นิยายแปล ทุ่งรวงทอง **จบแล้ว**

    Re-new ตอนที่ 63 แยกบ้าน (1)

    ตอนที่ 63 แยกบ้าน (1)

     

    นางหลิวแทบเป็นลมเมื่อได้ยินว่าแม่สามีกับพี่สะใภ้อยากจะขายลูกสาวของนางครอบครัวของพวกเขายากจนมากเสียจนต้องขายหลานตนเองเลยรึ ?

     

    “ท่านแม่เจ้าคะ สุขภาพของเฉาเอ้อร์แข็งแรงพอจะช่วยงานของครอบครัวได้แล้ว  เหลียนเอ้อร์ก็ให้อาหารหมู, เลี้ยงไก่, ดูแลสวนนางเป็นแรงงานหลักคนหนึ่งของบ้านนะเจ้าคะ ได้โปรดอย่าขายลูก ๆ ของข้าเลย ได้โปรด...! ” นางหลิวมีนิสัยอ่อนแอ ดังนั้นแม้จะถูกรังแกอย่างหนัก นางก็มิเคยกล้าโต้แย้งกับแม่สามีเลยแม้แต่ครั้งเดียวแต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอนาคตของลูกสาวทั้งสองคนของนาง นางจึงร้องไห้อ้อนวอนอย่างน่าสงสาร

     

    นางจางขมวดคิ้วและทำสีหน้าหงุดหงิด“คิดให้ดี ๆ นะหลายวันมานี้เราใช้เงินไปหลายสิบตำลึงแล้วเพราะอาการบาดเจ็บของลูกรองอากาศตอนต้นฤดูใบไม้ผลิก็ไม่ได้ดีมาก พ่อกับพี่ใหญ่ของเจ้าก็จับปลาไม่ได้ ตอนนี้ครอบครัวเราไม่มีรายได้เข้ามาถ้าไม่ขายลูกสาวของเจ้า เจ้าอยากให้เราขายลูกชายของสะใภ้ใหญ่รึไงกัน ?ยังอยากรักษาอาการบาดเจ็บของสามีเจ้าอยู่หรือไม่ ? ”

     

    นางหลี่ก็เห็นด้วย “ใช่ ๆ ใช่แล้ว ! ท่านหมอซุนบอกว่าถึงสามีเจ้าจะฟื้นขึ้นมา ขาของเขาก็จะพิการอยู่ดีเราต้องการเงินเพื่อมาคอยช่วยเหลือคนที่ใช้การอะไรมิได้มิใช่รึ ? แล้วตัวเจ้าอีกป่วยอยู่ตลอดเวลา ก็ต้องใช้เงินมาเป็นค่ารักษามิใช่รึ ?น้องสามก็ต้องเข้าสอบระดับเขตปีหน้า น้องเล็กก็ต้องแต่งงาน...มีอะไรบ้างที่มิต้องใช้เงิน? ถ้าพวกเจ้าใช้เงินของครอบครัวเราจนหมด แล้วคนที่เหลือจะอยู่กันได้เยี่ยงไร ? ”

     

    “นอกจากนั้น... ” นางหลี่กระแอมแล้วพูดต่อว่า“ตระกูลโจวเป็นตระกูลที่ร่ำรวยในเมือง ร้านเจินซิวถึงกับเปิดอีกร้านในเมืองหลวง พวกหญิงรับใช้ในบ้านพวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าในครอบครัวส่วนใหญ่เสียอีกแล้วมิใช่แค่ได้เงินเดือนเดือนละ 1 ตำลึงเพียงเท่านั้น แต่เจ้านายจะมีการให้รางวัลอีกด้วยถ้าเสี่ยวเหลียนกับเสี่ยวเฉาไป พวกเขาก็จะมีชีวิตที่สุขสบายมิใช่รึ ! ”

     

    เสี่ยวเหลียนพยุงตัวแม่เอาไว้แล้วพูดอย่างโกรธจัดว่า“ถ้ามันดีนัก เหตุใดท่านป้ามิไปเองล่ะ ? นี่ท่านป้า ตระกูลโจวมิอยากได้คนรับใช้ที่มีอายุบ้างรึ? ท่านป้าใหญ่ ท่านป้าจะได้มีชีวิตที่สุขสบายบ้างเป็นเยี่ยงไร... ! ”

     

    นางหลี่หน้าเปลี่ยนสีทันที นางตะคอกออกมาว่า“นังเด็กเหลือขอ เจ้าเอ่ยอะไรออกมา ? ”

     

    หยูเสี่ยวเฉาส่งเสียงหึออกมาอย่างเย็นชาและเอ่ยต่อว่า“ท่านป้าใหญ่ ที่เสี่ยวเหลียนเอ่ยมาก็ถูกนะ ในเมื่อท่านป้าคิดว่าการเป็นคนรับใช้ให้ตระกูลโจวมันดีนักแล้วเหตุใดท่านป้ามิไปเองเล่า ? พอถูกขายให้บ้านของชนชั้นสูงก็จะมิมีอิสระอีกแล้วไม่ว่าจะถูกตี ถูกฆ่า  หรือถูกขายอีกรอบทุกอย่างขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเจ้านาย ท่านป้าใหญ่เห็นแต่ด้านดีของการเป็นคนรับใช้แต่หลังประตูบ้านของพวกเศรษฐีพวกนั้น มีบ้านไหนบ้างที่ไม่มีสาวใช้ตายไปสักคนสองคน ?ท่านป้าใหญ่พยายามจะฆ่าพวกเรางั้นรึ ! ”

     

    ไม่รู้ว่านางหลิวโกรธหรือว่ากลัวแต่เมื่อนางได้ยินเช่นนี้ นางจึงตัวสั่นเล็กน้อย แต่น้ำเสียงยังคงมั่นคงเช่นเดิมเมื่อนางเอ่ยว่า“ต่อให้ต้องอยู่อย่างยากจนข้นแค้น ข้าก็จะไม่ขายลูกกิน ! ท่านแม่เรื่องนี้เจรจากันมิได้หรอก ! ”

     

    นางจางโกรธจัดขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้นนอกจากนั้นมันจะได้เวลาที่เฒ่าหยูจะกลับจากการหาปลาแล้ว นางต้องส่งเด็กออกไปก่อนที่เขาจะกลับมานางไม่ยอมให้มีการคัดค้านใด ๆ ทั้งนั้น “มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้าว่าจะขายหรือไม่ขาย! ข้ายังมิตายและยังเป็นคนตัดสินใจทุกอย่างในบ้านหลังนี้ ! คุณนายจวง ท่านเอาเด็กสองคนนี้ไปได้เลยในราคา 20 ตำลึง ! ”

     

    หยูไซตี้ลูกสาวของนางจางอายุ 16 ปีแล้ว นางทนไม่ได้ที่เห็นหลานที่น่ารักทั้งสองคนถูกขายดังนั้นนางจึงเอ่ยขึ้นว่า “ท่านแม่เจ้าคะ ครอบครัวเรายังมิยากจนถึงขนาดต้องขายลูกหลานตัวเองเลยสักหน่อยถ้าชาวบ้านรู้เข้า พวกเราจะไปสู้หน้าใครได้อีก ? ”

     

    นางจางผลักนางอย่างอ่อนโยนและเอ่ยออกมาว่า“กลับเข้าห้องไปเสีย เรื่องนี้มิเกี่ยวกับลูก ! ”

     

    หยูเสี่ยวเฉาเห็นท่านอาสามที่ไม่ค่อยได้กลับบ้านยืนขมวดคิ้วถือหนังสืออยู่ที่ทางเข้าก็รีบพูดขึ้นว่า “ท่านย่าต้องคิดถึงอนาคตของท่านอาสามด้วยนะเจ้าคะปีหน้าเขาต้องสอบระดับเขต  ถ้าเพื่อน ๆ ของเขารู้ว่าเขาขายหลาน2 คนเพื่อให้ได้โอกาสนี้มา เขาจะเข้าเรียนต่อได้เยี่ยงไรกัน ? ”

     

    เดิมทีหยูป่อก็ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของนางจางอยู่แล้วเพราะไม่ว่าเยี่ยงไรหลานทั้งสองคนของเขาก็เป็นลูกหลานของตระกูลหยู ถ้าเรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกไปมิมีทางที่เขาจะอยู่อย่างอับอายเช่นนั้นได้แน่เขาจึงตัดสินใจพูดเกลี้ยกล่อมนางจางให้ล้มเลิกความคิดนี้เสีย

     

    นางจางวางความหวังทั้งหมดเอาไว้ที่ลูกชายคนเล็กความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนางก็คือการที่เขาสอบผ่านระดับเขตเพื่อให้ได้เป็นเป็นขุนนางและเอาตำแหน่งคุณนายมากลับมาให้นางแต่เมื่อนางได้ยินว่าเรื่องนี้จะมีผลกระทบกับอนาคตของลูกชาย นางจึงเริ่มลังเลขึ้นมา

     

    หยูเสี่ยวเฉาพูดต่ออีกว่า “ท่านย่าแค่กลัวว่าครอบครัวเราจะกลายเป็นภาระในอนาคตมิใช่รึ? เยี่ยงนั้นก็แยกบ้านกันเสียสิ !วันข้างหน้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของเรา ต่อให้พวกเราจะอดตายกันทั้งครอบครัวพวกเราก็จะไม่มาขอเงินจากท่านย่าเลยสักอีแปะเดียว ! ”

     

    นางจางกับนางหลี่สบตากันแววตาทั้งคู่เป็นประกายด้วยความดีใจ นางจางทำหน้าขรึมแล้วเอ่ยถามว่า “แยกบ้านเยี่ยงนั้นรึ? เจ้าเป็นแค่เด็กจะตัดสินใจได้เยี่ยงไรกัน ? ”

     

    “นางตัดสินใจมิได้ แต่ข้าตัดสินใจได้ ! ” ประตูห้องตะวันตกกระแทกเปิดดังปัง หยูไห่ยืนอยู่ที่ประตู สีหน้าซีดขาวดวงตาแดงก่ำ เขาไม่สามารถพยุงตัวเองเอาไว้ได้ด้วยขาแค่ข้างเดียว จึงล้มลงอย่างแรงด้านหน้าธรณีประตู

     

    “ท่านพ่อ !” หยูเสี่ยวเหลียนกับฉีโตวตะโกนออกมาเป็นเสียงเดียวกันพวกเขารีบวิ่งเข้าไปหาหยูไห่และพยายามช่วยพยุงเขาขึ้นมา

     

    “ท่านพี่ ระมัดระวังหน่อย ! มิมีอะไรสำคัญเท่าร่างกายของท่านพี่อีกแล้ว ! ”ริมฝีปากของนางหลิวสั่นระริก น้ำตาคลอเต็มดวงตา ในช่วงที่หยูไห่นอนไม่ได้สติ นางรู้สึกกังวลมากราวกับท้องฟ้าจะถล่มลงมาตอนไหนก็ได้ตราบใดที่สามีของนางยังมีชีวิตอยู่ ต่อให้เขาพิการหรือพวกเขาต้องอยู่อย่างลำบากกว่านี้นางก็ยอมทนได้ทั้งนั้น

     

    เสี่ยวเหลียนพยุงหยูไห่ยืนขึ้นมาได้อย่างยากลำบากเขานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ที่ฉีโตวเอามาให้ สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนเมื่อมองไปที่นางหลิวหลังจากที่พวกเขาแต่งงานกัน ภรรยาของเขาก็ไม่เคยมีชีวิตที่สงบสุขเลย มิใช่แค่ต้องทำงานหนักทุกวันเท่านั้นแต่นางยังถูกทรมานทางจิตใจอีกด้วยร่างกายที่เคยสมบูรณ์ดีก็ผ่ายผอมจนแทบจะเหลือแต่กระดูก

     

    เขารู้สึกผิดและเสียใจต่อนางหลิวมาโดยตลอดเมื่อก่อนเพื่อความสงบสุขในบ้าน เขาจึงเชื่อมาตลอดว่าเป็นการดีแล้วที่ถูกเอาเปรียบและทุกอย่างจะดีเองถ้าเขาแค่ถอยสักก้าว แต่นางจางแม่เลี้ยงของเขากับนางหลี่พี่สะใภ้ก็ยิ่งข่มเหงรังแกกันมากขึ้นไปอีกเพราะความอดทนอดกลั้นของเขา

     

    ทุกปีเขาจะมีรายได้เกิน 10ตำลึงจากการล่าสัตว์เพียงแค่อย่างเดียวนอกจากนั้นถ้าไม่มีเขาก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีเรือหาปลาลำใหม่ที่จับปลาได้มากมายทุกวันเขาบากบั่นทำงานหนักเพื่อครอบครัวนี้ แต่ภรรยาและลูก ๆ ของเขาไม่เคยได้กินอิ่มหรือมีเสื้อผ้าอุ่นๆ ใส่เลย นอกจากนี้พวกเขายังต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกข่มเหงทางวาจาและร่างกายอีกด้วย...

     

    ในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ตอนที่เขายังไม่ฟื้นขึ้นมาเขาไม่ได้หมดสติไปเสียทั้งหมดเขาได้ยินอย่างชัดเจนและจำทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่บ้านได้ ก่อนที่เขาจะบาดเจ็บนางจางก็ส่งลูกชายอายุ 10 ขวบของเขาไปทำงานเป็นเด็กฝึกงานที่ร้านไม้ด้วยข้ออ้างว่าพวกเขาไม่สามารถเลี้ยงคนจำนวนมากขนาดนี้ได้ไหว

     

    เขาไม่คิดเลยว่าแม่เลี้ยงกับพวกบ้านหนึ่งจะวางแผนร้ายกับลูกสาวที่น่ารักทั้งสองคนของเขาทั้งๆ ที่เขายังมีชีวิตอยู่ !ถึงตายเขาก็จะไม่ยอมให้ขายลูกสาวของเขาเป็นแน่ !

     

    เสี่ยวเฉากล่าวถูกได้ต้อง ! บ้านนี้ไม่มีที่ให้พวกเขา ถ้าพวกเขายังอยู่ที่นี่ต่อไปครอบครัวของเขาคงแตกแยกไม่ช้าก็เร็ว ต้องแยกออกจากบ้านนี้เท่านั้น ! ไม่ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาจะยากลำบากถึงเพียงไหน แต่พวกเขาต้องอยู่ด้วยกันทั้งครอบครัว!

     

    “ลูกรอง เจ้าเป็นคนพูดเรื่องแยกบ้านเองนะพวกเรามิได้บังคับ ! ”นางจางระงับความยินดีเอาไว้แล้วพูดออกมาทันทีด้วยความกลัวว่าหยูไห่จะกลับคำ

     

    หยูไซตี้มองขาที่บาดเจ็บของพี่รองแล้วดึงแขนเสื้อของนางจางพร้อมกับกระซิบว่า“ท่านพี่รองยังไม่หายดี แยกบ้านตอนนี้คงมิเหมาะหรอกเจ้าค่ะ ท่านพ่อก็คงมิเห็นด้วยเป็นแน่! ”

     

    นางหลี่พูดแทรกขึ้นมา “ไม่เหมาะตรงไหน ?น้องรองเป็นคนเอ่ยออกมาเอง ตราบใดที่เขายืนกรานจะแยกบ้าน ท่านพ่อก็ทำอันใดมิได้หรอกน้องเล็กเลิกโง่ได้แล้วน่า มีพวกที่ทำให้เราตกต่ำอยู่เยี่ยงนี้ วันหน้าเจ้าก็จะได้สินเดิมน้อยลงด้วยมิใช่รึ! ”

     

    หยูไห่มองแม่เลี้ยงกับพี่สะใภ้อย่างผิดหวังพวกนางอยากไล่พวกเขาออกจากบ้านใจจะขาดมานานแล้วสินะ...ก็ดีเช่นกันวันหน้าภรรยาของเขาจะมิต้องโดนข่มเหงอีก ลูก ๆ ของเขาก็มิต้องคอยกังวลว่าจะโดนด่าหรือโดนตีด้วยความสามารถของเขาต่อให้ขาพิการข้างหนึ่งเขาก็จะไม่ปล่อยให้ครอบครัวของเขาต้องเจอกับความหิวโหยและความหนาวเย็นอย่างแน่นอน

     

    นางจางมองลูกสาวของนางแล้วตะโกนว่า “มันถูกตัดสินใจแล้วพอพ่อของเจ้ากับพี่ใหญ่กลับมา เราจะให้หัวหน้าหมู่บ้านกับผู้อาวุโสของตระกูลหยูเป็นพยานและจะแยกบ้านกัน! ”

     

    “ทะเลาะอะไรกันแต่เช้า ? หมายความว่าเยี่ยงไรเรื่องแยกบ้าน? ใครจะแยก ? ครอบครัวของลูกใหญ่รึ ? ”เฒ่าหยูกลับเข้ามาพร้อมกับถือปลาที่ยังไม่ได้ขาย ลูกชายคนโต หยูต้าชาน เดินถืออวนตามเขาเข้ามาข้างในด้วย

     

    นางหลี่รีบอธิบายว่า “มิใช่ข้านะท่านพ่อ ! น้องรองเป็นคนเอ่ยออกมาเองว่าจะแยกบ้าน ! ”

     

    “ลูกรอง ? เป็นไปมิได้ที่ลูกรองจะเอ่ยเช่นนี้ตอนที่ยังบาดเจ็บเขายังมิพ้นช่วงอันตรายเลยด้วยซ้ำ จะเป็นฝ่ายเริ่มพูดเรื่องแยกบ้านได้เยี่ยงไร ? ”แม้ว่าเฒ่าหยูจะแสดงอารมณ์ไม่เก่งแต่เขาก็ไม่ได้โง่เขามองคนแปลกหน้าในลานบ้านแล้วขมวดคิ้ว

     

    นางจางยัดเงินอีแปะใส่มือนายหน้าจวงแบบเงียบๆ แล้วขอให้นางกลับไป นายหน้าจวงรังเกียจพฤติกรรมของนางจางมากจึงดันเงินกลับและขึ้นเกวียนที่นั่งมากลับไปทันที

     

    ปกติเฒ่าหยูจะนิ่งเงียบและไม่ยุ่งเรื่องในบ้านแต่เขาก็เป็นคนตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ ในครอบครัวทุกเรื่องนางจางยังมีความเกรงใจเขาอยู่บ้างจึงอธิบายแบบอึกอักว่า “ลูกรองอยากแยกบ้านเพราะกลัวว่าจะกลายเป็นภาระของครอบครัวเราดูสิ ปีหน้าลูกสามต้องสอบระดับเขตแล้ว ข้าได้ยินว่าการสอบส่วนที่สามจะจัดที่ศาลากลางจังหวัดเราต้องเตรียมเงินให้มาก ๆ...แล้วไห่สือก็ถึงวัยแต่งงานแล้วด้วย...อีกทั้งบ้านเราก็ไม่มีพื้นที่มากพอ...”

     

    เฒ่าหยูขมวดคิ้วจ้องหน้านางแล้วพูดว่า“หมายความว่าเยี่ยงไรไม่มีพื้นที่มากพอ ? ไซตี้จะแต่งงานในอีก 2 ปีตอนนั้นเราจะไม่มีห้องว่างเชียวรึ ? ขาของลูกรองยังไม่หายเลย  แต่เจ้ากลับบังคับให้เขาออกจากบ้านไม่กลัวคนอื่นสาปแช่งเจ้าลับหลังหรือเยี่ยงไรกัน !”

     

    “กลายเป็นว่าข้าบังคับเขาได้เยี่ยงไร ?ลูกรองเป็นคนเอ่ยเรื่องแยกบ้านเอง ถึงคนจะด่าก็มิเกี่ยวอันใดกับข้านี่ ! ” นางจางกรีดร้องเสียงแหลม “ก็ได้ ! งั้นนี่ก็คือสิ่งที่เจ้าคิดกับข้าจริงๆ เยี่ยงนั้นรึ ข้าทำงานหนักเพื่อครอบครัวนี้แต่สุดท้ายก็ถูกใส่ร้ายว่าบังคับลูกเลี้ยงให้ออกจากครอบครัว โธ่ สวรรค์ ! นี่ข้าจะอยู่ต่อไปได้เยี่ยงไร ให้ข้าตายไปยังจะดีเสียกว่า ! ”

     

    นางจางนั่งตีอกชกหัวตัวเองพลางคร่ำครวญกับสวรรค์แต่นางกลับบีบน้ำตาออกมาไม่ได้สักหยด เสี่ยวเฉากรอกตามองบนอยู่ในใจ ชาติชั่ว ! ใช่สิ ชอบนักนี่เล่นละครบทเดิม ๆ   ร้องไห้คร่ำครวญจะฆ่าตัวตาย หึ !

     

    หยูไห่ส่ายหน้าและมองไปทางภรรยาและลูก ๆ ของเขาใบหน้าของพวกเขาซีดเซียวและซูบผอมเพราะขาดสารอาหารเป็นเวลานานพวกเขาสวมเสื้อผ้าขาด ๆ ที่เต็มไปด้วยรอยปะมานานเท่าใดแล้วก็มิรู้จากนั้นเขาก็หันไปมองเครื่องแต่งกายที่แม่เลี้ยงกับพี่สะใภ้สวมใส่ซึ่งเพิ่งตัดก่อนปีใหม่นี้เองเขาก็ตั้งใจแน่วแน่มากขึ้นที่จะออกจากบ้านนี้ให้ได้ เยี่ยงไรเสียหากแยกบ้านออกไปพวกเขาก็คงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าตอนนี้เป็นแน่!

    คล้ายกับเรื่องนิยายแปล ทุ่งรวงทอง **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน