“ลูกสาวคนดีของพ่อ เมื่อครู่มันช่างน่ากลัวเหลือเกินหากเจ้าไม่เก็บหัวไชเท้ามาให้พ่อสักต้น หัวใจคงต้องเต้นแรงเช่นนี้ไปตลอดไม่กลับมาปกติแน่!”
“ท่านพ่อ หากคนเราหัวใจไม่เต้นก็คือคนตายน่ะสิเจ้าคะ”
หยวนเหล่าเอ้อร์ “…”
บรรยากาศจากเดิมที่ตึงเครียด สิ้นประโยคของเจินเจินก็ชวนให้ผ่อนคลายลงไม่น้อยจ้าวซื่อรวมถึงจ้าวจินจู้ถึงกับกลั้นไม่อยู่ส่งเสียงหัวเราะออกมาท่ามกลางบรรยากาศที่มีซากศพรายล้อมอยู่เช่นนี้ ทุกคนยังสามารถหัวเราะออกมาได้ช่างหายากโดยแท้
ก่อนหน้านี้หยวนเหล่าเอ้อร์ไปเก็บสมุนไพรกลับมาแล้วไม่เจอบุตรสาวใจมัวแต่พะว้าพะวงเป็นห่วงเจินเจินจึงไม่ทันสังเกตบรรยากาศโดยรอบ ทว่าบัดนี้เมื่อบุตรสาวกลับลงมาจากยอดเขาอย่างปลอดภัยแล้วทำให้คิดขึ้นมาได้ว่า หากพวกเขาไม่ได้ไปเก็บสมุนไพร ก็ไม่แน่ว่า…ไม่ใช่ไม่แน่ว่าจักต้องต่างหาก!
พวกเขาจักต้องเป็นหนึ่งในซากศพเหล่านี้แน่นอน!
“รีบจัดการกับซากศพเหล่านี้เถิด หาไม่แล้วจะดึงดูดสัตว์ป่ามาได้”หมอเทวดาชวีกล่าวเตือน
ทุกคนหันไปมองหมอเทวดาชวีอย่างรอคอยคำสั่ง
หมอเทวดาชวี “รีบช่วยกันนำซากศพเหล่านี้ไปเผาเถิด”
กิ่งไม้ที่องครักษ์ของหลิ่วตี๋หามาก่อนหน้านี้ เมื่อรวมกับในส่วนที่จ้าวจินจู้หามาก็เพียงพอให้นำมาก่อกองไฟกองใหญ่เพื่อเผาซากศพทั้งหมดขณะที่จ้าวจินจู้ก่อกองไฟจึงพลันเข้าใจว่า เหตุที่หมอเทวาชวีบอกให้เขาไปหากิ่งไม้มาคือต้องการจะก่อกองไฟกองใหญ่นั่นเอง
“ไอ้หยา ข้าทำไม่ไหว ขาข้าไม่มีแรงเลย” หยวนเหล่าเอ้อร์แสร้งทำเป็นล้มกองไปกับพื้นก่อนจะเบนสายตาไปยังกระโจมหลังหนึ่งซึ่งไม่ได้รับความเสียหายใดๆ แล้วรีบคลานเข้าไป
หมอเทวดาชวีเห็นแล้วถึงกับกล่าวคำใดไม่ออก ขณะที่จ้าวซื่อกับเจินเจินกลับชินเสียแล้วพวกนางจึงไม่พูดคำใด ถกแขนเสื้อขึ้นแล้วช่วยกันขนย้ายซากศพ
“นำศพมากองรวมกันไว้ตรงนี้ จะเผาภายในครั้งเดียวมิได้ ศพเยอะเกินไปหากเผาพร้อมกันจะเผาไม่หมด” จ้าวซื่อเอ่ยคำขณะคิดอย่างทอดถอนใจ คนตายไปแล้วก็ไม่ต่างอันใดกับหมูตายตัวหนึ่งดังนั้นที่พวกนางเผาอยู่ตอนนี้หาใช่คนไม่แต่คือหมู
หลังจากจัดการศพเสร็จเรียบร้อยจ้าวจินจู้ที่ใบหน้าอิดโรยเหนื่อยล้าเดินไปยังกระโจมสองหลังที่ถูกพวกคนชุดดำทำเสียหายจัดการซ่อมแซมขึ้นมาใหม่อีกครั้ง กระโจมสองหลังนี้หลังหนึ่งเป็นของเจินเจินกับพี่สาวส่วนอีกหลังเป็นของหมอเทวดาชวี
ทุกคนกินแผ่นแป้งทอดเป็นมื้อเย็น วันนี้ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์น่ากลัวจึงไม่มีผู้ใดมีกะจิตกะใจหรือเรี่ยวแรงจะไปล่าสัตว์ป่าหรือเก็บผักป่ามาทำอาหารส่วนที่ว่าเหตุใดทุกคนถึงไม่ไปตั้งกระโจมแถวอื่น โดยยังคงพักอยู่ที่เดิมไม่กลัวคนชุดดำย้อนกลับมาอีกหรืออย่างไร
กลัวสิ ไยจะไม่กลัว แต่กลัวแล้วมีประโยชน์อันใดเล่าอีกประการจะให้เปลี่ยนไปที่ใดได้ แม้เปลี่ยนไปพักบริเวณอื่นก็ต้องถูกพบอยู่ดีเช่นนั้นก็อย่าสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงเลย ต่อให้ต้องตายอย่างน้อยก็ได้ตายด้วยกัน
วันนี้ทุกคนเหนื่อยมาก นอกจากหมอเทวดาชวีคนที่เหลือล้วนนอนหลับกันไปหมดแล้ว
กลางดึกคืนนั้นเจินเจินถูกสัมผัสเปียกชื้นที่ใบหน้าปลุกให้ตื่นนางสะลึมสะลือลืมตาขึ้น ใบหน้าของเสือตัวหนึ่งอยู่ในครรลองสายตา นางกอดคอมันไว้ในทันทีที่เห็นพร้อมทั้งใช้ใบหน้าถูไถไปมา สองขาเกี่ยวกอดตัวมันแล้วหลับไปอีกครั้ง
เสือขาวใช้ลิ้นเลียไปตามผมและใบหน้าของเด็กหญิง ก่อนจะนอนหลับอยู่ข้างๆ
รุ่งเช้าวันถัดมา พระอาทิตย์เพิ่งจะทอแสงจ้าวซื่อถูกเสียงนกร้องปลุกให้ตื่น นางลุกขึ้นมานั่งก่อนจะหันไปมองบุตรสาวซึ่งนอนอยู่ด้านข้างทว่าสายตากลับปะทะเข้ากับดวงตาของเสือขาวตัวหนึ่งจึงส่งเสียงร้องอย่างตื่นตระหนก “กรี๊ด!”
เจินเจินถูกเสียงมารดาปลุกให้ตื่น นางเอามือขยี้ตาร้องเรียก “ท่านแม่”จ้าวซื่อรีบดึงตัวบุตรสาวมาหลบอยู่ด้านหลัง เนื้อตัวสั่นเทามองเสือขาวตรงหน้าอย่างระแวดระวังปนหวาดกลัว
เสี่ยวไป๋ใช้ลิ้นเลียไปตามขาของตนเองก่อนจะลุกขึ้นยืนสะบัดตัวและบิดตัวอย่างขี้เกียจจากนั้นเดินอย่างเชื่องช้าออกไปนอกกระโจม
เจินเจินตื่นเต็มตาทันใด เมื่อคืนนางฝันว่าเสี่ยวไป๋มาหา ที่แท้ก็ไม่ใช่ความฝันเสี่ยวไป๋มาหานางจริงๆ!
“ท่านแม่ไม่ต้องกลัว นั่นคือเสี่ยวไป๋ ตอนเด็กที่ข้าขึ้นเขาบ่อยๆก็เพราะมาเล่นกับมัน มันคงเห็นข้าเข้าป่าก็เลยมาหา”เจินเจินใช้มือลูบแผ่นหลังมารดาอย่างปลอบโยนพร้อมกับอธิบาย
“ท่านแม่ มันเป็นแมว เพียงแต่ตัวใหญ่กว่าแมวในหมู่บ้านเล็กน้อยเท่านั้นท่านไม่ต้องกลัว มันเชื่อฟังยิ่ง!”
จ้าวซื่อ “…”
ตัวใหญ่กว่าแมวเล็กน้อย?
ลูกสาวคนดีของแม่ นั่นหาใช่ตัวใหญ่กว่าเล็กน้อย แล้วนั่นก็มิใช่แมวแต่คือเสือ...เสือตัวจริงเสียงจริง!
จ้าวซื่อน้ำตาไหลอาบแก้ม ย้อนนึกถึงเมื่อครั้งที่บุตรสาวบอกกับนางว่าจะขึ้นเขาไปเล่นกับเสี่ยวไป๋ก็ให้นึกว่าเสี่ยวไป๋คือบุตรของนายพรานที่อาศัยอยู่ในป่า ไม่คิดว่า…บุตรสาวจะเข้าใจผิดเห็นเสือเป็นแมวเสียได้!
คิดแล้วก็รู้สึกกลัวยิ่งนัก นางด่าว่าตนเองว่าไฉนยามนั้นถึงได้คิดน้อยเสียเหลือเกิน
ความจริงแล้วเรื่องนี้จะโทษจ้าวซื่อมิได้ ด้วยเพราะนางมีงานต้องทำมากมายอีกทั้งเด็กๆ ในหมู่บ้านส่วนใหญ่ก็ถูกเลี้ยงแบบปล่อยปละละเลยทุกครั้งที่บุตรสาวออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกจะกลับมาอย่างปลอดภัยทุกครานางกับสามีจึงมิได้คิดมาก
แต่ปรากฏว่า…
“เจินเจิน เจ้าสัตว์ร้าย ข้าขอสู้ตาย!”
ด้านนอกกระโจมมีเสียงหยวนเหล่าเอ้อร์และเสียงคำรามของเสี่ยวไป๋ดังขึ้นจ้าวซื่อกับเจินเจินจึงรีบวิ่งไปดูในทันใด
ที่ด้านนอกกระโจม หยวนเหล่าเอ้อร์ที่ในมือถือกระบี่กำลังวิ่งพุ่งเข้าใส่เสี่ยวไป๋ขณะที่เสี่ยวไป๋มองมนุษย์ตรงหน้าอย่างสงบนิ่งก่อนจะใช้ขาข้างหนึ่งฟาดไปที่ตัวอีกฝ่ายเบาๆ กระบี่ในมือหยวนเหล่าเอ้อร์ร่วงตกพื้นส่วนตัวคนก็ล้มลงด้วยเช่นกัน
หยวนเหล่าเอ้อร์ตาโตมองสัตว์ร้ายตรงหน้าอย่างประหวั่นพรั่นพรึง เขากลัวจนฉี่ราดน้ำตาไหลพรากพึมพำสั่งเสียว่า “เจินเจิน พ่อไม่เอาไหน ไม่อาจแก้แค้นให้เจ้าได้แต่เจ้าไม่ต้องกลัว พ่อกำลังจะถูกสัตว์ร้ายตัวนี้ฆ่าตาย จะได้ไปพบกับเจ้าในอีกไม่ช้านี้แล้ว!”
ไม่รู้ว่าหยวนเหล่าเอ้อร์ไปเอาความกล้ามาจากที่ใดถึงได้พูดสั่งเสียยืดยาวเช่นนี้
“ท่านพ่อ!”
“ท่านพี่!”
จ้าวซื่อกับเจินเจินที่เพิ่งวิ่งออกมาจากในกระโจมร้องเรียกหยวนเหล่าเอ้อร์เห็นบุตรสาวและภรรยายังปลอดภัยก็รู้สึกดีใจยิ่งเวลานี้เองจ้าวจินจู้วิ่งมาแล้วรั้งตัวทั้งคู่ให้ไปยืนอยู่ด้านหลัง
หยวนเหล่าเอ้อร์ตะโกนสั่งเสียกับจ้าวจินจู้ “ฝากเจ้าดูแลบุตรสาวและภรรยาของข้าด้วยข้าจะขอบคุณเจ้ามาก รีบพาพวกนางหนีไปเสีย!”
ทันทีที่กล่าวจบหยวนเหล่าเอ้อร์พุ่งเข้าไปกอดคอเจ้าสัตว์ร้ายตรงหน้าเอาไว้พลางตะโกนอย่างกล้าหาญ“เจ้ากินข้าสิ กินข้าเลย ข้าตัวใหญ่ กินข้าคนเดียวก็อิ่มแล้ว พวกเจ้ารีบหนีไปรีบหนีไป!”
จ้าวจินจู้จับแขนเจินเจินกับจ้าวซื่อเอาไว้เตรียมพาหนีทว่าเจินเจินกลับสะบัดแขนออก ตะโกนเรียกเสียงดัง “เสี่ยวไป๋มานี่นั่นคือท่านพ่อของข้า อย่าได้ขู่ให้เขากลัว!”
สิ้นคำของเด็กหญิง เสือขาวซึ่งตัวยาวประมาณสองหมี่[1] เดินเข้าไปหาเจินเจินมันก้มตัวเพื่อให้อีกฝ่ายลูบหัวมันได้อย่างสะดวก จากนั้นนอนหงายท้องอ้อนให้เกาให้ เสี่ยวไป๋ส่งเสียงร้องราวกับถามว่านั่นคือบิดาของเจ้าหรือ เหตุใดถึงได้โง่เง่าถึงเพียงนั้นหากข้าต้องการจะกินเขาจริงๆ มีหรือจะปล่อยให้พูดมากเช่นนั้นเจ้าแน่ใจนะว่านั่นคือบิดาของเจ้าจริงๆ
ทุกคนอ้าปากค้างตาโต
จ้าวซื่อ “…”
มิน่าเล่า เจินเจินถึงบอกว่ามันคือแมว เพราะท่าทางของมันมิได้แตกต่างอันใดกับแมวในหมู่บ้านเลยแม้แต่น้อย
[1]หมี่ หมายถึง เมตร