“เช่นนี้นี่เอง ข้าได้พบคุณชายซูครั้งแรกแต่รู้สึกเหมือนรู้จักกันมานาน มู่เทียนเซี่ยขอคารวะคุณชายหนึ่งจอกเ้าค่ะ” มู่เทียนเซี่ยยกจอกสุราขึ้น ก่อนจะดื่มทีเดียวหมดจอก
“แม่นางมู่คอแข็งไม่เบา” มู่เชียนจิ่วกำลังหงุดหงิดขณะคิดว่าจะดื่มสุราอย่างไร ทันใดนั้นหน้ากากบนใบหน้านางก็ขยับเล็กน้อย จากนั้นก็เปลี่ยนเป็หน้ากากครึ่งหน้า
มู่เทียนเซี่ยเห็นภาพที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ดวงตาของนางเป็ประกายวิบวับไม่อาจปกปิด หากนางมองไม่ผิดล่ะก็ หน้ากากนี้จะต้องเป็สมบัติเวทอย่างแน่นอน!
ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อได้เห็นคางแสนเกลี้ยงเกลานั่น นางกลับรู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก แต่นางไม่เคยพบคนผู้นี้มาก่อนนี่นา แล้วจะเป็เช่นนั้นไปได้อย่างไร?
“ข้าขอบอกคุณชายตามตรงว่าความจริงแล้วที่พวกเรามาที่นี่นอกจากมาร่วมคัดเลือกเข้าสำนักเซียนแล้ว ยังมาตามหาสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่งด้วยเ้าค่ะ!”
“อ้อ ไม่ทราบว่าเป็สมบัติอะไรหรือ?” มู่เชียนจิ่วแสดงท่าทีสนใจ
มู่เทียนเซี่ยจึงหยิบม้วนหนังสัตว์ออกมาจากอกเสื้อ “เป็ผลของต้นผานหลงที่กำลังจะสุก หากคุณชายสนใจ พวกเราสามารถเดินทางไปด้วยกันได้นะเ้าคะ เมื่อได้ผลไม้วิเศษนี้มา คุณชายสามารถแบ่งไปส่วนหนึ่งได้เลยเ้าค่ะ จะได้เป็การตอบแทนน้ำใจที่คุณชายช่วยพวกเราเอาไว้ด้วย”
วาจาของมู่เทียนเซี่ยไม่ได้มีพิรุธใด ๆ ทั้งยังใช้ข้ออ้างว่า ‘เพื่อตอบแทนบุญคุณ’ ได้แเี หากเป็คนอื่น บางทีอาจหลงเชื่อคำพูดของนางไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่มู่เชียนจิ่วรู้จักน้องสาวนอกไส้ของนางคนนี้ดี
สมบัติวิเศษล้วนมีสัตว์ร้ายคอยปกป้อง นางจึงรู้ได้ทันทีว่าการตอบแทนบุญคุณที่ว่าเป็เพียงข้ออ้างและเื่โกหกเท่านั้น การหาเหยื่อล่อไปเสี่ยงอันตรายแทนต่างหากที่เป็จุดประสงค์ที่แท้จริงของมู่เทียนเซี่ย
ผลผานหลงแม้จะสู้ผลโกลาหลไม่ได้ แต่ก็นับเป็ผลไม้วิเศษระดับสูง ในเมื่อของวิเศษถูกยื่นมาให้ถึงมือเช่นนี้ มู่เชียนจิ่วก็จะรับเอาไว้ก็แล้วกัน
“แม่นางพูดจริงหรือ?”
เมื่อเห็นบุรุษตรงหน้าทำท่าทางราวกับไม่เคยเห็นโลกมาก่อน ดวงตาของมู่เทียนเซี่ยก็ยิ่งเย็นเยียบมากขึ้น “จริงแน่นอนเ้าค่ะ หากคุณชายซูตอบตกลง พรุ่งนี้เช้าพวกเราก็ไปที่นั่นกันได้เลย!”
“เกรงว่าจะช้าเกินไปกระมัง อีกเจ็ดวันสำนักชิงอวิ๋นก็จะเปิดเขาแล้ว” มู่เชียนจิ่วแสร้งทำสีหน้าลำบากใจ เสมือนกำลังลังเลอยู่หลายส่วน
มู่เทียนเซี่ยเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย อยากจะพักผ่อนให้เต็มที่สักคืนแต่การจะหาเหยื่อที่เหมาะสมไม่ใช่เื่ง่าย ตอนนี้ในเมื่อมีเหยื่อมาติดกับแล้ว มีหรือนางจะปล่อยโอกาสให้หลุดมือไปโดยง่าย
แม้บุรุษตรงหน้าจะเป็เพียงลูกบุญธรรมของตระกูลเล็ก ๆ แต่กลับใจใหญ่ยอมจ่ายหนักให้สตรีแปลกหน้า แสดงว่าก็คงจะมั่งมีพอสมควร ยิ่งท่าทีไม่สะทกสะท้านเช่นนี้ เห็นชัดว่าบนตัวเขาจะต้องมีหินิญญาอยู่อีกไม่น้อย หากนางสามารถชิงหินิญญาของคนผู้นี้มาได้ ปัญหาหนักอกที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้จะต้องคลี่คลายลงได้แน่นอน
มู่เทียนเซี่ยขบเม้มริมฝีปากเบา ๆ “ข้าคิดไม่รอบคอบเอง หากคุณชาย้า พวกเราออกเดินทางตอนนี้เลยก็ได้เ้าค่ะ!”
“เช่นนั้นก็ดีเลย ข้าขอดื่มให้แม่นางอีกจอก” มู่เชียนจิ่วกระดกสุราหมดจอก นางจงใจเงยหน้าเพื่อปิดบังจิตสังหารที่พลุ่งพล่านในดวงตา จะใช้นางเป็เหยื่อล่ออย่างนั้นหรือ ฝันไปเถอะ!
อวิ๋นเซียงล่วงรู้ถึงความคิดคุณหนูของตนั้แ่แรก ใบหน้าสาวใช้จึงเรียบนิ่งไร้รอยยิ้ม ไร้ซึ่งแววไม่พึงพอใจ มีเพียงสายตาที่ใช้มองบุรุษแปลกหน้าเท่านั้นที่เ็าลงครึ่งส่วน
หลังจากกินดื่มกันเสร็จเรียบร้อย คนมีแผนการในใจทั้งสามก็เดินทางออกจากเมืองโยวเฉิง มุ่งหน้าเข้าไปในป่านอกเมือง
ระหว่างทางมู่เชียนจิ่วชวนคุยสัพเพเหระ เล่าเื่ทั่วไปบ้าง เื่ตลกขำขันบ้าง เรียกเสียงหัวเราะจากหญิงสาวทั้งสองได้เป็ระยะ ดูราวกับคุณชายอัธยาศัยดีที่กำลังจะมัดใจคุณหนูแสนงามผู้มากับสาวใช้ได้สำเร็จ เพียงแต่ความคิดแท้จริงของมู่เทียนเซี่ยและอวิ๋นเซียงนั้นต่างออกไป เวลานี้บุรุษข้างกายไม่ต่างอะไรจากหมูในอวยที่พวกนางจะสังหารเมื่อใดก็ย่อมได้
อีกทั้งมู่เทียนเซี่ยยังััได้ว่าตบะบารมีของอีกฝ่ายมากสุดก็คงแค่ระดับปัญญาขั้นสูง ส่วนตัวนางเพราะหลอมรวมชีพจริญญาระดับฟ้าของมู่เชียนจิ่วไป ตบะบารมีจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงระดับมายาเดียวดายขั้นต้นแล้ว การจะต่อกรกับผู้ที่อยู่ระดับปัญญาขั้นสูงย่อมง่ายดายราวดีดนิ้ว
“แม่นางมู่ พวกเราต้องเดินทางอีกไกลแค่ไหนหรือ?” มู่เชียนจิ่วแสร้งถามอย่างสงสัย แน่นอนว่านางรู้คำตอบนี้ดี เพราะจดจำแผนที่บนม้วนหนังสัตว์แผ่นนั้นไว้ในหัวเรียบร้อย หากแผนที่ที่เห็นเป็ของจริง เวลานี้พวกนางคงอยู่ใกล้กับต้นผานหลงแล้ว
เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้มีคนอาศัยอยู่ไม่มาก ทำเลที่ตั้งก็ลึกลับราวกับจงใจปิดบังไว้ไม่ให้คนภายนอกพบเจอ หากไม่มีม้วนหนังสัตว์แผ่นนั้น คงยากที่ผู้ใดจะหาที่นี่พบ!
“น่าจะใกล้ถึงแล้วเ้าค่ะ!” มู่เทียนเซี่ยเริ่มใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว บนม้วนหนังสัตว์บันทึกเอาไว้ว่าบนต้นผานหลงมีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสามตัวหนึ่งพิทักษ์อยู่
‘สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสาม’ มีพลังเทียบเท่ากับผู้แข็งแกร่งแห่งเผ่ามนุษย์ระดับฌานดรุณ!
อีกทั้งต้นผานหลงต้นนี้ในทุก ๆ หนึ่งพันปีจะมีผลสุกเพียงสามผลเท่านั้น เมื่อผลผานหลงสุกงอมจะส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจ ดึงดูดสัตว์ศักดิ์สิทธิ์น้อยใหญ่ให้มาแย่งชิง!
นั่นคือโอกาสเหมาะสมที่สุดที่นางจะลงมือ!
หลังจากเดินต่อไปอีกไม่กี่อึดใจ ไอิญญาที่อยู่โดยรอบก็เข้มข้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาของมู่เชียนจิ่วเป็ประกาย ดูเหมือนว่าจะมีสมบัติวิเศษอยู่ที่นี่จริง ๆ!
“คุณหนูเ้าคะ นั่นต้นผานหลงเ้าค่ะ!” อวิ๋นเซียงร้องลั่นพร้อมชี้นิ้วด้วยความดีใจ
มู่เชียนจิ่วได้ยินดังนั้นก็มองตาม ต้นผานหลงที่ว่าสูงเพียงไม่กี่จั้ง กิ่งก้านเกี่ยวกระหวัดพันรัดรอบลำต้น ดูคล้ายัเทพขดอยู่รอบไม้ใหญ่ ผลผานหลงสามผลที่แม้เพียงกำลังเริ่มสุกแต่ก็ส่งกลิ่นหอมรุนแรงขจรขจายไปทั่ว
มู่เทียนเซี่ยจึงตื่นเต้นเป็อย่างมาก หากได้ผลไม้วิเศษสามผลนี้มา ตบะบารมีของนางจะต้องก้าวหน้าอย่างรวดเร็วแน่นอน และอาจก้าวเข้าถึงจุดสูงสุดของมายาเดียวดายเลยก็เป็ได้!
สมบัติล้ำค่าอยู่ตรงหน้า ทว่าคนทั้งสามต่างไม่มีใครกล้าบุ่มบ่าม โดยเฉพาะมู่เทียนเซี่ย นางรู้ดีว่าสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ระดับสามตัวนั้นจะต้องอยู่ใกล้ ๆ นี้แน่
อีกทั้งกว่าผลผานหลงทั้งสามลูกจะสุกงอมได้ที่ก็คงต้องรออีกสักพัก ตอนนี้หากชิงเด็ดลงมาก่อนเวลา เกรงว่าพลังที่จะได้รับจากผลผานหลงคงน้อยลงกว่าที่ควร! นั่นถือเป็เื่น่าเสียดายยิ่งนัก
“คุณชายซูเ้าคะ กว่าผลผานหลงเหล่านี้จะสุกต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ ข้าว่าระหว่างนี้ พวกเราไปพักผ่อนรอกันก่อนเถอะเ้าค่ะ” มู่เทียนเซี่ยสะกดความดีใจเอาไว้ ก่อนเอ่ยกระซิบบุรุษที่นางหมายใจจะใช้งาน
ภายใต้หน้ากากวิเศษ มุมปากของมู่เชียนจิ่วยกยิ้มทันที “เช่นนั้นก็เอาตามที่แม่นางมู่ว่ามาเถอะ!”
มู่เทียนเซี่ยกระหยิ่มยิ้มยิ่ง นางชอบความรู้สึกที่บุรุษทั้งโลกให้ความสำคัญกับนาง ทว่าน่าเสียดายที่คนตรงหน้ากำลังชะตาขาดและจะต้องตายในไม่ช้า แต่ถึงอย่างนั้นการที่เขาได้ตายเพื่อนางก็ต้องถือว่าเป็เกียรติอันสูงสุดต่อตัวเขาเองแล้ว!
เมื่อฟ้าค่อย ๆ มืดลง ไอิญญารอบ ๆ ก็เข้มข้นขึ้นอีกหลายเท่า ทันใดนั้นต้นผานหลงก็เปล่งแสงเรืองรอง พื้นดินสั่นะเื ผืนป่ารอบบริเวณมีเสียงสัตว์คำรามรับดังระงมไปทั่ว
“คุณชายซู ผลผานหลงสุกแล้วเ้าค่ะ ท่านรีบไปเด็ดเถอะเ้าค่ะ ข้าจะช่วยคุ้มกันให้เอง!” มู่เทียนเซี่ยจับจ้องไปยังต้นไม้วิเศษพลางกล่าวออกมาพร้อมหายใจอันถี่กระชั้น
ไม่ต้องรอให้มู่เทียนเซี่ยเอ่ยปากเป็ครั้งที่สอง มู่เชียนจิ่วก็ทะยานขึ้นไปบนต้นผานหลงเรียบร้อย ผลผานหลงขนาดใหญ่เท่าศีรษะคนสามผลถูกนางเด็ดจากขั้วแล้วเก็บเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติทันที
มู่เทียนเซี่ยที่รออยู่ด้านล่างถามเร่ง “คุณชายซู ได้หรือยังเ้าคะ?”
“ได้แล้ว!” มู่เชียนจิ่วใช้ความว่องไวหยิบเอาผลไม้ที่มีขนาดเท่าผลผานหลงจำนวนสามลูกจากแหวนเก็บสมบัติออกมายัดลงไปในห่อผ้าแล้วสะพายขึ้นบ่า ก่อนะโกลับลงมานางยังลอบเด็ดเอากิ่งส่วนขั้วของผลผานหลงติดมือมาด้วย
“พวกเราไปกันเถอะ!”
*อะวู้!*
ทันใดนั้นหมาป่าั์สีเงินที่มีความสูงสามจั้งตัวหนึ่งก็พุ่งออกมาจากป่าลึก ดวงตาสีเืของมันจับจ้องมายังมนุษย์ทั้งสาม
มู่เทียนเซี่ยมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที “หมาป่าสีเงิน — สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสาม!”
สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ชนิดนี้ว่องไวจนคาดไม่ถึง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ใต้แสงจันทร์ ความเร็วในการโจมตีจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า ต่อให้เป็สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสี่ทั่ว ๆ ไป ก็ไม่กล้าหาเื่หมาป่าสีน้ำเงินในยามที่อยู่ใต้แสงจันทร์เช่นนี้!
หนี!
เห็นเผ่ามนุษย์สามคนวิ่งหนีเข้าไปในป่า หมาป่าแสงจันทร์ก็ตระหนักรู้ว่าสมบัติล้ำค่าที่ตนปกป้องถูกขโมยไปแล้ว จึงไล่ตามไปติด ๆ ไล่ล่าหัวขโมยด้วยความเดือดดาล
ยังไม่ทันหนีไปไหนได้ไกล เมื่อไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวใด ๆ จากทางด้านหลัง มู่เทียนเซี่ยก็หยุดฝีเท้า ใบหน้างดงามเปลี่ยนไป ดวงตาฉายแววอำมหิต นางหมุนกายกลับหวังซัดฝ่ามือเข้าใส่หน้าอกของมู่เชียนจิ่ว!
“ตายซะเถอะ!” อวิ๋นเซียงเองก็ชักมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมา และแทงไปที่ด้านหลังของมู่เชียนจิ่วทันที
โชคดีที่มู่เชียนจิ่วเตรียมตัวเอาไว้แล้ว ทันทีที่มีดสั้นใกล้ถึงตัว นางก็เอี้ยวตัวเล็กน้อย มือข้างหนึ่งคว้าข้อมือข้างที่ถือมีดของอวิ๋นเซียงไว้แล้วบิดจนมีดร่วง มืออีกข้างกระชากร่างอีกฝ่ายมาบังด้านหน้าตนเพื่อขวางทางฝ่ามือมู่เทียนเซี่ย!
“พรวด!” อวิ๋นเซียงถูกโจมตีที่หน้าอกอย่างรุนแรงจนกระอักเื ดวงตาสาวใช้เบิกโพลงเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“คุณหนู…”
“อวิ๋นเซียง!” มู่เทียนเซี่ยเองก็ถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ นางหันไปมองมู่เชียนจิ่วด้วยความเคียดแค้น
“เ้าปกปิดตบะบารมีเอาไว้อย่างนั้นหรือ!!!”
การที่อีกฝ่ายสามารถหลบ ‘ฝ่ามือสลายใจ’ ของนางได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ ชี้ให้เห็นว่าตบะบารมีจะต้องเหนือกว่านางแน่นอน!
“แม่นางมู่ช่างมีแผนการที่แยบยลจริง ๆ!” มู่เชียนจิ่วหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทางเย้ยหยัน “หากไม่ใช่เพราะข้าเตรียมพร้อมเอาไว้ก่อน เกรงว่าเวลานี้คนที่ล้มอยู่ตรงนั้นคงเป็ข้าแล้วกระมัง”
มู่เทียนเซี่ยหน้าดำคล้ำ นางชี้หน้าอีกฝ่ายด้วยนิ้วอันสั่นเทาพลางะโอย่างคั่งแค้น
“เ้า!!!”
.
.
.