จี้เยี่ยนจื๋อมองท่าทางนั้นของเขาแล้วถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโกรธจัด“นายกล้าโกรธฉันเหรอ?”
“ทำไมผมจะโกรธไม่ได้ หรือว่าในบ้านหลังนี้มีแค่พี่คนเดียวที่มีสิทธิ์โกรธ?”จี้ทิงสวนกลับทันควัน
“นาย...”
ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบจี้ทิงก็หมุนตัวเดินจากไปเสียดื้อๆ
ใบหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อมืดครึ้มไม่ต่างจากสีท้องฟ้าด้านนอกกรามที่ขบแน่นยังไม่ทันคลาย มือถือก็สั่นแจ้งเตือนขึ้นมาอีกครั้ง
“ฮัลโหล”
“เป็ไงบ้าง?” ปลายสายคือฟู่เฉิง “ถามไอ้น้องชายตัวดีของนายหรือยัง?”
จี้เยี่ยนจื๋อหลับตาลงพลางถอนหายใจออกมาอย่างแรง “ถามแล้ว”
ความอยากรู้อยากเห็นของฟู่เฉิงพุ่งขึ้นถึงขีดสุด“เขาว่ายังไง ใช่เื่... หรือเปล่า?”
“เซลล์ประสาทกิ่งก้านบ้าบออะไรกันล่ะไอ้สารเลวนั่นมันก็แค่คนไม่เอาไหนเท่านั้นแหละ!”
ติ๊ด!
ฟู่เฉิงถือสายค้างด้วยความงุนงงจี้ทิงก็เป็คนไม่เอาไหนอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง เื่นี้ใครๆ ก็รู้แล้วเยี่ยนจื๋อจะโมโหเป็ฟืนเป็ไฟขนาดนี้ไปทำไมกัน?
หลังจากนั้นหลายวันสองพี่น้องก็ไม่คุยกันอีกเลยแม้แต่คำเดียว จี้เยี่ยนจื๋อเลิกจ้างคนมาติวหนังสือให้และทำท่าทีเหมือนปล่อยให้จี้ทิงไปผจญชะตากรรมเอาเองตามยถากรรม
ทว่าจี้ทิงกลับหายโกรธเพราะเื่นั้นหลังจากจัดการบัญชีเงินทุนเรียบร้อย เขาก็เริ่มลงมือทำธุระของตัวเอง
วันหนึ่งจี้ทิงออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และกลับมาเกือบมืดทันทีที่ถึงบ้านเขาก็ตรงไปยังตึกตะวันตก เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกจี้ทิงกำลังก้มตัวลงยกกล่องลังใบใหญ่ ซึ่งพอดีกับที่พ่อบ้านผ่านมาเห็นเข้า
“คุณชายรองครับ ให้ผมช่วยดีกว่า”
จี้ทิงตั้งใจจะปฏิเสธแต่ฝ่ายนั้นเดินเข้ามาถึงตัวแล้ว เขาจึงทำเพียงเอ่ยขอบคุณสั้นๆ
กล่องนั้นมีน้ำหนักมากทั้งคู่จึงต้องช่วยกันขนขึ้นมาทีละกล่องพ่อบ้านเห็นตัวอักษรบนกล่องไม่ใช่ภาษาอังกฤษแต่เป็ภาษาอื่นจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “คุณชายรองครับในนี้คืออะไรเหรอครับ?”
จี้ทิงเงียบไปอึดใจ“เครื่องเล่นเกมครับ”
พ่อบ้านถึงกับอุทาน“โหเดี๋ยวนี้เครื่องเล่นเกมมันซับซ้อนขนาดต้องแยกใส่ตั้งสี่กล่องเลยเหรอครับ?”
“ครับ เป็เครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่ขนาดใหญ่”
ทั้งคู่ขนของอีกรอบจี้ทิงบอกให้พ่อบ้านวางของไว้หน้าประตูห้องพลางเอ่ยว่า“คุณอาหยางครับ ห้องนี้ต่อไปผมจะใช้สำหรับเล่นเกมโดยเฉพาะไม่ต้องจัดคนมาทำความสะอาดนะครับ ผมจะจัดการเอง”
ความจริงเขาก็แค่บอกให้รับทราบเท่านั้นเพราะคฤหาสน์ตระกูลจี้ใช้ระบบล็อกส่วนกลางแต่เมื่อวานเขาได้ลบรหัสผ่านของห้องนี้ออกจากระบบไปแล้วคนอื่นจึงไม่มีทางเข้าไปได้
“ได้ครับ ผมจะสั่งคนงานไว้ให้”
จี้ทิงพยักหน้าให้เล็กน้อยก่อนที่พ่อบ้านจะเอ่ยขึ้นอีกว่า “จริงด้วยครับคุณชายรองเมื่อบ่ายคุณชายใหญ่โทรมาบอกว่าเย็นนี้จะมีเลี้ยงแขกที่บ้าน” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดอย่างเลี่ยงๆ “ดังนั้นมื้อค่ำของคุณชาย...”
จี้ทิงคิดเพียงครู่เดียวก็เข้าใจความหมาย“งั้นผมกินที่ห้องอาหารฝั่งนี้แล้วกันครับ”
พ่อบ้านถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก“ได้ครับ ผมจะรีบไปจัดการให้”
เมื่อลับตาคนจี้ทิงเปิดประตูห้องออก ภายในนั้นมีกล่องลังวางกองอยู่ก่อนแล้วเกือบสามสิบใบ
เขาปิดประตูก่อนจะม้วนแขนเสื้อขึ้น และเริ่มลงมือประกอบ ‘เครื่องเล่นเกม’ขนาดใหญ่ของตัวเอง
เวลาหนึ่งทุ่มครึ่งรถคัลลิแนนสีน้ำเงินเข้มเคลื่อนเข้ามาจอดในโรงรถ
และทันทีที่รถจอดสนิทประตูเบาะหลังก็ถูกผลักออกอย่างเร่งรีบ “จี้ทิง!”
ห้านาทีก่อนหน้านั้นจี้ทิงลงมาหยิบสายเชื่อมต่อที่ลืมไว้ตรงเบาะข้างคนขับพอดีจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญหน้ากัน
“อาเอง... อาไต้ไงล่ะ”
ตอนนี้จะหนีก็ไม่ทันแล้วจี้ทิงจึงจำต้องหันกลับไปเขาเห็นชายวัยกลางคนในชุดสูทกำลังโบกมือเรียกเขาด้วยรอยยิ้ม ส่วนอีกด้านของรถจี้เยี่ยนจื๋อก้าวลงมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย
สองพี่น้องต่างทำเหมือนอีกฝ่ายเป็ธาตุอากาศท่ามกลางความเงียบนั้น ไต้เซี่ยงเฉียงก็ก้าวเข้ามาหาจี้ทิง
“บังเอิญจริงๆ กำลังจะขับรถออกไปข้างนอกเหรอ?”
น้ำเสียงของอีกฝ่ายฟังดูสนิทสนมทว่าจี้ทิงพยายามค้นในความทรงจำของร่างเดิมแล้วเขามีเพียงความประทับใจที่เลือนรางเกี่ยวกับชายคนนี้เท่านั้น
จี้ทิงชูกระเป๋าในมือให้ดูเป็เชิงบอกพลางเอ่ยเสียงเรียบ “ผมลงมาเอาของครับกำลังจะขึ้นข้างบนแล้ว”
“จะรีบขึ้นไปทำไม อามีเื่จะคุยกับหลานพอดี ไปกินข้าวด้วยกันเถอะ”ไต้เซี่ยงเฉียงทึกทักเอาเองเสร็จสรรพ ก่อนจะหันไปหาจี้เยี่ยนจื๋อ“ประธานจี้คงไม่ถือสาใช่ไหม?”
สีหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อไม่เปลี่ยนไปทว่าแววตากลับเย็นเยียบลงหลายส่วน “ถ้าอย่างนั้นก็เชิญครับ”
ทั้งสามเดินเข้ามาในห้องอาหารไต้เซี่ยงเฉียงตั้งใจจะดึงจี้ทิงให้นั่งข้างๆ แต่จี้ทิงก้าวเร็วกว่าหนึ่งก้าวเดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามแทน
จี้เยี่ยนจื๋อเห็นเหตุการณ์นั้นมุมปากก็ยกขึ้นเพียงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็นการที่ไต้เซี่ยงเฉียงแสร้งทำเป็สนิทสนมกับจี้ทิงก็เพื่อ้าย้ำเตือนเขาว่าตระกูลจี้รุ่นนี้ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวแต่ยังมีลูกนอกสมรสที่ ‘ได้รับความเอ็นดู’ คนนี้อยู่อีกคน
ช่างเป็การเยาะเย้ยที่ไร้ชั้นเชิงเสียจริงดูท่าไต้เซี่ยงเฉียงคงจะแก่จนเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ ถึงได้เก็บอารมณ์ไม่อยู่ขนาดนี้
เมื่อทั้งสามนั่งลงอาหารยังไม่ทันเข้าปาก ไต้เซี่ยงเฉียงก็เรียกหาไวน์แดงแถมยังคะยั้นคะยอให้จี้ทิงดื่มเป็เพื่อนสักสองสามแก้ว
“ผมดื่มไม่เป็ครับ” จี้ทิงตอบด้วยน้ำเสียงเ็า
ไต้เซี่ยงเฉียงปรายตามองจี้เยี่ยนจื๋อเล็กน้อยพลางแค่นเสียง ‘ฮึ’ ในลำคอ“เื่แบบนี้มันต้องหัดไว้อีกหน่อยหลานก็ต้องเข้าไปทำงานในกลุ่มบริษัทซื่อลี่แล้วจะทำตัวเป็คนไม่แตะเหล้าตลอดไปได้ยังไง?”
พูดจบเขาก็หยิบเหยือกพักไวน์จะรินใส่แก้วให้จี้ทิง
จี้ทิงเอามือปิดแก้วไว้น้ำเสียงยิ่งทวีความเย็นะเื “ผมไม่หัดและผมก็จะไม่เข้าทำงานที่กลุ่มบริษัทซื่อลี่ด้วย”
คิ้วของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกเล็กน้อยเขาไม่ได้ยินเสียงในใจ ถ้าอย่างนั้น... นี่คือความคิดจริงๆ ของจี้ทิงอย่างนั้นหรือ
ไต้เซี่ยงเฉียงที่ถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าเริ่มรักษาหน้าไว้ไม่อยู่“จี้ทิง เื่นี้อาต้องขอแนะนำหน่อยนะ”
เขานั่งตัวตรงพลางวางเหยือกลงบนโต๊ะเสียงดังปึก “หลานคิดแบบนี้ได้ยังไงถ้าหลานไม่เข้ากลุ่มบริษัทซื่อลี่ แล้วใครจะเป็แขนเป็ขาให้พี่ชายล่ะพ่อของหลานยังหวังจะเห็นพี่น้องร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าฟันอุปสรรคอยู่นะ”
ต่อให้จี้ทิงจะมีอาการของแอสเพอร์เกอร์แต่เวลานี้เขาก็ฟังความหมายโดยนัยออก :[ตาแก่ที่ชื่อไต้นี่กำลังใช้ฉันเป็เครื่องมือยั่วโมโหจี้เยี่ยนจื๋อ]
จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะหยันในใจดูท่าเ้าหมอนี่จะยังไม่โง่ถึงขั้นกู่ไม่กลับสินะ
“ดูเหมือนผอ.ไต้จะเมาทั้งที่ยังไม่ได้ดื่มนะครับ” เขาเปิดฉากเปลี่ยนสนามรบพลางเอ่ยด้วยท่าทีไม่รีบร้อน “จี้ทิงยังเด็กอยู่หลังจากนี้เขายังต้องเรียนต่อ”
ไต้เซี่ยงเฉียงอ้าปากจะเถียงแต่จี้เยี่ยนจื๋อกลับหุบยิ้มฉับ “ในเมื่อผอ.ไต้อิ่มแล้วเรามาคุยธุระกันเลยดีกว่าครับ”
ไต้เซี่ยงเฉียงหน้าเสียเล็กน้อยเขาแสร้งกระแอมไอแก้เก้อ “ในเมื่อประธานจี้พูดตรงๆผมก็ไม่อ้อมค้อมล่ะนะ อาทิตย์หน้าจะมีการประชุมบอร์ดบริหารแล้วไม่ทราบว่าประธานจี้มีความเห็นยังไงเกี่ยวกับงบประมาณการวิจัยในไตรมาสหน้า?”
“สัดส่วนส่วนใหญ่ยังคงเดิมโดยจะเน้นสนับสนุนโครงการของห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์เป็หลักแต่ผมจะของงบประมาณแยกต่างหากมาให้โครงการที่คุณดูแลอยู่”
สิ้นคำพูดนั้นจี้ทิงที่อยู่วงนอกก็พลันขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด
สีหน้าของไต้เซี่ยงเฉียงถอดสีจนเห็นได้ชัดน้ำเสียงกดต่ำลงทันที “ท่านประธานจี้กลยุทธ์ถ่วงเวลาแบบนี้ใช้บ่อยไปมันก็ไม่ได้ผลหรอกนะครับคุณเล่นไม่เหลือทางถอยให้แบบนี้ ลูกน้องของผมคงหนีหายกันหมดพอดี”
มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อยกขึ้น“บริษัทไม่ใช่ของผมคนเดียวคุณก็น่าจะรู้ดีว่าบอร์ดบริหารเขาสนใจแค่ความคืบหน้าของโครงการในรายงานเท่านั้น”
“ถ้าจะพูดแบบนี้ ผมในฐานะผู้อำนวยการก็ควรจะลาออกให้คนอื่นมาทำแทนสินะ”ไต้เซี่ยงเฉียงพูดพลางลุกขึ้นยืนเขาโยนผ้าเช็ดปากลงบนโต๊ะพลางยิ้มเย็น “แค่อยากรู้ว่าถ้าวันหน้าบอร์ดบริหารรู้ว่า อัลกอริทึมชิป L3 ถูกบริษัทอื่นชุบมือเปิบไปง่ายๆพวกเขาจะไปเอาเื่กับใคร”
อัลกอริทึมชิปL3...คำคำนี้เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญที่ทำให้สมองของจี้ทิงสว่างวาบขึ้นมาทันที
[นึกออกแล้ว!ไต้เซี่ยงเฉียงคนนี้ก็คือผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยที่ปลอมแปลงข้อมูลนี่เอง!]