ในหน้าต่างบานนั้นฉายภาพควันน้ำพวงพุ่งเื้ัเป็น้ำตกที่ทั้งสูงชันและกว้างใหญ่อย่างที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
“เห็นนี่รึเปล่าคะ?โลกใบนี้น่ะ ้าเป็ทะเลและผืนดินส่วนรอบๆทั้งหมดล้อมไปด้วยน้ำตกที่หากตกลงไปก็จะมีเพียงแต่ความว่างเปล่า”
หลังนิ่งเงียบฟังเด็กสาวอธิบายด้วยสีหน้าจริงจังมากว่า 5 นาทีเรนยะก็ะโถามขึ้นด้วยความงงงัน
“นี่มันโลกั้แ่ยุคสมัยไหนน่ะห้ะ?”
“ถึงภาพโลกใบนี้จะดูน่าเข้าใจผิดว่าเป็โลกสมัยดึกดำบรรพ์ก็เถอะแต่นี่ก็คือความจริงค่ะ หากได้ไปทางใดแล้วก็ไม่อาจย้อนกลับมายังจุดเดิมได้ถ้าตกลงไปในน้ำตกนั่นแล้วก็จะต้องหายไปเท่านั้น”
“คนที่สร้างโลกนี้ขึ้นมาแม่งบ้าไปแล้วสิ?”
ได้ฟังความรู้สึกที่แท้จริงที่ไม่สามารถโกหกได้ซึ่งหลุดออกมาจากปากของเรนยะคราวนี้เด็กสาวถึงกับโวยวายเสียงดัง
“บ้างั้นหรอ!?ว่าเทพเ้าที่ยืนอยู่ตรงหน้านี่ว่าบ้างั้นเหรอคะ!”
“ก็บ้าจริงนี่หว่า!ตกจากขอบนั่นลงมาเป็น้ำทะเลเนี่ยนะ เอาน้ำจากไหนมาเติมวะเนี่ย!?”
“ของแบบนั้นน่ะทวีปไหนๆ มันก็มีแม่น้ำอยู่ทั้งนั้นไม่ใช่รึไงล่ะคะ”
“เอ๋อะไรกัน โลกนี้ไม่มีน้ำหมุนเวียนงั้นเหรอคะ!?”
“จะมีได้ยังไงเล่ายัยบ้า!อย่าทำเหมือนพวกเธอใช้น้ำวนอยู่บนดาวดิ!”
“ที่บอกว่าทรัพยากรไม่พอน่ะไม่ใช่เพราะไอ้ระบบสิ้นเปลืองนี่รึไงกัน?”
หลังได้ต่อว่าเด็กสาวจนพอใจเรนยะที่ปกติเป็พวกหนามยอกเอาหนามบ่ง ถนัดใช้กำลังแก้ปัญหาพยายามปรับอารมณ์ให้เย็นลงอย่างจำยอมต่อสถานการณ์ตอนนั้นเองที่เขาเห็นว่าเด็กสาวเองก็หน้าซีดลง
“ยังไงซะที่บอกว่าน้ำไม่หมุนเวียนเนี่ยคงไม่ได้วางแผนจะใช้พลังงานสิ้นเปลืองจากไหนมาสร้างน้ำอยู่หรอกนะ? ถ้าน้ำที่ตกจากขอบโลกมีมหาศาลขนาดนั้นล่ะก็ต่อให้พวกที่ระเหยขึ้นไปจะกลับมายังทวีปก็เถอะ ถ้าไม่คอยเติมเรื่อยๆ ตลอดไปล่ะก็โลกคงได้แห้งลงสักวันแน่”
“มะ...มะ... มะ... ไม่ใช่...ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก....มั้งค่ะ?”
“นี่ยัยเด็กน้อย มองตาฉันแล้วพูดมาให้ชัดๆ ซิ”
“มะไม่...ไม่ใช่ค่ะ! ไม่ใช่อย่างนั้นจริงๆ นะคะ ! ถึงจะยอมรับว่าใช้พลังไปเปล่าๆ จริงๆก็เถอะ แต่เื่นี้ไม่ได้เกี่ยวกับเื่ที่จะขอร้องในครั้งนี้เลยนะคะ !สาบานต่อพระเ้าเลยค่ะ”
-พระเ้าน่ะมันก็ตัวเองไม่ใช่รึไง –เรนยะได้แต่สะกดกลั้นความรู้สึกที่อยากจะสาวความต่อเขาจ้องมองเด็กสาวที่เอาแต่จงใจหลบตาเขาอยู่อย่างนั้น
“นี่?”
“จะอธิบายต่อนะคะอย่างที่เห็นว่าทวีปเอลโดร่าจะแบ่งออกเป็ 5 ส่วน”
เด็กสาวที่จงใจเมินเสียงเรียกของเรนยะอธิบายต่อ
จะไล่บี้เอาความจากเด็กสาวต่อก็คงทำได้ไม่ยากแต่ถึงจะไล่เค้นต่อไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไร เรนยะจึงตัดสินใจตามน้ำไป
“ทิศเหนือใต้ ออก ตกแล้วก็กลางงั้นหรอ”

“ใช่ค่ะแบ่งพื้นที่ตามทิศต่างๆ ทางด้านตะวันออกเป็ของมนุษย์ ตะวันตกเป็ของเอลฟ์ทางใต้เป็ของพวกพันธ์ผสม และทางเหนือเป็ของั”
“แล้วตรงกลางที่เหลือล่ะ”
“เป็เขตปกครองของพวกปีศาจค่ะ”
ภาพทวีปที่สะท้อนอยู่บนแผนที่ถูกแบ่งออกเป็ 5 สีตามคำบอกของเด็กสาว
“อืมมมมก็...จะอธิบายคร่าวๆ แล้วกันนะคะสภาพแวดล้อมของโลกนี้ค่อนข้างจะยากต่อการใช้ชีวิตของแต่ละสิ่งมีชีวิตนะพูดให้เห็นภาพหน่อยก็คือมีการทำากันอยู่ตลอดแหละ”
ได้ยินแบบนั้นเรนยะก็อดไม่ได้ที่จะลองถามเด็กสาวดู
“ทำไมกันล่ะ?”
“คิดว่าพวกผู้เกี่ยวข้องอาจจะไม่ทันรู้ล่ะมั้งคะโลกนี้น่ะมีผู้ดูแลอยู่ 5 คน ที่เล่นต่อสู้ชิงพื้นที่ฆ่าเวลา....”
“อย่า-นะ!”
“อ๊ะเดี๋ยวก่อนอย่ารัดคอ บอกว่าอย่ารัดคอไง ทำไมรัดซะแน่นขนาดนี้เนี่ย! นี่มันรัดไปยันเส้นเืใหญ่ไม่ใช่แค่หลอดลมแล้วนะคะ!จะร่วงแล้วค่ะ! หยุดซะทีจะร่วงอยู่แล้วววว”
เด็กสาวสะบัดหนีมือที่จับคอตนไว้อย่างเอาเป็เอาตายก่อนจะขยับเว้นระยะห่างจากเรนยะ
ถึงเด็กสาวเว้นระยะห่างออกไปแต่ก็ไม่มีทีท่าจะหนีไป เรนยะขยับเข้าใกล้เด็กสาวที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดเมื่อกี้สุดชีวิตจะเอายังไงต่อคงขึ้นอยู่กับคำตอบต่อไปของเด็กสาวแล้ว
แต่จะว่าไปแล้วถ้าให้พูดถึงความแตกต่างระหว่างฆ่ารัดคอกับฆ่าแขวนคอแล้วล่ะก็เขาคิดว่ามันคงต่างกันที่การรัดหลอดลมจนขาดอากาศหายใจตายกับกระดูกคอหักตายล่ะมั้ง
“อย่ามาล้อเล่นน่าจะทนให้เกิดาอยู่ในสภาพแบบนั้นได้ยังไงกัน!”
“ก็พอจะเข้าใจสิ่งที่อยากจะบอกอยู่หรอกนะคะ แต่ว่านั่นไม่ใช่เื่ที่ฉันจะเข้าไปทำอะไรได้หรอกนะคะ!”
เด็กสาวทำได้เพียงประท้วงด้วยสีหน้าอย่างเอาเป็เอาตายขณะที่หลบเลี่ยงอย่างหงุดหงิด
“เป็เทพเ้าไม่ใช่รึไงล่ะ?”
“ฉันยกสิทธิการจัดการทั้งหมดไปให้หมดซะแล้วน่ะจะฝืนแย่งมาก็ได้อยู่หรอก แต่ผลพวงทั้งหลายก็จะมาตกกับโลกใบนี้แทนน่ะสิคะถ้าจะให้เห็นภาพก็...”
เด็กสาวหยุดยืนคิดเล็กน้อยขณะที่คอยระวังที่ลำคอของตนพร้อมกับหนีไปรอบๆ
“ถ้าได้รับการยินยอมว่าให้จมทวีปนี้ลงไปสัก 80% แล้วล่ะก็จะทำอะไรสักอย่างตอนนี้เลยก็ยังได้”
“อย่าดีกว่า”
“ถ้าอย่างนั้นก็คงทำอะไรไม่ได้หรอกค่ะยกเว้นว่าผู้ดูแลของทางนั้นจะคืนสิทธิการจัดการให้นะคะ”
ได้ยินดังนั้นเรนยะก็หยุดไล่ตามเด็กสาว
“ด้วยสถานการณ์แบบนี้ที่โลกแห่งนี้ก็เลยไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดเป็ต้นมาไงล่ะคะ”
“หมายความว่ายังไง?”
เมื่อแน่ใจแล้วว่าเรนยะยืนนิ่งอยู่กับที่แล้วเด็กสาวจึงได้หันมาเผชิญหน้ากับเขาก่อนจะเริ่มอธิบายอีกครั้ง
“โดยปกติแล้วดวงิญญาก็จะมาจากป่วยตายบ้างสิ้นอายุขัยบ้าง แต่สมมติว่าถูกฆ่าตายกลางสนามรบล่ะก็ คงถูกหั่นเป็ชิ้นๆ บ้างล่ะถูกัฉีกร่างกระจัดกระจายบ้างล่ะ หรือระหว่างปล้นชิงเจอเข้ากับกอบลินหรือพวกออร์คเข้าและสุดท้ายก็ถูกฆ่าตาย ถ้าเป็ดวงิญญาที่ตายจากเื่แบบนั้นแล้วล่ะก็ คิดว่ายังอยากจะกลับไปยังสภาพแวดล้อมเดิมแบบนั้นอยู่มั้ยล่ะคะ”
“แบบนั้นก็คงไม่มีทางอยู่แล้วล่ะนะ”
“ใช่ค่ะเพราะอย่างนั้นจึงมีดวงิญญาที่ปฏิเสธการกลับไปยังโลกเดิมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เลยค่ะ”
เด็กสาวพูดด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อน
เห็นแบบนั้นเรนยะที่เคยตั้งใจจะรัดคอเด็กสาวจนถึงเมื่อครู่ก็รู้สึกเห็นใจขึ้นมาหน่อยๆ
“ฉันเองก็ลองทำอะไรหลายๆอย่างแล้ว ทั้งโน้มน้าวฝั่งพวกผู้ดูแลไหนจะดวงิญญาที่ปฏิเสธการกลับไปเ่าั้อีกแต่ผลลัพธ์ก็ไม่ได้น่ายินดีเลยสักนิดค่ะ”
“ดูเหมือนอย่างน้อยก็ได้ลงมือทำอะไรไปบ้างแล้วสินะ”
“ค่ะก็...ได้ลองไปบ้าง แต่นอกจากผลที่ได้จะไม่มีอะไรดีขึ้นแล้วถ้ายังถูกคนบนโลกนี้ตำหนิอีกล่ะก็ คงทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับการถูกรัดคอล่ะนะคะ”
-อดีตพลเมืองจากโลกอื่นอย่างเขายังไงก็คงไม่ยอมรับการรัดคอล่ะนะ- เรนยะคิด จากนั้นจึงให้เด็กสาวเล่าต่อ
“ด้วยเหตุนี้พวกดวงิญญาจึงได้ย้ายไปโลกอื่นบ้าง ไม่ก็เลือกที่จะไม่ไปเกิดอีกบ้างทำให้โลกนี้เริ่มที่จะขาดแคลนทรัพยากรค่ะ”
“โลกแบบนั้นน่ะบดทิ้งซะก็สิ้นเื่ไม่ใช่รึไง?”
-โลกที่ผู้ดูแลเองก็ไม่คิดจะจัดการอะไรสภาพประชากรก็น้อยลงเรื่อยๆ ไม่หยุดแบบนี้ปล่อยเอาไว้ก็มีแต่จะพังพินาศไปเองไม่ใช่รึไง- เรนยะคิดเช่นนั้นแต่เด็กสาวกลับส่ายหน้า
“ฉันเองก็เคยคิดแบบนั้นเหมือนกันแหละค่ะแต่ในกรณีนี้ เมื่อลองคิดถึงจำนวนชีวิตที่จะต้องสูญเสียไปก็คงพูดว่าให้ทำลายทิ้งไปซะได้ไม่เต็มปากนักหรอกค่ะ”
-ถ้าจะให้สร้างขึ้นมาใหม่ทั้งพวกทูต์ ทั้งตัวฉันเองคงทำงานหนักตายกันพอดี- เด็กสาวบ่น
“แล้วถ้ารวบรวมเ้าพวกนั้นทั้งหมดอพยพไปโลกอื่นล่ะ?”
“จุไม่ไหวหรอกค่ะข้อแรกเลย ดวงิญญาส่วนใหญ่จะถูกส่งไปเกิดใหม่โดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะไปเกิดใหม่ค่ะดวงิญญาระดับที่สามารถปฏิเสธการไปเกิดใหม่ได้น่ะมีไม่มากนักหรอกค่ะ”
ดวงิญญาที่ใช้ทรัพยากรบนโลกแล้วมีความสามารถเหนือกว่าระดับทั่วไปแต่เดิมจะไปเกิดใหม่ที่โลกเดิมเพื่อที่จะรักษาปริมาณทรัพยากรของโลกแห่งนั้นไว้
ถ้าพวกนั้น้าย้ายไปโลกอื่นๆทรัพยาการส่วนที่ใช้ไปจะไม่ถูกคืนกลับมา แต่จะลดน้อยลงเรื่อยๆ
ส่วนพวกดวงิญญาทั่วๆไปที่ไม่รู้เื่อะไรอยู่อย่างนั้นก็จะเดินไปบนเส้นทางที่ถูกทำลายต่อไปเรื่อยๆ
“เป็เื่ที่ช่างทุกข์ยากจริงๆเลยนะนั่น”
“ใช่ค่ะฉันเองก็อยากจะโน้มน้าวพวกผู้ดูแลเ่าั้ และนำพาโลกไปในทิศทางที่ดีขึ้นแต่เื่นั้นก็จำเป็จะต้องใช้เวลาค่ะ สรุปแล้วเื่ที่อยากขอร้องคุณก็คือ”
“อยากให้ไปโลกนั้นเพื่อซื้อเวลาการใช้ทรัพยากรเอาไว้สินะ?”
“ถ้าแค่เื่ทรัพยากรอย่างเดียวคงไม่มาขอร้องแบบนี้หรอกค่ะ แต่ไม่ว่าจะทำยังไงแนบไฟล์ส่งไปกับอีเมลไม่ได้เลยต้องใช้วิธีส่งแนบไปกับดวงิญญาของใครสักคนค่ะ”
“แล้วพวกโปรแกรมฝากไฟล์อะไรแบบนั้นล่ะ?”
“ถ้ามีอีกฝ่ายที่คอยรับล่ะก็คงมีประโยชน์ที่จะลองใช้ดูเหมือนกันล่ะค่ะแต่ดูเหมือนทางพวกผู้ดูแลจะไม่ได้รับรู้ถึงสถานการณ์นี้เลยก็เลยปฏิเสธการแทรกแซงจากฉัน...”
ถึงจะส่งไฟล์ไปได้แต่ถ้าไม่มีคนรับมันก็ไม่มีประโยชน์