนโต แม่ไม่เคยโกรธหรือตีเธอแบบนี้มาก่อน
เธอพูดทั้งน้ำตาว่า “เขาแค่ให้หนูถ่ายรูปฟ่านซีซีให้เขา แล้วเขาก็ให้เงินหนู ไม่ได้ถ่ายอะไรเสียหาย แค่รูปธรรมดา ๆ รูปฟ่านซีซีปลูกต้นไม้ดอกไม้ หนู...”
เธอพูดไม่ทันจบประโยค ฟ่านจิ่นเฉิงก็ตบหน้าเธออย่างแรง
ฝ่ามือนั้นทำให้ฟ่านจิ่นซินถึงกับมึนงงไปเลย
ส่วนหลิ่วซิ่งฟางและเฉินเยว่อิงก็ยืนนิ่งไปครู่หนึ่งด้วยความตกใจ
ฟ่านเจวียนเจวียนและฟ่านมี่มี่ที่แอบมองเหตุการณ์อยู่ก็ยิ่งตกตะลึงจนต้องเอามือปิดปาก
พวกเขาไม่เคยเห็นฟ่านจิ่นเฉิงโกรธและน่ากลัวขนาดนี้มาก่อน
ฟ่านจิ่นเฉิงมองฟ่านจิ่นซินด้วยแววตาผิดหวัง ก่อนจะหันหลังเดินเข้าห้องแล้วปิดประตูใส่
เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ฟ่านจิ่นซินกลับตัวสั่นด้วยความกลัวจนทรุดลงไปกองกับพื้น
เธอรู้ดีว่าเธอทำให้พี่ชายโกรธมากแค่ไหน
หลิ่วซิ่งฟางทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ ด้วยความรู้สึกผิดหวังในตัวลูกสาวไม่ต่างกัน
ครั้งนี้แค่แอบถ่ายรูป แล้วครั้งหน้าล่ะ จะทำอะไรอีก?
ทำไมลูกชายถึงโกรธ จริง ๆ แล้วเธอในใจเธอรู้ดี
ในขณะที่บรรยากาศค่อย ๆ ตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ ฟ่านซีซีก็เดินถือเงินก้อนหนึ่งไปยังฝั่งตรงข้าม แล้วยัดเงินใส่มือของฟ่านจิ่นซิน
“พรุ่งนี้เอาเงินไปคืนซ่างตง แล้วเอารูปกลับมา วันนั้นที่เธอแอบตามฉันไปที่พื้นที่เพาะปลูก อย่างน้อยก็ต้องถ่ายไปร้อยกว่ารูป ต้องเอากลับมาให้ฉันไม่ขาดแม้แต่รูปเดียว รวมทั้งฟิล์มด้วย เธอต้องรู้นะว่าพี่ชายของเธอยังไม่มีรูปฉันมากขนาดนี้เลย”
พอพูดจบ เธอก็พูดเบา ๆ กับหลิ่วซิ่งฟางว่า “ป้าหลิ่ว อย่าโกรธเลยนะคะ ในช่วงที่คนเรากำลังเติบโต ก็ต้องมีช่วงเวลาที่ทำอะไรโง่ ๆ บ้าง ต่อไปก็ระวังหน่อยก็พอค่ะ หนูจะไปดูพี่จิ่นเฉิงนะคะ”
หลิ่วซิ่งฟางเห็นซีซีเป็นผู้ใหญ่แบบนี้ ทั้งยังพูดแทนลูกสาวของเธออีก เธอจึงพยักหน้าอย่างรู้สึกผิด “ไปเถอะ ไปดูเขาหน่อย”
เธอเข้าใจลูกชายของตัวเอง ถ้าครั้งนี้ไม่ใช่เพราะจิ่นซินทำให้เขาโกรธจริง ๆ เขาคงไม่ลงมือตีเธอหรอก
ฟ่านซีซีเปิดประตูเข้าไป เธอเห็นพี่จิ่นเฉิงนั่งอยู่ที่โต๊ะ ไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่
เธอค่อย ๆ เดินเข้าไปหา ยื่นมือโอบคอเขา แล้วพูดอย่างหวานซึ้งว่า “พี่จิ่นเฉิง พรุ่งนี้เราไปซื้อกล้องถ่ายรูปกันไหม แล้วไปถ่ายรูปกัน ถ่ายเยอะ ๆ ถ่ายรูปคู่กัน ดีไหม?”
ชาติที่แล้วเธอมีความเสียดายในใจหลายอย่าง เธอไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับพี่จิ่นเฉิง ไม่ได้ถ่ายรูปชุดแต่งงานกับเขา...
ชาตินี้ เธอจะชดเชยทั้งหมด
ถึงแม้ตอนนี้จะยังเด็กเกินไปที่จะถ่ายรูปแต่งงาน แต่การถ่ายรูปคู่กันก็น่ารักไปอีกแบบนะ!
ฟ่านจิ่นเฉิงรู้ตัวตั้งแต่ฟ่านซีซีเข้ามาแล้ว เขามองเธอออดอ้อนเพื่อทำให้เขาอารมณ์ดี จึงดึงเธอเข้ามากอดแล้วพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ฟ่านจิ่นซินสมควรโดนสั่งสอนบ้างแล้ว”
ชาติที่แล้ว ซ่างตงมีรูปของซีซีเยอะมาก พอซีซีจากไป ซ่างตงก็ยังจัดนิทรรศการภาพวาด ทุกภาพล้วนเป็นรูปของซีซี เป็นภาพที่วาดอย่างละเอียดอ่อนราวกับว่าซีซีในภาพวาดสามารถเดินออกมาจากแสงแดดได้
ต่อมา เขาก็ได้เห็นรูปเหล่านั้นโดยบังเอิญ...
ไม่มีใครรู้หรอกว่าตอนนั้น เขารู้สึกตกใจและอิจฉาซ่างตงมากแค่ไหน
ซีซีของเขาไม่เคยถ่ายรูปคู่กับเขาเลยสักใบ เขาเองก็ไม่มีรูปของเธอมากเท่าซ่างตง
ตอนนั้นเขาไม่รู้เลยว่า รูปถ่ายพวกนั้นของซ่างตง มาจากน้องสาวที่แสนดีของเขา
“พี่ก็สั่งสอนไปแล้วนี่ อย่าโกรธอีกเลยนะ”
ฟ่านซีซีพูดพลางลูบหลังของเขาเบา ๆ ก่อนจะกระซิบข้างหูเขาว่า “พี่จิ่นเฉิง พอถึงวันเกิดครบสิบแปดปี เราไปถ่ายรูปแต่งงานกันไหม ถือเป็นของขวัญวันเกิดให้ฉัน”
ทันใดนั้น ฟ่านจิ่นเฉิงก็เปลี่ยนจากโกรธเป็นดีใจ เขามองเธอด้วยความประหลาดใจ “จริงเหรอ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว พี่คงจะไม่ปฏิเสธใช่ไหม?” ฟ่านซีซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่ง
ฟ่านจิ่นเฉิงหัวเราะพลางบีบแก้มนุ่มนิ่มของเธอเบา ๆ “ทำไมฉันจะต้องปฏิเสธด้วยล่ะ อยากรีบถ่ายใจจะขาดแล้ว ซีซี เธอต้องจำคำพูดของตัวเองไว้ให้ดีล่ะ วันนั้นอย่าลืมนะ”
ไม่ได้การ ต่อไปเขาต้องคอยย้ำเตือนเด็กคนนี้บ่อย ๆ เสียแล้ว
ฟ่านซีซีเห็นว่าอารมณ์ของเขาดีขึ้นแล้ว จึงใช้นิ้วจิ้มไปที่อกของเขาอย่างซุกซน “พี่ช่วยจำไว้ให้หน่อยสิ ฉันจะกลับไปนอนแล้ว พี่ก็พักผ่อนแต่หัวค่ำด้วยนะ”
“ฉันไปส่ง”
เพียงแค่เดินไปสองก้าว ฟ่านจิ่นเฉิงกลับตั้งใจไปส่งฟ่านซีซีที่บ้าน รอจนกระทั่งเธอหลับตาลงแล้วเข้านอน เขาจึงปิดไฟให้เธอแล้วกลับบ้าน
เฉินเยว่อิงรู้สึกจนใจเล็กน้อยในตอนที่ปิดประตู แต่ในใจของเธอก็ได้จดจำชื่อของใครบางคนเอาไว้
ซ่างตง ต่อไปต้องคอยจับตาดูคนคนนี้เอาไว้ให้ดี
……
วันรุ่งขึ้น ฟ่านจิ่นซินไปหาซ่างตงที่ตึกข้าง ๆ แต่ไม่พบเขา เธอจึงไม่กล้าออกจากบ้านไปไหนทั้งวัน ไม่กล้าไปที่ร้าน และยิ่งไม่กล้าไปกินข้าวบ้านฟ่านซีซี เธอจึงต้องหิวไปทั้งวัน
ฟ่านซีซีเองก็ยุ่งกับการออกแบบพื้นที่เพาะปลูกแห่งที่สองของเธอเช่นกัน เธอออกไปตั้งแต่เช้าตรู่และกลับมาค่ำมืด
วันอาทิตย์ ลู่เหยาและอวี๋เสี่ยวอินที่เพิ่งย้ายมาอยู่ที่ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ได้มาเยี่ยมบ้านของฟ่านซีซีตั้งแต่เช้า
“ซีซี ไปเดินเล่นกันไหม วันนี้มีศูนย์การค้าเสื้อผ้าเปิดใหม่ที่ถนนซี มีโปรโมชันด้วยนะ!” ลู่เหยาพูดด้วยความตื่นเต้น พลางตบกระเป๋าใบโตที่เต็มไปด้วยเงินของเธอเบา ๆ
“หนึ่งพันหยวน นี่เป็นครั้งแรกที่แม่ให้เงินฉันซื้อของเยอะขนาดนี้”
ฟ่านซีซีเหลือบมองแล้วยิ้ม “เธอวางแผนจะซื้ออะไรเหรอ?”
“เสื้อผ้าไง เข้าฤดูหนาวแล้ว ฉันไม่มีเสื้อผ้าใส่ เสี่ยวอิน เธอจะซื้ออะไรล่ะ?”
อวี๋เสี่ยวอินพูดอย่างเขินอาย “แม่ให้ฉันมาแค่สองร้อยหยวน บอกว่าอยากซื้ออะไรก็ซื้อ”
บ้านของเธอไม่ได้ร่ำรวยนัก เงินสองร้อยหยวนถือว่ามากแล้วสำหรับเธอ
ฟ่านซีซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกางแขนโอบไหล่ทั้งสองคน “พวกเรามาขายดอกไม้กันเถอะ”
“ขาย...ขายดอกไม้?” ลู่เหยาทำหน้ามุ่ย เธออยากไปเดินเล่นนี่นา!
ฟ่านซีซีลูบหัวทั้งสองคน พลางยิ้มอย่างอารมณ์ดี “พวกเธอย้ายบ้านใหม่ ฉันยังไม่ได้ให้ของขวัญอะไรกับพวกเธอเลย วันนี้จะให้ดอกไม้พวกเธอคนละ 20 กระถาง เดี๋ยวเราไปขายกันที่หน้าศูนย์การค้าเสื้อผ้าแถวถนนซี ขายได้เท่าไหร่ค่อยเอาไปชอปปิงข้างใน เป็นไง?”
“แบบนี้มันจะดีเหรอ คนอื่นเขาจะหาว่าพวกเราแย่งที่ขายของเขาหรือเปล่า เหมือนมาวุ่นวายในพื้นที่ของเขา” อวี๋เสี่ยวอินดูไม่ค่อยมั่นใจ
ลู่เหยาก็ลังเลเล็กน้อย “เราจะโดนไล่หรือเปล่า?”
ถ้าเป็นแบบนั้นคงจะขายหน้าแย่