อาหลางก้าวเดินนำหน้าแม่นางหลินไปตามทางเดินอันคดเคี้ยวของโรงเตี๊ยมสนธยา แสงจันทร์สาดส่องลอดช่องหน้าต่างบานเล็กๆ ลงมาเป็ริ้วๆ พอให้เห็นทางเดินที่มืดสลัว กลิ่นอายของความเก่าแก่และฝุ่นผงคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ยิ่งเพิ่มความลึกลับให้กับเส้นทางที่มุ่งสู่หอตำราเก่าทางทิศตะวันตก
ฝีเท้าของอาหลางมั่นคงและเงียบงัน แต่ละก้าวถูกคำนวณมาอย่างแม่นยำ เขาเดินนำหน้าด้วยท่าทีที่ดูเหมือนจะระแวดระวัง แต่ความจริงแล้วเขากำลังนำแม่นางหลินเข้าสู่กับดักที่เตรียมไว้อย่างพิถีพิถัน ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจที่ซ่อนเร้น ราวกับนักล่าที่กำลังนำเหยื่อเข้าสู่รังของตน
ระหว่างทาง เขาหันกลับมามองแม่นางหลินเป็ระยะ ด้วยสีหน้าที่แสดงออกถึงความกังวลและความระแวดระวัง "แม่นาง ที่นั่นค่อนข้างเปลี่ยวและน่ากลัว หากท่านรู้สึกไม่สบายใจ เราอาจจะกลับไปพรุ่งนี้ก็ได้ขอรับ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใย แต่แววตาของเขากลับเฝ้าสังเกตปฏิกิริยาของนางอย่างละเอียด
คำพูดของเขาถูกคำนวณมาเพื่อกระตุ้นความมุ่งมั่นของแม่นางหลิน เขารู้ดีว่าการแสดงความลังเลและการเสนอให้ยกเลิกจะทำให้นางยิ่ง้าไปมากขึ้น เพราะนางเป็คนที่ไม่ชอบให้ใครมองว่าเธออ่อนแอหรือขี้กลัว
แม่นางหลินยังคงรักษาท่าทีเยือกเย็น ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบกายอย่างระแวดระวัง แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัยในตัวเสี่ยวเอ้อผู้นี้ แต่ความปรารถนาที่จะค้นหาคัมภีร์เมฆาอัคคีก็แรงกล้าพอที่จะทำให้นางละทิ้งความระแวงไปชั่วขณะ นางเชื่อมั่นในพลังปราณอันแก่กล้าของตนเองว่าจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ใดๆ ได้
ผลจากน้ำค้างมารที่ยังคงส่งผลต่อร่างกายของนางทำให้ความคิดของนางไม่ชัดเจนเหมือกเดิม ความร้อนที่แผ่ซ่านอยู่ในร่างกายทำให้นางรู้สึกอึดอัดกับชุดไหมที่สวมอยู่ การหายใจของนางยังคงไม่สม่ำเสมอ และที่แย่ที่สุดคือ ทุกครั้งที่มองไปที่อาหลาง นางจะรู้สึกถึงความปั่นป่วนในใจที่ไม่อาจอธิบายได้
"ข้าไม่กลัวสิ่งใดทั้งสิ้น" นางตอบด้วยน้ำเสียงเ็า แต่ใต้ความเ็านั้นกลับแฝงความกระตือรือร้นที่ไม่อาจปกปิดได้ "นำทางต่อไป ข้า้าเห็นหอตำรานั้นด้วยตาตัวเอง"
อาหลางพยักหน้าอย่างนอบน้อม ก่อนจะเดินต่อไปตามทางเดินที่แคบลง ผนังด้านข้างเต็มไปด้วยภาพวาดเก่าๆ ที่สีซีดจางและมีรอยแตกร้าว ภาพเ่าั้เล่าเื่ราวของโรงเตี๊ยมในอดีต เมื่อครั้งที่ยังเป็สำนักศิลปะการต่อสู้ที่มีชื่อเสียง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็เพียงความทรงจำที่ถูกลืมเลือน
ขณะที่เดินผ่านทางเดินที่เงียบงัน แม่นางหลินสังเกตเห็นว่าอาหลางดูคุ้นเคยกับเส้นทางนี้มาก เขาไม่ได้ลังเลหรือหาทางเลย ราวกับเคยเดินผ่านที่นี่มาแล้วหลายครั้ง ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของนาง แต่ความปรารถนาที่จะได้คัมภีร์เมฆาอัคคีกลับแรงกว่าความระแวดระวัง
"เสี่ยวเอ้อ" นางเอ่ยขึ้นเบาๆ "เ้าดูคุ้นเคยกับที่นี่มากนะ เคยมาที่นี่บ่อยหรือ?"
อาหลางหยุดเดินชั่วครู่ ก่อนจะหันมาตอบด้วยรอยยิ้มที่ดูอายๆ "ขอรับแม่นาง ข้าน้อยเป็คนขี้สงสัย บางครั้งก็แอบมาสำรวจโรงเตี๊ยมตอนกลางคืน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีโจรหรือคนร้ายแอบเข้ามา" เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูซื่อสัตย์ "ท่านเถ้าแก่มักจะบอกว่าความปลอดภัยของแขกคือสิ่งสำคัญที่สุด"
คำตอบของเขาฟังดูสมเหตุสมผล แต่แม่นางหลินยังคงรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ความปรารถนาที่จะได้คัมภีร์เมฆาอัคคีทำให้นางไม่ได้ใส่ใจกับความสงสัยเ่าั้มากนัก
พวกเขาเดินต่อไปอีกระยะหนึ่ง ผ่านบันไดไม้เก่าที่ส่งเสียงแหงๆ ทุกครั้งที่มีคนเหยียบ ผ่านห้องเก็บของที่เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์เก่าและหีบหนังที่ปกคลุมไปด้วยผ้าใบ กลิ่นของความชื้นและฝุ่นผงเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ทำให้บรรยากาศดูน่าขนลุกและลึกลับ
ในที่สุด อาหลางก็หยุดลงเบื้องหน้าประตูไม้บานใหญ่ที่ดูเก่าแก่ผุพัง มีเถาวัลย์เลื้อยพันปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นเนื้อไม้ ประตูบานนั้นสูงใหญ่และหนาแน่น ดูเหมือนจะสร้างขึ้นเพื่อปกป้องสิ่งสำคัญที่อยู่ข้างใน ลวดลายแกะสลักบนประตูแม้จะเลือนรางไปแล้ว แต่ยังคงเห็นได้ว่าเคยงดงามและประณีตมาก
เขาหันมายิ้มบางๆ ให้แม่นางหลิน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมทว่าแฝงความนัยว่า "ถึงแล้วขอรับแม่นางหลิน หอตำราเก่าที่ข้าสงสัยว่าอาจมีร่องรอยของคัมภีร์ที่ท่านตามหา"
แม่นางหลินเดินเข้าไปใกล้ประตูบานนั้น สายตาของนางกวาดไปตามลวดลายแกะสลักที่เลือนราง นางััได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากภายใน เป็พลังงานที่แปลกประหลาดและเข้มข้น ไม่เหมือนพลังปราณธรรมดาที่เคยรู้จัก แต่นางก็มิได้ใส่ใจนัก คิดว่าเป็เพียงพลังปราณที่หลงเหลือจากผู้บำเพ็ญเพียรในอดีต
"พลังงานที่แผ่ออกมาจากที่นี่..." นางพึมพำเบาๆ "มันแปลกประหลาดมาก เหมือนกับ..." นางหยุดพูดกลางคำ เพราะไม่สามารถหาคำมาอธิบายความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้
อาหลางเฝ้าสังเกตปฏิกิริยาของนางอย่างใกล้ชิด เขาเห็นความสนใจและความตื่นเต้นที่เพิ่มขึ้นในดวงตาของนาง "ท่านรู้สึกได้ด้วยหรือขอรับ?" เขาถามด้วยน้ำเสียงที่แสดงความประหลาดใจ "ข้าน้อยก็รู้สึกเช่นกัน เหมือนกับมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ข้างใน"
คำพูดของเขาเพิ่มความมั่นใจให้กับแม่นางหลิน นางคิดว่าหากแม้แต่คนรับใช้ธรรมดาอย่างเขายังรู้สึกได้ แสดงว่าสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นต้องมีพลังมาก อาจจะเป็คัมภีร์เมฆาอัคคีที่นางตามหาจริงๆ ก็ได้
นางยื่นมือออกไปแตะประตู ความเย็นของไม้เก่าทำให้นางสะดุ้งเล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกัน นางก็รู้สึกถึงพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวไม้ เหมือนกับมีชีวิตและกำลังเต้นระบำอย่างช้าๆ ความรู้สึกนั้นทำให้นางตื่นเต้นและกระตือรือร้นมากขึ้น
"นี่คือมัน..." นางกระซิบเบาๆ ดวงตาเปล่งประกายด้วยความหวัง "ข้ารู้สึกได้ว่าคัมภีร์เมฆาอัคคีอยู่ข้างในนั้น"
อาหลางยืนอยู่ข้างหลังนาง เฝ้ามองการเคลื่อนไหวทุกอย่างด้วยความพึงพอใจ เขาเห็นว่านางกำลังตกอยู่ในกับดักที่เขาวางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ความปรารถนาที่แรงกล้าทำให้นางมองข้ามสัญญาณเตือนภัยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็ความเงียบที่ผิดปกติของสถานที่แห่งนี้ หรือพลังงานที่แปลกประหลาดที่แผ่ออกมาจากประตู
"แม่นาง" เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลเทียม "ข้าน้อยรู้สึกไม่สบายใจ บรรยากาศที่นี่มันแปลกเกินไป บางทีเราควรจะ..."
"เงียบ!" แม่นางหลินตัดบทเขาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "ข้าจะไม่ยอมพลาดโอกาสนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น"
นางผลักประตูเข้าไปอย่างไม่ลังเล ประตูไม้หนักเปิดออกด้วยเสียงแหงๆ ที่ก้องไปทั่วทางเดิน เผยให้เห็นความมืดมิดที่ปกคลุมอยู่ข้างใน กลิ่นของหนังสือเก่าและหมึกแห้งลอยออกมาปะทะจมูก ผสมผสานกับกลิ่นอื่นๆ ที่แปลกประหลาดและไม่อาจระบุได้
ทันทีที่ร่างอรชรของแม่นางหลินก้าวผ่านธรณีประตูเข้าไป แสงสว่างจากภายนอกก็ถูกบดบังด้วยบานประตูที่ปิดลงอย่างรวดเร็วและไร้เสียง ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นผลักปิด เสียงกลไกที่ซับซ้อนดังขึ้นจากภายในกรอบประตู บ่งบอกว่านี่ไม่ใช่การปิดธรรมดา แต่เป็การล็อคที่ไม่สามารถเปิดจากด้านในได้
แม่นางหลินหันกลับมามองประตูที่เพิ่งปิดลงด้วยความใ นางพยายามผลักประตูให้เปิด แต่มันไม่ขยับแม้แต่น้อย ราวกับถูกผนึกด้วยพลังงานที่เข้มแข็ง ความตระหนกเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของนาง แต่ก็ยังไม่ทันได้คิดอะไรมาก
ฉับพลันนั้นเอง! แสงสีม่วงเรืองรองก็พลันปรากฏขึ้นจากพื้นหอตำรา ลวดลายค่ายกลโบราณสลับซับซ้อนส่องประกายเจิดจ้าขึ้นมาอย่างกะทันหัน ลวดลายเ่าั้เรียงตัวกันเป็วงกลมใหญ่ที่ล้อมรอบตัวนาง มีสัญลักษณ์และตัวอักษรโบราณที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนเรืองแสงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
พลังปราณอันหนักอึ้งแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ทำให้อากาศรอบตัวหนาแน่นและกดดัน อากาศโดยรอบพลันหนาวเย็นลงจนจับขั้วหัวใจ ลมหายใจของนางกลายเป็ไอขาวในอากาศที่เย็นะเื ความหนาวนั้นไม่ใช่ความหนาวธรรมดา แต่เป็ความหนาวที่แทรกซึมเข้าไปถึงกระดูกและจิติญญา
แม่นางหลินรู้สึกได้ถึงพลังงานที่แปลกประหลาดกำลังกัดกินพลังปราณในร่างของนางอย่างรวดเร็ว เหมือนกับมีปีศาจตัวเล็กๆ นับพันตัวกำลังกัดแทะพลังงานของนางทีละน้อย นางพยายามจะชักกระบี่คู่กายออกมา แต่แขนขาพลันอ่อนแรงลงอย่างน่าประหลาดใจ ราวกับพลังปราณทั้งหมดถูกดูดกลืนหายไปในพริบตา
"นี่คือ... ค่ายกลดูดพลังปราณ!" นางร้องออกมาด้วยความใ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ทำให้นางรู้ทันทีว่าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย
นางพยายามรวบรวมพลังปราณที่เหลืออยู่เพื่อทำลายค่ายกล แต่ยิ่งนางพยายามมากเท่าไหร่ พลังปราณก็ถูกดูดออกไปเร็วขึ้นเท่านั้น ค่ายกลนี้ถูกออกแบบมาเพื่อต่อต้านการต่อสู้ ยิ่งเหยื่อดิ้นรนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งถูกดูดพลังเร็วขึ้นเท่านั้น
อาหลางที่ยืนอยู่ด้านนอกประตู เฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านช่องเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในกรอบประตู ด้วยรอยยิ้มเ็า แววตาที่เคยซื่อซื่อบริสุทธิ์บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์และอำมหิต ความพึงพอใจแผ่ซ่านไปทั่วใบหน้าของเขา เหมือนศิลปินที่กำลังชื่นชมผลงานชิ้นเอกของตัวเอง
เขาค่อยๆ ผลักประตูลับที่ซ่อนอยู่ด้านข้างเปิดออก และก้าวเข้ามาในหอตำราที่บัดนี้กลายเป็กรงขังไร้เงาของแม่นางหลิน บานประตูไม้บานใหญ่ปิดสนิทลงอีกครั้ง พร้อมกับเสียงกลไกที่ดัง "แกร๊ก!" เป็สัญญาณว่ากับดักได้ทำงานอย่างสมบูรณ์แล้ว และไม่มีทางหลบหนีออกไปได้อีกต่อไป
ห้องนี้ไม่ใช่หอตำราธรรมดา แต่เป็ห้องที่ถูกปรับปรุงมาเป็พิเศษ ผนังทั้งสี่ด้านถูกแกะสลักด้วยลวดลายค่ายกลที่ซับซ้อน มีคริสตัลสีม่วงฝังอยู่ตามจุดสำคัญของลวดลาย เป็แหล่งพลังงานที่ขับเคลื่อนค่ายกลทั้งหมด ในมุมห้องมีโต๊ะไม้เก่าที่วางหนังสือและม้วนกระดาษต่างๆ แต่ทั้งหมดนั้นเป็เพียงของปลอมที่ใช้ตกแต่งเท่านั้น
แม่นางหลินพยายามรวบรวมพลังปราณเฮือกสุดท้าย แต่ก็ไร้ผล ร่างกายของนางสั่นเครือด้วยความอ่อนแรงและความหนาวเย็น นางรู้สึกเหมือนกำลังจมลงในบึงน้ำแข็ง ทุกการเคลื่อนไหวต้องใช้พลังงานมหาศาล แต่พลังงานที่เหลืออยู่ในร่างกายกลับน้อยลงทุกวินาที
นางหันขวับไปมองอาหลางที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เสื้อผ้าเสี่ยวเอ้อที่เคยดูเรียบง่ายและไม่โดดเด่น บัดนี้กลับขับเน้นให้เห็นสรีระที่กำยำและแฝงไปด้วยพลังอำนาจ ไหล่กว้างและหน้าอกที่แข็งแรง แขนที่มีกล้ามเนื้อที่แน่นและเป็เส้น ทั้งหมดนี้ถูกปกปิดไว้ด้วยเสื้อผ้าที่หลวมและการแสดงท่าทีที่ถ่อมตน
ดวงตาของเขาฉายแววกร้าวแกร่งราวกับพยัคฆ์ร้ายที่กำลังจ้องมองเหยื่ออันโอชะ ไม่มีร่องรอยของความซื่อสัตย์หรือความนอบน้อมที่เคยแสดงออกมา แต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ความเ็า และความปรารถนาที่มืดมน รอยยิ้มที่เคยดูไร้เดียงสา ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์และความโหดร้าย
"เ้า... เ้าเป็ใครกันแน่!" แม่นางหลินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ความเยือกเย็นที่เคยมีบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกและความกลัว นางไม่เคยพบเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อนในชีวิตการบำเพ็ญเพียร ไม่เคยถูกหลอกลวงและจับกุมได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
ความรู้สึกของการถูกหักหลังและถูกหลอกลวงทำให้นางเ็ปมากกว่าความอ่อนแรงทางร่างกาย นางที่เคยภาคภูมิใจในความฉลาดและความระมัดระวังของตัวเอง กลับตกหลุมพรางที่วางไว้อย่างง่ายดาย ความปรารถนาที่จะได้คัมภีร์เมฆาอัคคีทำให้นางตาบอดและประมาท
อาหลางเดินเข้ามาใกล้อย่างช้าๆ ทุกก้าวเต็มไปด้วยความมั่นใจและการควบคุม เขาไม่รีบร้อนหรือแสดงความตื่นเต้น แต่เดินเข้ามาด้วยความสงบและมั่นคง เหมือนนักล่าที่รู้ว่าเหยื่อของตนไม่มีทางหลบหนีได้แล้ว การเคลื่อนไหวของเขาเต็มไปด้วยความงดงามและพลัง แตกต่างจากการแสดงที่เคยทำมาโดยสิ้นเชิง
เขาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านาง ระยะห่างเพียงแค่ยื่นมือออกไปก็จะถึงกัน รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าที่เคยดูซื่อๆ ใบหน้านั้นตอนนี้เผยให้เห็นความหล่อเหลาและความมีเสน่ห์ที่ถูกปกปิดไว้ ใต้แสงสีม่วงของค่ายกล ใบหน้าของเขาดูลึกลับและน่าหลงใหล แต่ก็น่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน
เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูของแม่นางหลินด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยอำนาจและอันตราย ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาััใบหูของนาง ทำให้นางสั่นเครือไปทั้งตัว ไม่ใช่เพราะความหนาวเย็น แต่เพราะความรู้สึกที่แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นจากการัันั้น
"ในที่แห่งนี้..." เขากระซิบเบาๆ เสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจและการควบคุม "ข้าคือนายท่านของเ้า!"
คำพูดเ่าั้ดังก้องไปทั่วห้องที่เงียบงัน เป็การประกาศชัยชนะและการเริ่มต้นของเกมใหม่ที่แม่นางหลินจะต้องเรียนรู้กฎเกณฑ์ใหม่ทั้งหมด ในที่แห่งนี้ นางไม่ใช่แม่นางผู้มีอำนาจอีกต่อไป แต่เป็เพียงนักโทษที่ถูกขังอยู่ในกรงขังไร้เงา รอคอยชะตากรรมที่อาหลางจะกำหนดให้
แสงสีม่วงของค่ายกลเรืองแสงสว่างขึ้น ราวกับกำลังเฉลิมฉลองชัยชนะของเ้าของมัน และเสียงหัวเราะเบาๆ ของอาหลางก็ดังก้องไปทั่วห้อง เต็มไปด้วยความพึงพอใจและความมั่นใจในชัยชนะที่ได้มาอย่างสมบูรณ์แบบ