ตอนที่ 18 ภาพปริศนา
มู่จิ่นเหยียนที่เห็นว่าค่ำคืนนี้คงไม่มีผู้ใดมารบกวนพวกเขาแล้ว จึงหันไปบอกภรรยาของตนให้สบายใจ แล้วรีบพักผ่อนให้เร็วขึ้น
“คงไม่มีใครมารบกวนพวกเราอีกแล้ว ท่านก็พักผ่อนเถิด เดี๋ยวข้าก็จะนอนแล้ว”
“แล้วเ้าจะนอนที่ใด”
“บนตั่งด้านข้าง”
“ไหนเ้าว่าไม่ได้นอนมาหลายคืนแล้ว อีกอย่างใช่ว่าพวกเราจะไม่เคยร่วมเตียงกันเสียหน่อย”
พอกล่าวประโยคนี้ออกมา จินอวิ๋นเซียนก็อยากจะเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนี ถึงแม้ว่าว่าอันที่จริงแล้วตนจะเป็ชายก็ตาม แต่ตอนนี้ยังอยู่ในร่างกายของสตรี
หากจะเชื้อเชิญบุรุษตรงหน้าให้ร่วมเตียง อีกทั้งยังพูดออกมาอย่างไม่อายว่านี่มิใช่การร่วมเตียงครั้งแรก ตนที่อยู่ในร่างกายของผู้หญิงมานาน ก็รู้สึกขวยเขินอยู่ไม่น้อย
“ก็จริง ถ้าเช่นนั้นข้าก็ไม่เกรงใจท่านแล้วนะ”
มู่จิ่นเหยียนเองก็แอบดีใจ ที่คนตรงหน้ากล่าวประโยคนั้นขึ้นมา ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้คิดเกินเลยแต่อย่างใด แต่อย่างน้อยการที่จินอวิ๋นเซียนอนุญาตให้ตนใช้เตียงร่วมกันได้นั้น ก็บ่งบอกได้ดีว่าตอนนี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น
จินอวิ๋นเซียนที่เอ่ยคำนั้นออกไปแล้ว ก็ไม่คิดจะแก้ต่างให้ตัวเองแต่อย่างใด ก้มหน้าก้มหน้าปลดปิ่นปักผมออกจากศีรษะของตนเอง ก่อนจะหันมาล้างหน้าเปลี่ยนชุดเป็ชุดที่เตรียมสำหรับเข้านอน
ครั้นตัวเองทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว ก็เห็นมู่จิ่นเหยียนที่อยู่ในชุดนอนเตรียมพร้อมแล้วนั่งอยู่บนเตียง
“เตียงของท่านกว้างกว่าเตียงที่โรงเตี้ยม รับรองว่าไม่มีส่วนใดของร่างกายข้าไปรบกวนท่านแน่นอน”
“อืม”
จินอวิ๋นเซียนได้แต่รับคำในลำคอเพียงแค่คำเดียว นางเองก็ไม่เข้าใจเหตุใดมู่จิ่นเหยียนจะต้องแสดงกิริยาเช่นนี้ออกมา
“เออ นี่…พรุ่งนี้เป็คืนเดือนมืด เ้าจำได้หรือไม่”
“จำได้ ท่านมีอย่างอื่นจะสั่งหรือ”
“มิใช่ แค่้าเตือนเ้าเท่านั้น”
“แล้วปกติคืนเดือนมืด ท่านทำอะไร”
“ข้าก็อยู่แต่ในตำหนัก บางครั้งก็ลองเอาชุดบุรุษออกมาลองสวมใส่บ้าง”
“งั้นคืนพรุ่งนี้ท่านมีเื่อื่นที่อยากจะทำหรือไม่”
“มี แต่ก็คงทำไม่ได้”
“เื่ใด”
จินอวิ๋นเซียนมิได้บอกถึงเื่ที่ตนอยากจะทำให้ในคืนเดือนมืดให้มู่จิ่นเหยียนรับรู้ ทุกๆ สามสิบวันจะมีเพียงหนึ่งวันเท่านั้นที่ตนได้กลับไปอยู่ในร่างของบุรุษ ก่อนหน้านั้นตนมิได้คิดอยากจะทำเื่แบบที่บุรุษกระทำ
จนกระทำพบเจอมู่จิ่นเหยียน พบว่าคนผู้นี้สามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างได้ จนกระทั่งตนเองก็รู้สึกอิจฉา ครั้นตอนที่กลับไปร่างขอบุรุษ จินอวิ๋นเซียนก็อยากที่จะลองทำแบบที่มู่จิ่นเหยียนทำดูบ้าง
“เอาไว้ให้ข้าอยากจะลงมือทำจริงๆ แล้วข้าจะบอกเ้า”
“แล้วแต่ท่าน คืนนี้นอนเถิด ดึกแล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นไปเข้าเฝ้าแต่เช้า”
ราตรีแห่งค่ำคืนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ร่างของสองคนที่นอนร่วมเตียงในฐานะสามีภรรยา ต่างหลับใหลเพราะความเหนื่อยล้ามาทั้งวัน ทั้งคู่มิได้นึกถึงเื่ที่โบราณกล่าวไว้เลยสักนิด คืนเข้าหอมีค่าดั่งทองคำ อาจจะใช้ไม่ได้กับพวกเขาทั้งคู่
พวกเขาสองคนแต่งงานกันเพราะความจำเป็ มิได้แต่งกันเพราะว่าความรัก หากสุดท้ายแล้วมันกลายเป็ความรักจริง ก็แล้วแต่ลิขิตของ์ว่าจะให้พวกเขาดำเนินชีวิตไปแนวทางใด
เมื่อรุ่งเช้า แสงสว่างอันอบอุ่นสาดส่องมาแทนที่ความมืดยามค่ำคืน มู่จิ่นเหยียนที่รู้สึกตัวก่อนก็ลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตา เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดของราชบุตรเขยสำหรับเข้าเฝ้า
ตอนนี้เขาเป็ราชบุตรเขยเต็มตัวแล้ว ดังนั้นตัวเองจำต้องตระหนักถึงกิริยาท่าทางของตนอยู่ตลอดเวลา ดังเช่นที่มารดาของตนได้กำชับเอาไว้
เสียงกุกกักภายในห้องปลุกให้ร่างบางของอีกคนหนึ่งตื่นขึ้นมาเช่นกัน การลืมตาตื่นแล้วพบบุคคลอื่นอยู่ในห้องนอนของตนนั้น ออกจะไม่คุ้นเคยอยู่บ้างในความรู้สึกของจินอวิ๋นเซียน
แต่จะให้ทำเช่นไรได้ ในเมื่อนับั้แ่นี้ทั้งตนและมู่จิ่นเหยียนจะถือว่าเป็สามีภรรยากันอย่างถูกต้องชอบธรรมแล้ว คิดได้เช่นนั้นก็มิมีสิ่งใดให้ต้องประหลาดใจ
จินอวิ๋นเซียนเองก็ลุกขึ้นจากที่นอน เป็เวลาเดียวกันกับที่มู่จิ่นเหยียนเรียกชุนกงกงให้เข้ามาปรนนิบัตินางแต่งตัว
มู่จิ่นเหยียนนั้นถนัดที่จะทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองเสียมากกว่าจึงมิได้ให้ใครมาวุ่นวายกับธุระส่วนตัวของตน จึงได้แต่แจ้งให้ชุนกงกงรอปรนนิบัติจินอวิ๋นเซียนเพียงผู้เดียว
จินอวิ๋นเซียนและมู่จิ่นเหยียน เดินทางไปถวายพระพรฮ่องเต้ ฮองเฮา แต่ละตำหนักตามธรรมเนียม ไม่เว้นแม้กระทั่งตำหนักของพระสนมเยว่เหมย
“อวิ๋นเซียน เ้าก็อย่าลืมไปแวะบอกกล่าวเสด็จแม่เ้าด้วย พามู่จิ่นเหยียนไปให้นางรู้จัก”
“เพคะเสด็จพ่อ”
ตำหนักฉางชุนว่ากันว่าเป็ตำหนักที่งดงามที่สุดในบรรดาหกตำหนักของวังหลัง ซึ่งอดีตเคยเป็ที่ประทับของพระสนมเยว่เหมย พระมารดาขององค์หญิงเหวินเต๋อ จินอวิ๋นเซียน
ปัจจุบันตำหนักถูกปิดตายมิได้ให้พระสนมองค์ใดย้ายเข้ามาอยู่ เนื่องด้วยจินตงหยางฮ่องเต้ยังทรงระลึกถึงเ้าของตำหนักไม่เคยลืมเลือน ตำหนักนี้จึงถูกเก็บรักษาเอาไว้เป็อย่างดี
นอกจากนี้ยังมีข่าวลือในหมู่ขันที นางกำนัลเองว่า ขนาดฮองเฮาผู้เป็ใหญ่ในวังหลังทูลขอตำหนักฉางชุนกับฮ่องเต้ แต่พระองค์ก็มิทรงอนุญาตเช่นกัน ดังนั้นในหมู่คนในวังหลวง ต่างรู้ดีว่าเ้าของตำหนักนี้ยังประทับอยู่ในพระทัยของฮ่องเต้ไม่เสื่อมคลาย
“นี่คือตำหนักที่เสด็จแม่เคยประทับ และก็เป็ที่ที่ข้าเกิดด้วย”
“เป็ตำหนักที่งดงามสมคำร่ำลือจริงๆ”
บรรยากาศภายในตำหนักร่มรื่น เต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิดเบ่งบานราวกับกำลังต้อนรับจินอวิ๋นเซียนและราชบุตรเขย ถึงแม้ตำหนักนี้จะไม่มีผู้ที่อยู่อาศัย แต่ก็ยังมีขันทีนางกำนัลคนเก่าคนแก่ บ้างก็เคยอยู่รับใช้สมัยที่พระมารดาของจินอวิ๋นเซียนยังมีชีวิตอยู่
“คารวะองค์หญิง บ่าวให้คนจัดเตรียมของเซ่นไหว้ ไว้พร้อมแล้วเ้าค่ะ”
นางกำนัลอายุเยอะผู้นี้ จินอวิ๋นเซียนจำได้ว่านางเคยบอกว่าคือผู้ที่ติดตามรับใช้พระมารดาของตนมาั้แ่สมัยที่พระมารดาเข้ามาอยู่ในวังหลวง
หลังจากพระมารดาสิ้นพระชนม์ ฮ่องเต้ก็ทรงอนุญาตให้นางอยู่ต่อที่ตำหนักนี้พร้อมกับนางกำนัลขันทีอีกสามสี่คน เพื่อดูแลความเรียบร้อยของที่นี่
“ท่านป้าจาง ไม่เจอท่านเสียนานสบายดีหรือไม่”
“หม่อมฉันสบายดีเพคะ ท่านนี้คงจะเป็ท่านราชบุตรเขย ข้าน้อยแซ่จาง คารวะท่านราชบุตรเขย”
“ท่านป้าจางเกรงใจไปแล้ว”
นางกำนัลแซ่จางรู้ดีว่าหลังจากพิธีแต่งงานแล้ว จินอวิ๋นเซียนจะต้องพาราชบุตรเขยมาคารวะพระมารดาของตนเป็แน่ ตนจึงได้จัดเตรียมของเซ่นไหว้เอาไว้พร้อมเพรียง
โถงกลางของตำหนักที่ถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่ยังคงความอบอุ่นของบรรยากาศตำหนักนี้เอาไว้ ตรงกลางมีโต๊ะตั้งเอาไว้พร้อมเครื่องบูชา ้าโต๊ะถูกตั้งด้วยป้ายิญญา เพียงมองก็รับรู้ว่านี่คงเป็ป้ายิญญาของแม่ยายตนเป็แน่
มู่จิ่นเหยียนนั่งลงด้านข้างของจินอวิ๋นเซียนก่อนจะรับธูปมาจากนางกำนัลแซ่จาง ทำความเคารพป้ายิญญาของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
“ท่านแม่ ตอนนี้ลูกแต่งงานแล้ว ขอให้ท่านแม่มิต้องเป็กังวล มู่จิ่นเหยียนเป็คนดีเขาจะปกป้องดูแลลูกได้”
“คารวะท่านแม่ยาย ถึงแม้เราจะไม่เคยพบหน้ากัน แต่ข้ารู้ดีว่าท่านจะต้องงามเหมือนองค์หญิงเป็แน่”
“พูดไร้สาระให้น้อยๆ หน่อย”
จินอวิ๋นเซียนที่นั่งฟังอยู่ด้านข้าง ต้องรีบห้ามปรามก่อนที่มู่จิ่นเหยียนจะกล่าวคำที่ตนฟังแล้วจะรู้สึกอับอายออกมา
“ฮะ…แฮ่ม…ท่านแม่ยายโปรดวางใจ ข้าจะดูแลองค์หญิงเป็อย่างดี นางอยู่กับข้าจะไม่ได้รับอันตรายทั้งทางกายและทางใจอย่างแน่นอน”
มู่จิ่นเหยียนที่กล่าวคำพูดนั้นจบแล้วก็ทำการคารวะอีกสามครั้ง แต่ในขณะที่กำลังจะครบครั้งที่สามนั้น มู่จิ่นเหยียนก็ได้ลอบภาวนาในใจถึงเ้าของป้ายิญญาอีกครั้ง
‘ข้าเรียกท่านว่าแม่ยายคงไม่ถูก ต้องเรียกว่าแม่สามี หากท่านรู้สึกว่าข้าสามารถเป็ลูกสะใภ้ของท่านได้ การเดินทางไปเผ่าจันทราครั้งนี้ขอให้ท่านคุ้มครองพวกเรา หรือขอให้เราพบทางเข้าของเผ่าได้ในเร็ววันด้วยเถิด
และข้าขอสัญญาว่าข้าจะปกป้องบุตรชายท่านด้วยชีวิต ขอให้ท่านวางใจ’
ครั้งนี้เป็คำอธิษฐานออกมาจากใจของมู่จิ่นเหยียนอย่างแท้จริง
จินอวิ๋นเซียนนั่งพูดคุยกับป้ายิญญาของพระมารดาอยู่สักพัก ก็พามู่จิ่นเหยียนเดินชมรอบตำหนักฉางชุน บรรยากาศตำหนักร่มรื่นเย็นสบาย
ทุกที่ล้วนตกแต่งอย่างสวยงามเหมือนกำลังเดินอยู่ในตำหนักเทพธิดา ความงดงามนั้นราวกับหลุดออกมาจากอีกโลกหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
จินอวิ๋นเซียนพามู่จิ่นเหยียนเดินไปถึงห้องหนึ่งซึ่งเคยเป็ห้องที่พระสนมเยว่เหมยพระมารดาเคยใช้บรรทมนอน
นางกำนัลแซ่จางกล่าวไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนจัดวางไว้แบบเดียวกับตอนที่พระสนมยังมีชีวิตอยู่ มู่จิ่นเหยียนเดินเข้าไปด้านตามคำเชื้อเชิญของจินอวิ๋นเซียน
เขานั้นเพียงอยากให้นางมาซึมซับความทรงจำเอาไว้ก่อนที่จะเดินทางไกล เพราะว่าการไปครั้งนี้พวกตนก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอีกเมื่อไหร่ สิ่งใดที่พอจะทำก่อนออกเดินทางได้ เขาก็ไม่ขัดข้อง
จินอวิ๋นเซียนไปนั่งบนเตียงของพระมารดา ราวกับกำลังซึมซับความอบอุ่นที่เหลือทิ้งไว้ ถึงแม้ว่าตนรู้ดีว่าระยะเวลาผ่านมาสิบกว่าปี ผ้าปูที่นอนก็ถูกเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก แต่ตนก็ยังชอบมานอนบนที่นอนของมารดาอยู่ดี
ราวกับอยากจะให้ความรู้ของมารดาที่หลงเหลือในที่นี้คอยโอบกอดตัวเองเอาไว้ ถึงแม้ว่านางจะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับมารดาตนเองก็ตาม อาศัยความทรงจำผ่านรูปวาดมารดาเท่านั้น
“นี่คงเป็รูปวาดของเสด็จแม่ของท่านใช่หรือไม่”
“ถูกต้อง”
“งามมาก ท่านคงเหมือนเสด็จแม่ งามเหมือนกัน”
อยู่ๆ จินอวิ๋นเซียนก็ถูกชมต่อหน้าต่อตาแบบกระทันหัน ไม่ทันได้ตั้งตัว ก็รู้สึกขัดเขินอยู่ไม่น้อย จึงได้แต่ก้มหน้าเดินหนีไปทางอื่น
มู่จิ่นเหยียนที่ยืนมองดูรูปวาดของพระสนมเยว่เหมยอยู่นานราวกับถูกมนตร์สะกด เขาเริ่มรับรู้ว่ารูปวาดใบนี้มีสิ่งผิดปกติ ไม่เหมือนกับภาพวาดที่เขาเคยเห็นมาก่อน ครั้นพิจารณาให้ถี่ถ้วนกลับดูเหมือนว่ารูปวาดใบนี้ ถูกซ้อนทับกับอีกรูปวาดหนึ่ง
มู่จิ่นเหยียนรับรู้โดยใช้สัญชาตญาณของตนและจิตััของตนที่ทุกวันเริ่มที่จะชัดเจนมากยิ่งขึ้น ลองไล้ไปตามลายเส้นของรูปวาดนั้น ตอนนี้จิตััของมู่จิ่นเหยียนเริ่มคมชัดราวกับใช้นิ้วมือััภาพวาดนั้นแทน
เขาไล้ไปตามลายเส้นที่สลับซับซ้อนของภาพวาดนั้น หัวใจก็เต้นระรัว พยายามหาความหมายของภาพวาดนี้ อีกใจหนึ่งก็คิดว่าบางทีนี่อาจจะเป็เบาะแสหรือข้อความใดถึงพวกเขาหรือไม่
“องค์หญิง ท่านมาทางนี้ก่อน”
“มีอะไร”
“พระองค์สังเกตอะไรที่รูปวาดมารดาของพระองค์หรือไม่”
“ทำไมหรือ”
“ข้ารู้สึกว่ารูปวาดมารดาของพระองค์ผิดปกติ”
“หมายความว่าอย่างไร”
“ขออนุญาตพ่ะย่ะค่ะ”
มู่จิ่นเหยียนกล่าวขออภัย มิรู้ว่าคำกล่าวนี้บอกกับภรรยาตน หรือบอกว่าเ้าของรูปกันแน่ แต่หลังจากที่บอกแล้ว มู่จิ่นเหยียนก็ปลดภาพวาดนั้นออกมาจากผนัง นำภาพวาดนั้นมาส่องกับแสงสว่างที่สาดเข้ามาทางหน้าต่าง
ก่อนจะชี้ให้จินอวิ๋นเซียนมองดูรายละเอียดที่เขารู้สึกว่าภาพวาดนี้ประหลาด มองผิวเผินรูปวาดนี้คงจะคล้ายกับผู้หญิงยืนอยู่ท่ามกลางทิวทัศน์ที่งดงาม
แต่หากคนที่คุ้นเคยกับภาพแผนที่ แผนผังอย่างมู่จิ่นเหยียน ที่มักจะเห็นภาพต่างๆ มากมายย่อมต้องรู้สึกว่า ภาพทิวทัศน์เื้ัของพระสนมเยว่เหมยนั้นราวกับภาพของแผนที่เส้นทางเส้นทางหนึ่งเป็แน่