บทที่ 9 สตรีลึกลับ
ใน่เวลาเดียวกันกับที่ชายหนุ่มไปเยือนสำนักพันศาสตราและสำนักลิขิตฟ้า สตรีลึกลับสวมผ้าปิดหน้าในชุดคลุมสีดำได้มาเยือนสำนักเหนือ์ รอบตัวของสตรีผู้นั้นรัศมีพลังปราณได้กระจายออกมาปกคลุมตัวนางไว้ อากาศโดยรอบเปรียบเสมือนโดนแช่แข็ง
ทันทีที่สตรีผู้นั้นก้าวเข้ามาในอาณาเขตของสำนักเหนือ์ ฉินซูที่กำลังฝึกลมปราณอยู่ในขณะนั้นก็ััถึงการมาถึงของสตรีผู้นี้ได้
ศิษย์ทุกคนของสำนักเหนือ์ที่กำลังพักผ่อนอยู่ในเวลานี้ไม่อาจรับรู้ได้เลยว่า เวลานี้สตรีผู้หนึ่งกำลังเดินผ่านเรือนพักต่างๆ ตรงไปยังหอเ้าสำนัก หลังจากเดินมาเพียงครู่เดียวสตรีผู้นั้นก็มาถึงประตูของหอเ้าสำนัก
แต่ทว่าในสายตาของนางปรากฏ สตรีผู้มีรูปโฉมงดงามผู้หนึ่งยืนรอนางอยู่หน้าประตูแล้ว
สตรีผู้นั้นก็คือฉินซูนั่นเองนางมองไปที่สตรีผู้มาเยือนและครุ่นคิดกับตัวเอง บรรยากาศโดยรอบของสตรีผู้นี้ให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยกับนางยิ่งนัก แต่ไม่นานนางก็เลิกสนใจเื่นี้
“เ้าเป็ผู้ใดกันเหตุใดจึงบุกเข้ามาในสำนักของพวกข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต” ฉินซูถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจต่อสตรีเบื้องหน้านี้ แต่เมื่อเห็นสตรีเบื้องหน้าตนยังไร้การตอบสนองจากคำพูดของนาง ฉินซูจึงเตรียมจะเอ่ยถามอีกครั้งแต่ไม่ทันให้ได้เอ่ยถาม สตรีผู้นั้นก็ได้กล่าว
“เ้าสำนักแห่งนี้อยู่ที่ใดตัวข้าอยากพบเจอเขาเสียหน่อย” เมื่อพูดจบสตรีผู้นี้ก็รอคำตอบอยู่เนิ่นนานแต่สตรีตรงหน้านางนั้นกลับมือไม้สั่นแถมยังมีหยาดน้ำตาไหลลงมาอีก
ทางด้านฉินซูเมื่อสตรีผู้นั้นเอ่ยขึ้นเสียงของนางนั้นก็ทำให้ความคิดของฉินซูหยุดชะงักไปชั่วขณะ และเมื่อตั้งสติได้หยาดน้ำตาของนางก็เริ่มไหลออกมา
“ทะ…ท่านมีชื่อแซ่ว่าอันใดงั้นรึ ฉินซูอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม”
“เดิมทีข้าเป็คนกำพร้าไม่มีแซ่ แต่อาจารย์ผู้สอนวิธีฝึกฝนให้กับข้าได้ตั้งชื่อแซ่ให้ข้าไว้ ข้าคนแซ่จ้าว นามอ้ายฉิง”
เปรี้ยง…..เปรียบเสมือน สายฟ้านับร้อยสายฟาดผ่าอยู่ในสมองของนาง “คะ…คุณหนูในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว” สิ้นเสียงฉินซูก็ได้เข้าไปกอดจ้าวอ้ายฉิงโดยที่ไม่ทันให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว
สตรีนามจ้าวอ้ายฉิงนั้นเมื่อเห็นหญิงสาวที่คุยกับนางดีๆ อยู่เมื่อครู่ แต่พอได้ยินชื่อของนาง การแสดงออกของหญิงสาวตรงหน้าก็ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อหายจากอาการใที่โดนสวมกอด
จ้าวอ้ายฉิงได้พลักตัวของฉินซูออก พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สงสัย
“เหตุใดท่านจึงทำตัวเหมือนรู้จักกับข้าเป็อย่างดีเช่นนี้ ข้ากับท่านมิเคยรู้จักกันมาก่อนไม่ใช่หรือ”
เมื่อได้ยินคำถามฉินซูจึงนึกขึ้นได้ บัดนี้คุณหนูของนางนั้นได้กลับมาเกิดใหม่ถึงชื่อและน้ำเสียงจะเหมือนกันแต่รูปร่างหน้าตานั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว และสุดท้ายนางก็คงจำพวกข้าไม่ได้อยู่ดี ฉินซูได้แต่คิดแล้วทอดถอนหายใจ
“ต้องขออภัยท่านด้วยชื่อและน้ำเสียงของท่านเหมือนกับคนสำคัญของข้าและเ้าสำนัก แต่ข้าคงจะด่วนตัดสินใจเกินไป เื่นี้เห็นทีคงต้องให้ท่านเ้าสำนักมาพิสูจน์ด้วยตัวเอง” ประโยคหลังฉินซูได้แต่คิดอยู่ภายในใจ
“เช่นนั้นรึ ถ้าหากเป็ดั่งท่านว่าก็ถือว่าเป็เื่ที่แปลกมากที่คนสองคนจะมีชื่อและน้ำเสียงที่เหมือนกัน แต่ตัวข้านั้นไม่มีทั้งบิดามารดาจวบจนปัจจุบันตัวข้าถูกเลี้ยงดูและฝึกฝนมาโดยท่านอาจารย์เพียงผู้เดียว”
“จนเมื่อ3ปีที่แล้ว อาจารย์ของข้าต้องจากไปที่ใดสักแห่งที่ไม่สามารถบอกข้าได้ ท่านบอกแต่เพียงอย่างเดียวนั้นคือ ให้ข้ามาที่เมืองนี้และตามหาสำนักเหนือ์และให้ข้าเข้าร่วมกับสำนักแห่งนี้”
เดิมทีตัวนางนั้นไม่้านำตัวเองไปผูกติดกับสำนักใด แต่เมื่อนี่คือคำสั่งสุดท้ายของอาจารย์ที่ดูแลนางมา นางจึงยอมทำโดยไม่มีข้อแม้
ฉินซูเมื่อได้ยินสิ่งที่สตรีตรงหน้าเอ่ย ในสมองของนางก็เริ่มครุ่นคิดอีกครั้ง “จากคำพูดของท่านอาจารย์ท่านกล่าวว่า คุณหนูพึ่งกลับมาเกิดได้ไม่เกินสามปี”
“ไม่มีทางที่จะเป็แม่นางคนนี้ไปได้เด็ดขาด แล้วเหตุใดกระทั่งชื่อและเสียงจึงเหมือนกันได้ถึงเพียงนี้” สิ้นความคิดเสียงของสตรีผู้นั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ท่านอาจารย์ได้กล่าวกับข้าว่าหากมาถึงสำนักเหนือ์เมื่อได้ หากพบเจอเ้าสำนักหรือคนใกล้ชิดให้พูดประโยคหนึ่ง ไม่ทราบว่าแม่นางมีความใกล้ชิดระดับใดกับเ้าสำนักหรือ”
เมื่อได้ยินคำถามเช่นนี้ตัวของฉินซูก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่จะตอบออกไป เพราะคนที่ถามนางนั้นมีโอกาสที่จะเป็คุณหนูของนางกลับชาติมาเกิดเช่นกันถึงจะมีโอกาสที่จะเป็ไปได้ที่น้อยนิดก็ตามที
“อะ…เอ่อตัวข้านั้นมีอาจารย์คนเดียวกันกับเ้าสำนักและฝึกฝนด้วยกันมาหลายร้อยปี ย่อมใกล้ชิดกันอยู่ระดับหนึ่ง” นางตอบด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกผิดต่อสตรีตรงหน้าผู้ที่มีโอกาสเป็คุณหนูของนาง
แต่ในเวลาต่อมานางก็จัดการกับอารมณ์พวกนี้ได้ด้วยการที่นางบอกกับตัวเองซ้ำๆ ว่านางนั้นมิได้คิดอะไรกับหลินตงทั้งสิ้น นางนั้นแค่สำนึกบุญคุณของหลินตงและ้าจะตอบแทนชายหนุ่มก็เท่านั้นเอง
สตรีเบื้องหน้าหญิงสาวเมื่อได้ยินคำตอบนางจึงพยักหน้าและกล่าว “เช่นนั้นก็มิมีปัญหาท่านอาจารย์ฝากข้อความมาบอกแก่พวกท่าน ร้อยปีมิอาจรอ ข้าฝืนเทวานำโชคชะตามา”
สิ้นประโยคฉินซูก็ได้มองกลับไปที่สตรีเบื้องหน้านางอีกครั้ง พร้อมกับพึมพำประโยคเดิมซ้ำๆ ด้วยสีหน้าปีติยินดี “ร้อยปีมิอาจรอข้าฝืนเทวานำโชคชะตามา”
เมื่อตั้งสติได้อีกครั้งฉินซูเลือกที่จะไม่บอกถึงความสัมพันธ์ของพวกนาง นางคิดจะรอจนกว่าหลินตงจะมาแล้วค่อยบอกในคราเดียว คิดได้เช่นนั้นนางจึงเอ่ยกับสตรีเบื้องหน้าต่อแต่น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนลงมาก
“ในเมื่ออาจารย์ของท่านปรารถนาอยากให้ท่านเข้าร่วมกับสำนักเหนือ์ของพวกเรา ทางข้าก็ยินดีต้อนรับท่าน ว่าแต่ไม่ทราบว่าระดับการฝึกฝนของท่านอยู่ระดับใด”
สตรีเบื้องหน้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงอันไพเราะ “บัดนี้ตัวข้าเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับนักรบ อีกไม่นานคงเลื่อนเป็ระดับขุนพล”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ฉินซูก็ อดใมิได้ “ทะ..ท่านฝึกยุทธ์มากี่ปีงั้นรึ”
“ข้าฝึกยุทธ์มา300ปี มีอะไรอย่างนั้นรึ” เมื่อได้ยินเช่นนี้ฉินซูก็ยิ่งสับสนขึ้นไปอีก “ถ้าคุณหนูกลับมาเกิดเร็วกว่าเดิม100ปีแล้วเหตุใดจึงฝึกยุทธ์มา300ปีกันได้ล่ะ”
ข้อมูลที่นางได้รับมาในตอนนี้มีมากมายและไม่สมเหตุสมผลอยู่เต็มไปหมด “ตอนนี้ให้ว่าที่คุณหนูพักอยู่ที่สำนักก่อนก็แล้วกัน เื่ที่เหลือรอให้ท่านหลินตงมาสะสางเองจะเป็การดีที่สุด”
สุดท้ายฉินซูก็ได้หาที่พักในสำนักให้กับว่าที่คุณหนูของนางและบอกให้หญิงสาวรอจนกว่าหลินตงจะกลับมาจึงจะคุยกับนางอีกที
ณ เวลาปัจจุบันท่ามกลางูเาที่เต็มไปด้วยพฤกษานานาพันธุ์ กลุ่มคนราวๆ ยี่สิบคนได้เดินทางผ่านูเาและแม่น้ำเบื้องหน้าของพวกเขาเวลานี้ปรากฏเมืองเมืองหนึ่งในสายตาของพวกเขา
ชายหนุ่มที่เป็ผู้นำกลุ่มได้เอ่ยขึ้น “ขอต้อนรับสู่เมืองเมฆาครามและสำนักเหนือ์ของข้า” ชายหนุ่มที่พูดกับกลุ่มคนด้านหลังนั้นก็คือหลินตงนั่นเอง บัดนี้เ้าสำนักเหนือ์ได้กลับมาแล้ว
เวลานี้เองในสำนักเหนือ์ฉินซูที่กำลังสอนเหล่าศิษย์ในสำนักอยู่นั้น จู่ๆ ก็ได้มองออกไปนอกเมืองด้วยสายตาปีติยินดี
ระหว่างที่หลินตงเข้าใกล้บริเวณเมืองเมฆาครามตัวของชายหนุ่มก็ได้ปล่อยรัศมีพลังปราณออกมาเพื่อส่งสัญญาณถึงฉินซู ว่ากลุ่มคนที่มานั้นคือตัวเขาเองสิ่งนี้ก็เพื่อกันผู้คนในสำนักไม่ให้ตื่นใกันเกินเหตุ
เวลานี้ฉินซูได้เอ่ยขึ้นกับเหล่าศิษย์ในสำนัก “ท่านเ้าสำนักกลับมาแล้ว”
ระดับพลังของดินแดนถงเทียน
1.กำ
เนิดปราณ
2.ผสานปราณ
3.หลอมรวมปราณ
4.ะเิปราณ
5.นักรบ
6.ขุนพล
7.ราชันย์ยุทธ์
จากผู้เขียน: ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านกันมานะขอรับ คอมเม้นท์พูดคุยกันได้นะครับ
ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio