เบื้องหน้าเซิ่งมู่คือโรงเตี๊ยมสายลมหวนที่เขาได้มาเยี่ยมเยือนหลายครั้งใน่ครึ่งเดือนมานี้ สาเหตุแรกคือการมาเยือนสหายอย่างปี้อวิ๋นหลาน สาเหตุที่สองคือมาแลกเปลี่ยนความรู้กับศิษย์จากสำนักวสันต์เขียว
ถึงจะใช้คำว่าแลกเปลี่ยนความรู้ แต่ความจริงแล้วคือการที่คนทั้งสามอย่าง หลิวจื่ออี้ ปี้อวิ๋นหลานและปี้ชิงเหยา นั่งพูดคุยกัน ส่วนตัวเซิ่งมู่ที่ไม่ค่อยรู้เื่ราวนอกเมืองเล็ก ก็ได้แต่นั่งจิบชาอยู่เงียบๆ เว้นเสียแต่ว่าเื่ที่ทั้งสามพูดกันจะมีกล่าวไว้ในตำราแม่น้ำและขุนเขา เซิ่งมู่ถึงจะมีส่วนร่วมบ้าง
มีอยู่ครั้งหนึ่งปี้ชิงเหยาหันมาถามเซิ่งมู่ “เราเปลี่ยนเื่คุยกันดีหรือไม่?”
เซิ่งมู่จึงส่ายหน้าก่อนยิ้มตอบว่า “พวกเ้าคุยกันไปเถอะ ข้านั่งฟังแบบนี้ก็ได้รับความรู้มากมายดี”
หลังครั้งนั้นทั้งสามคนจึงมักหาหัวข้อใหม่ๆ ทั้งเื่ตระกูลใหญ่ในชิงอวิ๋น เื่การฝึกตน และข้อควรระวังในยุทธภพมาพูดคุยกันอยู่เสมอ เพียงเพื่อให้เขาได้รับรู้เื่ใหม่ๆ มากขึ้น เซิ่งมู่จึงประทับใจคู่พี่น้องจากสำนักวสันต์เขียวเป็อย่างมาก
ระหว่างที่เซิ่งมู่กำลังหวนนึกถึงเื่ราวระหว่างเขากับสำนักวสันต์เขียวอยู่นั้น ชายโครงของเขาก็โดนศอกเล็กๆ ศอกหนึ่งกระทุ้งมาเบาๆ ทำให้เซิ่งมู่รู้สึกตัว
“เ้ายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้นานนัก จะไม่เข้าไปหรืออย่างไร?”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินดังนั้นจึงยิ้มให้กับแม่นางชุดเขียวเบื้องหน้าตน ก่อนจะผายมือไปที่ทางเข้าโรงเตี๊ยม
“เชิญเ้าก่อน”
หลิวจื่ออี้จึงยักไหล่ ก่อนจะเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมเหมือนอย่างเคย
ในชั้นล่างสุดของโรงเตี๊ยมมีผู้คนมากหน้าหลายตาที่กำลังเพลิดเพลินกับอาหารคุณภาพดี เมื่อเสี่ยวเอ้อของโรงเตี๊ยมเห็นเซิ่งมู่และหลิวจื่ออี้ จึงเดินปรี่เข้ามาก่อนเปิดปากกล่าว
“ท่านผู้าุโและแขกจากสำนักวสันต์เขียวรออยู่ที่ชั้นสามขอรับ”
หลิวจื่ออี้จึงพยักหน้าก่อนถามกลับว่า
“ห้องเดิมใช่หรือไม่?”
เสี่ยวเอ้อพยักหน้ารับอย่างยิ้มแย้ม ก่อนเดินกลับไปทำงานตามเดิม
เสี่ยวเอ้อคนนี้มีอายุน้อยกว่าเซิ่งมู่ ใส่ผ้าฝ้ายเก่าๆ ที่ถูกซักซ้ำๆ จนซีด แต่เนื้อตัวกลับสะอาดสะอ้าน กิริยาท่าทางเหมือนคนที่ได้รับการสั่งสอนมาอย่างดี ใบหน้ามักมีรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา หลายครั้งที่เซิ่งมู่มาโรงเตี๊ยมก็เป็เสี่ยวเอ้อผู้นี้ที่คอยต้อนรับขับสู้อย่างดี
ถึงเซิ่งมู่จะไม่เคยได้คุยเื่ราวจริงจังกับเสี่ยวเอ้อผู้นี้ แต่ก็มีความรู้สึกที่ดีให้ไม่น้อย
เมื่อทั้งคู่ขึ้นมาถึงชั้นที่สาม หลิวจื่ออี้จึงเดินไปเคาะประตูห้องส่วนตัวแรกสุด เมื่อประตูห้องเปิดจึงพบกับใบหน้าอันคุ้นเคยของแม่นางชุดเขียวอีกคนหนึ่ง
“พวกท่านมาแล้ว” ปี้ชิงเหยาที่เห็นใบหน้าของทั้งสองจึงฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะะโโลดเต้นไปยืนอยู่ข้างอาจารย์ของตน
ห้องที่เตรียมไว้ให้ผู้าุโและศิษย์จากสำนักวสันต์เขียวเข้าพักนั้น แน่นอนว่าไม่ใช่ห้องธรรมดา เมื่อครั้งเซิ่งมู่ได้ขึ้นมาชั้นสามของโรงเตี๊ยมสายลมหวนครั้งแรกก็รู้สึกแปลกหูแปลกตาไม่น้อย โรงเตี๊ยมสายลมหวนมีอาคารรับรองทั้งสิ้นสามที่ โดยอาคารหกเหลี่ยมที่เซิ่งมู่อยู่ ณ ตอนนี้มีขนาดใหญ่ที่สุด สูงห้าชั้น เป็พื้นที่รวมเหล่าพ่อค้าผู้มีอำนาจหรือผู้ฝึกตนจากสำนักใหญ่ทั้งสิ้น
ชั้นแรกเป็พื้นที่สำหรับทานอาหาร ชั้นสองถึงจะเป็พื้นที่รับรองของพ่อค้าหรือตระกูลที่มีชื่อเสียง
ชั้นสามเป็พื้นที่สำหรับรับรองผู้าุโจากสำนักชั้นหนึ่ง
ชั้นที่สี่เป็ที่รับรองของจักรพรรดิและเ้าสำนักใหญ่
ส่วนชั้นบนสุดมีห้องเพียงห้องเดียว จากที่หลิวจื่ออี้เล่าให้ฟัง ทำให้เซิ่งมู่รู้ว่าชั้นบนสุดเป็ที่รับรองพิเศษที่มีให้เหล่าผู้คนที่มาจากสำนักอริยะทั้งหกโดยเฉพาะ
ั้แ่ก่อตั้งโรงเตี๊ยมสายลมหวนมาชั้นที่ห้ายังไม่เคยเปิดใช้งานเลยแม้แต่ครั้งเดียว
แต่ถึงห้องที่เซิ่งมู่ยืนอยู่จะเป็ชั้นสาม ก็ถือว่าเกินกว่าที่เซิ่งมู่จะจับต้องได้แล้ว เซิ่งมู่จึงมักจินตนาการถึงห้องบนชั้นที่ห้าอยู่เสมอ ว่าจะเป็เช่นไร
ในห้องของผู้าุโโจวหลิงเอ๋อร์ ภายนอกดูเป็ห้องเล็กๆ แต่ภายในกลับกว้างขวางพอๆ กับบ้านของเซิ่งมู่ ในห้องบนชั้นสามเป็พื้นที่มิติพิเศษที่แยกออกมาจากห้องทั่วไป ภายในห้องมีเรือนรับรองอีกสามสามแห่ง มีกระทั่งศาลาเล็กสำหรับจิบชาและเล่นหมากล้อม ซึ่งเป็ศาลาที่พวกเซิ่งมู่มักเข้าไปพูดคุยกันด้วยบ่อยๆ อีกทั้งยังเก็บเสียงทำให้ภายนอกไม่สามารถรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวในนี้ได้ ทำให้ั้แ่ชั้นสามขึ้นไป โถงทางเดินจะมักจะเงียบสงัด ไร้สุ้มเสียงใดๆ
อย่างไรก็ตามถึงบุคคลภายนอกจะไม่สามารถรับรู้ได้ แต่โรงเตี๊ยมเทพเซียนแบบนี้มักจะมีวัตถุมงคลบางอย่างคอยตรวจจับความเคลื่อนไหวอยู่ตลอด เพื่อป้องกันไม่ให้แขกระดับสูงที่มาพักอาศัยโดนลอบสังหารหรือถูกทำร้ายภายในห้องมิติเหล่านี้
ปี้อวิ๋นหลานพุ่งเข้ามากอดคอเซิ่งมู่พร้อมทำท่าร้องไห้ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้นปนหยอก
“น้องเซิ่ง ถึงพวกเราจะพึ่งรู้จักกันได้ไม่นาน แต่ข้าถูกชะตากับเ้ามากจริงๆ น่าเสียดายที่เวลาผ่านไปไวนัก มาเยือนเมืองเล็กได้ไม่กี่วันก็ต้องไปเสียแล้ว”
เซิ่งมู่หลังฟังปี้อวิ๋นหลานพูดจบก็สะบัดตัวออกจากปี้อวิ๋นหลาน ก่อนจะพูดว่า
“พี่อวิ๋นหลาน อีกสิบวันข้าก็ต้องออกเดินทางไปชิงอวิ๋นอยู่แล้ว ถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องได้พบกันใหม่ ท่านไม่ต้องตีหน้าเศร้าเช่นนี้หรอก”
ปี้อวิ๋นหลานได้ยินดังนั้นจึงะเิเสียงหัวเราะ ก่อนจะตบไหล่เซิ่งมู่อย่างแรง หลิวจื่ออี้ที่เห็นดังนั้นจึงส่ายหัวก่อนจะทำมือคารวะโจวหลิงเอ๋อร์
“นอกจากมากล่าวอำลาครั้งนี้ ข้ายังได้รับคำสั่งท่านปู่ให้นำกล่องไม้มามอบให้ท่านผู้าุโโจวด้วยเช่นกัน” พูดจบหลิวจื่ออี้ก็หยิบกล่องไม้ที่ประดับไว้ลวดลายหรูหรามากล่องหนึ่ง ยกไปด้านหน้าโจวหลิงเอ๋อร์
“ข้างในนั้นเป็โอสถิญญาทั้งห้าเม็ด มีั้แ่ระดับหนึ่งถึงระดับห้า ไว้ให้ผู้าุโโจวศึกษา นอกจากนี้ยังมีโอสถระดับโบราณขั้นต้นหนึ่งเม็ดรวมไว้ด้วย”
โจวหลิงเอ๋อร์ที่รับกล่องไม้ประดับไปจึงรู้สึกใไม่น้อย จึงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“ฝากขอบคุณท่านผู้าุโหลิวด้วย หากในอนาคตตระกูลหลิว้าความช่วยเหลืออันใด ตราบใดที่ข้าสามารถทำให้ได้ เชิญบอกกล่าวมาได้ไม่ต้องกังวล”
ปี้ชิงเหยาที่ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองก็พุ่งเข้าไปเกาะชายแขนเสื้อของหลิวจื่ออี้
“ท่านพี่หลิว แล้วข้าละ ท่านไม่มีของขวัญจากลาให้ข้าบ้างเลยเหรอ”
หลิวจื่ออี้จึงลูบผมของปี้ชิงเหยาอย่างอ่อนโยน ก่อนที่ในมือจะมีกล่องโอสถเล็กๆ ปรากฏขึ้น
“นี่เป็โอสถก่อรูปหยินที่ข้าปรุงขึ้นมาเอง เมื่อเ้าถึงระดับสร้างแก่นบริสุทธิ์ได้เมื่อไหร่ มันจะช่วยเ้าได้มาก”
ปี้ชิงเหยาที่เห็นดังนั้น จึงยิ้มรับด้วยความดีอกดีใจ ปี้อวิ๋นหลานจึงหันมาพูดกับเซิ่งมู่ว่า
“อย่าเห็นว่าพวกข้าทั้งสองเป็บุตรสายตรงของตระกูลปี้แล้วจะหาโอสถเหล่านี้ได้ง่ายๆ ละ โอสถระดับฟ้าหนึ่งเม็ดแม้จะเป็ศิษย์สายตรงก็ใช่จะได้มาง่ายๆ ของขวัญของแม่นางหลิวครั้งนี้ล้ำค่าไม่น้อยทีเดียว”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินจึง หันไปกระซิบถาม
“โอสถระดับฟ้าหายากมากเลยเหรอ?”
ปี้อวิ๋นหลานจึงหันมาอธิบายให้เซิ่งมู่ฟัง
“ในสำนักวสันต์เขียวของข้าที่ถือเป็สำนักใหญ่อันดับสามในอาณาจักรชิงอวิ๋นมีผู้าุโที่ปรุงโอสถระดับฟ้าได้แค่สามสิบคนเท่านั้น ในหนึ่งเดือนปรุงออกมาได้ไม่กี่เม็ด ศิษย์ในสำนักต้องแก่งแย่งกันแทบตายกว่าจะได้มาสักเม็ด” พูดจบปี้อวิ๋นหลานก็ยักไหล่ “แต่ข้ากับน้องสาวเป็สายตรงสกุลปี้อยู่แล้ว เมื่อถึงคอขวดระดับก่อรูปทางสำนักจะมอบมาให้พวกข้าคนละเม็ดอยู่แล้ว”
จากหลายวันที่คลุกคลีอยู่กับสหายเหล่านี้ สิ่งที่เซิ่งมู่ได้รับรู้เพิ่มอีกอย่างคือระดับขั้นของโอสถมีการแบ่งไว้ห้าระดับ ได้แก่ ดิน ฟ้า ิญญา โบราณและเซียน ในแต่ละระดับจะมีการแบ่งเป็ขั้นย่อยห้าขั้น มีเพียงโอสถระดับโบราณและเซียนเท่านั้น ที่แบ่งเป็ ต่ำ กลาง สูง
เซิ่งมู่ที่ได้ยินจึงใกับพร์ของสหายแต่เด็กของตนคนนี้ไม่น้อย เซิ่งมู่รู้อยู่แล้วว่าหลิวจื่ออี้เป็คนที่มีพร์ด้านการปรุงยา แต่ไม่คิดว่าจะเป็ที่รักของ์เช่นนี้ เซิ่งมู่จึงพยักหน้าอย่างภูมิใจเล็กน้อย
“แล้วระดับิญญาละ” เซิ่งมู่ที่ชื่นชมหลิวจื่ออี้ในใจเงียบๆ ก็เปิดปากถามปี้อวิ๋นหลานต่อ
“มีเพียงสองคน คนแรกคือหมอยาประจำตระกูลปี้ คนที่สองคือผู้าุโที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สำนักวสันต์เขียว ตอนนี้กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าเ้านี่ไง”
เซิ่งมู่ได้ยินจึงให้ใไม่น้อย ก่อนหันไปมองสตรีเลอโฉมชุดขาวเบื้องหน้าตน โจวหลิงเอ๋อร์ที่เห็นจึงยิ้มตอบกลับก่อนเปิดปาก
“เ้าไม่ต้องใไปหรอก หากเทียบกับแม่หนูหลิวแล้ว ข้าจะนับเป็อันใดได้”
หลิวจื่ออี้ที่ได้ยินจึงก้มขอบคุณ “ผู้าุโกล่าวเกินไปแล้ว”
โจวหลิงเอ๋อร์เห็นจึงพยักหน้าให้หลิวจื่ออี้อย่างอ่อนโยน
ปี้อวิ๋นที่เหมือนพึ่งนึกอะไรออกจึงเปิดปากถาม “หลิวจื่ออี้ เ้ามีของให้ข้าบ้างไหม?”
หลิวจื่ออี้เบ้ปากหนึ่งที ก่อนโยนกล่องโอสถที่เหมือนปี้ชิงเหยามาให้
“โอสถก่อรูปหยินหนึ่งเม็ด...”
ปี้อวิ๋นหลานที่รับมาจึงทำหน้าเบิกบานใจสุดขีด ก่อนจะยกกล่องโอสถมาให้เซิ่งมู่ดูพร้อมชี้ไปยังของที่ตนได้รับมาไม่หยุด หลิวจื่ออี้ที่เห็นจึงส่ายหน้าพร้อมเอามือนวดขมับ
หลังหลิวจื่ออี้ให้ของขวัญทั้งสามคน เซิ่งมู่จึงล้วงมือเข้าไปในถุงผ้าก่อนจะหยิบแผ่นกลอนที่ทำมาจากไม้ไผ่สามแผ่น เกราะหนังและชุดหมากล้อมหนึ่งชุดออกมา ก่อนจะยื่นแผ่นไม้ไผ่ที่สลักคำว่า สายน้ำไหลลงเขา ชีวิตกำเนิด บำรุงสรรพสัตว์ ก่อเกิดธรรมชาติ กับชุดหมากล้อมให้กับปี้ชิงเหยา
“ข้าไม่มีสมบัติหายากเท่าไหร่มีเพียงคำกลอนที่จดมาจากตำรากับของสำคัญไม่กี่อย่าง ใน่หลายวันที่ผ่านมามีเพียงเ้าที่เล่นหมากล้อมเป็สหายข้าได้บ้าง ชุดหมากล้อมข้าไม่ใช่ของมีราคา แต่ถือว่าเป็มิตรภาพที่ข้ามีให้เ้าละกัน”
ปี้ชิงเหยาที่รับของมาจากเซิ่งมู่ จึงยิ้มอย่างร่าเริงก่อนจะทำมือขอบคุณ “ขอบคุณท่านพี่เซิ่ง! ชิงเหยาจะดูแลชุดหมากล้อมนี่อย่างดี”
คราวนี้เซิ่งมู่ยื่นแผ่นไม้ไผ่ที่สลักคำว่า ูเาสูงสายน้ำเขียว สหายลาจาก ท่องยุทธภพไปนานวัน จึงกลับมาพบกันใหม่ กับเกราะแขนหนังให้ปี้อวิ๋นหลาน
“ในชีวิตนี้ข้าเซิ่งมู่ จะจดจำว่าท่านเป็สหายคนที่สามของข้า ขอให้ท่านประสบความสำเร็จในเส้นทางการฝึกตน!”
ในขณะที่ปี้อวิ๋นหลานกำลังพิจารณาเกราะแขนหนังของเซิ่งมู่ก็โพล่งออกมาว่า “นั่น... ไม่ใช่หนังเผิงใช่หรือไม่?”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินก็พยักหน้าเบาๆ พร้อมยิ้มตอบ
ปี้อวิ๋นหลานที่รับเกราะแขนหนังมาจากเซิ่งมู่จึงพยักหน้าให้เซิ่งมู่อย่างจริงจัง ไม่มีท่าทีหยอกล้อเหมือนก่อนหน้า ก่อนจะตบไหล่ของเซิ่งมู่อย่างซาบซึ้ง
“เผิงเป็สัตว์หายาก การจะล่าได้สักตัวนั้นถือว่าลำบากนัก หนังเผิงมีความทนทานต่อธาตุไฟและลม แม้แต่ระดับก่อรูปยังทำให้เป็รอยได้ยาก เ้าคิดดีแล้วหรือที่จะมอบเกราะแขนนี้ให้ข้า?”
เซิ่งมู่จึงยักไหล่ ก่อนจะกล่าวหยอกล้อ “ท่านคิดซะว่าเป็การติดสินบนบุตรคนรองตระกูลปี้ละกัน”
ทั้งสองคนจึงส่งเสียงหัวเราะออกมา
สุดท้ายเซิ่งมู่หันไปหาโจวหลิงเอ๋อร์ ผู้าุโที่อายุน้อยที่สุดของสำนักวสันต์เขียว
เมื่อมองหน้าโจวหลิงเอ๋อร์ชัดๆ ใบหูของเซิ่งมู่ก็เริ่มมีสีแดงอ่อนๆ โจวหลิงเอ๋อร์ตอนนี้ไม่ได้สวมผ้าคลุมหน้าปิดบังใบหน้าเหมือนดั่งปกติ หลายวันที่มาหาปี้อวิ๋นหลานนี่เป็ครั้งที่สองที่เซิ่งมู่ได้เห็นโฉมหน้าจริงๆ ของโจวหลิงเอ๋อร์
ใบหน้าของนางนั้นกล่าวได้ว่างามล่มเมือง ถึงปี้อวิ๋นหลานจะบอกว่าอายุจริงๆ ของผู้าุโโจวนั้นเกินเจ็ดสิบกว่าปีไปแล้ว แต่เซิ่งมู่ก็ยังยากจะเชื่อได้ลง เพราะสตรีเบื้องหน้าตนมีความงามเหมือนสตรีแรกแย้มวัยยี่สิบกลางๆ ใบหน้าของนางไม่มีเค้าลางความอ่อนเยาว์แม้แต่น้อย คิ้วเรียวยาวคมเข้มดูเข้ากับริมฝีปากแดงระเรื่อ ดวงตาของนางใสกระจ่างราวกับสามารถมองทะลุจิตใจของผู้คนได้
เซิ่งมู่ที่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเสียกิริยาไป จึงหยิบแผ่นกลอนไม้ไผ่แผ่นสุดท้ายขึ้นมา ก่อนจะประคองให้โจวหลิงเอ๋อร์ทั้งสองมือ
“ขออภัย ของท่านข้าไม่รู้จะมอบสิ่งใดให้จริงๆ”
โจวหลิงเอ๋อร์จึงเอามือป้องปากหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหยิบแผ่นไม้ไผ่เก็บไว้ “แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”
เมื่อพูดคุยกันและมอบของขวัญจากลาให้เรียบร้อยแล้ว เซิ่งมู่และหลิวจื่ออี้จึงเดินไปส่งทั้งสามคนหน้าโรงเตี๊ยม หน้าโรงเตี๊ยมมีรถม้าประดับลวดลายดูดีคันหนึ่งจอดรออยู่
เมื่อเห็นรถม้าเซิ่งมู่และหลิวจื่ออี้จึงทำมือคารวะโจวหลิงเอ๋อร์ก่อนจะหันมาอำลากับคู่พี่น้องทั้งสองคนอีกครั้ง
“รักษาตัวด้วยน้องเซิ่ง ข้าจะไปรอเ้าที่สำนักวสันต์เขียว!”
เซิ่งมู่พยักหน้าตอบ “รักษาตัวเช่นกันพี่อวิ๋นหลาน น้องชิงเหยา”
“แม่นางหลิว เ้าอย่าลืมข้านะ” ก่อนก้าวขึ้นที่นั่งสารถี ปี้อวิ๋นหลานยังหันกลับมาพูดหยอกล้อ
หลิวจื่ออี้ที่ได้ยินจึงทำท่าโบกมือไล่ด้วยท่าทีรำคาญ ปี้อวิ๋นหลานจึงหัวเราะชอบใจ
“ูเาเขียวไม่เปลี่ยนแปลง สายน้ำไหลยาว วันหน้าพบกันใหม่!”
ปี้อวิ๋นหลานและปี้ชิงเหยากุมมือเคารพครั้งสุดท้าย ก่อนที่เซิ่งมู่กับหลิวจื่ออี้จะทำมือตอบกลับ
เมื่อรถม้าของสำนักวสันต์เขียวหายไปจากสายตา หลิวจื่ออี้จึงหันมาถามเซิ่งมู่ “เ้าตัดสินใจได้รึยัง?”
เซิ่งมู่ตอบกลับโดยที่ตายังจ้องเส้นทางที่รถม้าคันนั้นไปอยู่ “ข้าจะลองเข้าสำนักวสันต์เขียวดู... เ้าล่ะ?”
หลิวจื่ออี้ยักไหล่ “ก็น่าลองเหมือนกัน... อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่แย่”
...
ในรถม้าของสำนักวสันต์เขียวปี้ชิงเหยารำคาญพี่ชายที่กำลังโอ้อวดเกราะแขนที่ได้มาจากเซิ่งมู่ไม่หยุด จึงพุ่งเข้ามานั่งในรถม้ากับโจวหลิงเอ๋อร์ ก่อนจะเปิดปากถามอาจารย์ของตนพร้อมพยายามแอบมอง
“ท่านพี่หลิงเอ๋อร์ ของท่านได้กลอนว่าอะไรหรือ?”
โจวหลิงเอ๋อร์ที่เห็นดังนั้นจึงเก็บแผ่นกลอนไม้ไผ่ไว้ในถุงผ้าหอม ก่อนจะลูบหัวสาวน้อยเบาๆ
“อย่าแอบดูของคนอื่นตามใจชอบสิ”
ปี้ชิงเหยาจึงเบ้ปากอย่างแง่งอน ก่อนจะหันไปทางอื่น โจวหลิงเอ๋อร์ที่เห็นดังนั้นจึงเอามือป้องปากหัวเราะเบาๆ ก่อนจะนึกถึงภาพเด็กหนุ่มบ้านนอกที่ใส่ชุดผ้าธรรมดาคนหนึ่ง เป็เด็กที่อยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา เวลาที่เด็กคนนั้นมองมายังตนถึงจะพยายามทำหน้านิ่งเฉย แต่ใบหูกลับเป็สีแดง ช่างน่าเอ็นดูนัก โจวหลิงเอ๋อร์คิดได้ดังนั้นก็หัวเราะเบาๆ อีกครั้ง ก่อนจะพูดกับตนเบาๆ
“ลมวสันต์แปรเปลี่ยน ทิ้งไว้เพียงความคะนึงหา ไร้สิ้นลมวสันต์ กลับหลงเหลือกลิ่นสารทฤดู”
“ท่านว่าอะไรเหรอ?” ปี้ชิงเหยาหันหน้ามาถามอย่างสงสัย
โจวหลิงเอ๋อร์ส่ายหน้า “แค่พูดถึงบทกลอนที่ชอบน่ะ”