『ผนึกมารขาว』(จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 38 มุ่งหน้าสู่จวนสกุลหง

            ยามตะวันคล้อยต่ำแสงสุดท้ายแต่งแต้มขอบฟ้าเป็นสีทองอร่าม เรือประมงบนทะเลสาบมังกรทมิฬต่างทยอยกลับเข้าฝั่งชาวบ้านที่ซื้อของเสร็จต่างก็แยกย้ายกลับบ้านเพื่อเตรียมอาหารควันจากเตาไฟลอยโขมงไปทั่วทั้งเมือง

            “ว่าแต่พวกเจ้าสองคนไปทำอะไรที่นั่นถึงโดนต้นไม้กินคนจับได้เล่า” ระหว่างทางกลับเข้าเมืองพร้อมกับพี่น้องสกุลหงลู่เต้าก็เอ่ยถาม “ที่นั่นไม่น่าจะเป็นที่ที่คนมีฐานะจะไปได้เลย”

            โดยปกติแล้วบุตรหลานตระกูลใหญ่ที่มีกิจการเป็นร้านแลกเงินเช่นนี้ล้วนเป็นคุณหนูคุณชายผิวกายบอบบางพวกเขาจะยอมลดตัวลงมาเสี่ยงอันตรายในป่าดงดิบเช่นนี้ได้อย่างไร แม้แต่สกุลเกาก็เช่นกันที่แม้ว่าฐานะจะตกต่ำลงไปมาก แต่เวลาออกไปล่าสัตว์วิญญาณก็ยังต้องพาลูกน้องติดตามไปเป็นขบวน

            หนึ่งก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าตระกูลยังคงรุ่งเรืองสองก็เพื่อทำหน้าที่เป็นองครักษ์คอยคุ้มครองภัย

            เพียงแต่ในชาติที่แล้วผู้ควบคุมวิญญาณนอกรีตระดับหนึ่งดาราเพียงสองคนก็สามารถสังหารคนของสกุลเกาไปได้หลายสิบคนโดยที่ตัวเองไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อยแล้วเห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งระหว่างคนธรรมดากับผู้ฝึกตนนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว เหมือนกับหมีและมดดีๆนี่เอง

            นี่ไม่ใช่การเปรียบเปรยที่เกินจริงแต่เป็นความแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน

            หงฝูลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น “เรียนท่านผู้มีพระคุณ มีข่าวลือว่าบนยอดเขามีสัตว์วิญญาณจำพวกงูปรากฏตัวพวกข้าจึงอยากลองเสี่ยงโชคดูสักครั้ง”

            “สัตว์วิญญาณบนยอดเขางั้นหรือ”ลู่เต้าสะดุ้งในใจครุ่นคิด 'เดี๋ยวก่อน คงไม่ใช่...ฉิวหมัวหรอกกระมัง'

            ไม่รู้ว่ากระบี่อสูรเข้าใจหรือไม่แต่ยามนี้กลับกระดิกหางไปหาหงฝูแล้ว

            ตอนที่ฉิวหมัวออกอาละวาดบนยอดเขานั้นถูกคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสัตว์วิญญาณหายากที่ไม่ได้ปรากฏตัวมานานข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ว กลายเป็นเป้าหมายที่ทุกอำนาจในเมืองมังกรทมิฬหมายปลิดชีพ

            ‘คนของสกุลเกาเองยังกลับมามือเปล่าเพียงแค่คนธรรมดาเช่นพวกเจ้าสองคน คิดจะไปล่าสัตว์วิญญาณ ไม่ผยองเกินไปหน่อยรึ’ไป๋เสียเอ่ยอย่างไม่ปรานี โชคดีที่นอกจากลู่เต้าแล้ว ไม่มีใครได้ยินเสียงของเขา

            หงฝูเล่าต่อ“ได้ยินมาว่าอาหารที่ทำจากสัตว์วิญญาณจำพวกงูมีสรรพคุณฟื้นฟูผิวหนัง ลบรอยแผลเป็นบางทีอาจรักษาใบหน้าของอาฮวาได้ พวกข้าจึงลองไปดูแต่กลับโดนต้นไม้กินคนเล่นงานตั้งแต่ยังไม่ถึงยอดเขาดีที่ได้ท่านผู้มีพระคุณช่วยเหลือไว้ มิเช่นนั้นพวกข้าสองพี่น้องคงเหลือแต่กระดูกแล้ว”

            ระหว่างที่คุยกันทั้งสามคนก็เดินเข้ามาถึงตัวเมืองมังกรทมิฬลู่เต้าที่เติบโตที่หมู่บ้านมาตั้งแต่เด็ก เพิ่งเคยเห็นตลาดที่คึกคักเช่นนี้เป็นครั้งแรกรถม้าขนสินค้าสัญจรไปมาไม่ขาดสาย สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงต่างๆ นานาขายสินค้ามากมายละลานตา

            “ถึงแล้วท่านผู้มีพระคุณเชิญทางนี้ขอรับ”

            หงฝูนำเขาเดินผ่านถนนที่พลุกพล่านจนมาถึงหน้าจวนหลังหนึ่งที่ตกแต่งอย่างหรูหราเมื่อบริวารสองคนที่ถือไม้เท้าอยู่หน้าประตูเห็นคุณชายน้อยกลับมาก็รีบค้อมศีรษะคำนับ“คุณชายน้อย!”

            สมแล้วที่เป็นตระกูลใหญ่แม้แต่บริวารก็ยังแต่งตัวดีกว่าคนทั่วไป

            หงฝูพยักหน้ารับบริวารทั้งสองจึงกลับไปเฝ้าประตูเช่นเดิม จากนั้นเขาก็นำลู่เต้าเดินเข้าไปในสวนเช่นเดียวกับประตูบ้าน การตกแต่งภายในสวนก็หรูหราไม่แพ้กันด้านซ้ายมือเป็นภูเขาจำลองรูปทรงคล้ายเงินตำลึง สื่อถึงความมั่งคั่งร่ำรวยด้านขวามือเป็นต้นไม้นำโชคที่สื่อถึงอายุยืนยาว ใต้ต้นไม้มีสระน้ำเลี้ยงปลาหลี่ [1] ตัวเท่าแขนสีสันสวยงามยิ่งนัก

            บริวารที่ให้อาหารปลาอยู่ริมสระก็ไม่ได้ใช้อาหารปลาธรรมดาแต่เป็นข้าวขาวชั้นดี!ต้องรู้ว่าข้าวที่ลู่เต้านำสัตว์ป่าไปแลกมานั้นเป็นเพียงข้าวที่ไม่ได้ขัดสีเท่านั้น

            แต่ครอบครัวของหงฝูกลับใช้ข้าวขาวอย่างนั้นหรือตอนนี้ลู่เต้ารู้สึกว่าชีวิตตัวเองอ่อนด๋อยกว่าปลาเสียอีกไป๋เสียที่อยู่ในร่างรับรู้ถึงอารมณ์ของเขา มองบริวารที่กำลังโปรยข้าวลงไปในสระ“อาหารแค่นี้ มีอะไรให้น่าอิจฉา”

            ลู่เต้าเอ่ย“นั่นมันข้าวขาวเชียวนะ! แพงโขเลยทีเดียว!”

            ไป๋เสียต่อว่า“แล้วอย่างไรเล่า แค่ใช้เงินน้อยนิดก็หาซื้อได้แล้วข้าเคยได้ข้าวสีทองมาจากดินแดนลับแห่งหนึ่ง แต่ละเมล็ดล้วนผลึกพลังบริสุทธิ์ไว้นำมาหุงกินกับผักดองจากเมืองหมีวิญญาณ ถึงจะเรียกว่ารสชาติชั้นเลิศ ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยเพิ่มพูนพลังได้มาก”

            ลู่เต้าได้ยินเสียงท้องร้องโครกครากน้ำลายสอ

            ขณะที่พวกเขากำลังจะก้าวเท้าเข้าไปในเรือนใหญ่ก็มีเสียงแหลมดังขึ้นจากหลังฉาก

            “โอ๊ะกลับมาแล้วรึ” หญิงวัยกลางคนในชุดผ้าต่วนสีแดงหรูหราและแต่งหน้าจัดจ้านเดินออกมาจากหลังฉากอย่างเชื่องช้ามีสาวใช้สองคนเดินตามมาด้วย

            ตอนแรกหงฝูขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่นานก็ปรับสีหน้าเป็นรอยยิ้มบางๆ “ข้ากลับมาแล้ว ท่านแม่”

            ‘ท่านแม่’ลู่เต้าสำรวจหญิงวัยกลางคนตรงหน้า อายุอย่างมากก็ไม่เกินสามสิบปีจะมีบุตรชายอายุเท่าหงฝูได้อย่างไร

            ร่างกายอิ่มเอิบภายใต้ชุดผ้าต่วนเผยให้เห็นเสน่ห์อันเย้ายวนใจนางพาสาวใช้เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหงฝู กวาดตามองพี่น้องทั้งสองด้วยสายตาหยิ่งผยองเมื่อเห็นว่าทั้งคู่กลับมามือเปล่า จึงเอ่ยถาม “สัตว์วิญญาณเล่า อยู่ที่ไหน”

            ทั้งที่ด้านข้างก็มีที่ว่างมากมายแต่นางกลับจงใจเดินเบียดตรงกลาง ผลคือไม่เห็นสัตว์วิญญาณ แต่กลับเห็นลู่เต้าที่แต่งตัวซอมซ่อเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นไม่เข้ากับบรรยากาศรอบข้าง นางจึงเอ่ยอย่างรังเกียจ “ขอทานที่ไหนกัน ไล่มันออกไป!”

            บริวารหลายคนถือไม้เท้าวิ่งเข้ามาหมายจะลากตัวลู่เต้าออกไปหงฝูรีบเข้ามาขวาง ก่อนยิ้มกล่าว “ช้าก่อนท่านแม่ พวกข้าโชคร้ายถูกปีศาจต้นไม้จับตัวไปโชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากท่านผู้มีพระคุณคนนี้ข้ากับอาฮวาถึงรอดชีวิตกลับมาได้”

            เมื่อได้ยินดังนั้นนางจึงผลักบริวารออกไป ยืนอยู่ตรงหน้าลู่เต้า สำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าไม่ว่ามองอย่างไรก็ไม่เหมือนผู้มากความสามารถสักนิด ตอนแรกลู่เต้าคิดจะพูดคุยตามมารยาทแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่คิดจะพูดคุยกับเขา นางเพียงแค่เอามือปิดจมูก ก่อนจะเดินเบียดพี่น้องทั้งสองออกไป

            “เช่นนั้นก็ให้เงินมันแล้วไล่มันออกไป!อย่าให้มันมาเหยียบพรมข้า สกปรก” นางมองลู่เต้าด้วยสายตาเหยียดหยามพูดจบก็พาสาวใช้ทั้งสองจากไป

            “เขา...”หงฮวาเอ่ยปากพูดอย่างหาได้ยาก นางเอามือปัดผมที่ปรกหน้าผากรวบรวมความกล้า“เขาช่วยชีวิตข้ากับพี่ชายไว้ เขาคือแขกผู้มีพระคุณของสกุลหงพวกเราควรจัดเลี้ยงต้อนรับเขาอย่างดีเจ้าค่ะ!”

            หญิงวัยกลางคนคงไม่คิดว่าหงฮวาที่ไม่ค่อยพูดค่อยจาจะยอมเอ่ยปากเพื่อคนนอกเช่นนี้นางจึงประหลาดใจอย่างยิ่งยวด

            “หึตามใจพวกเจ้าก็แล้วกัน” นางหันหลังเดินจากไปแต่เดินไปได้สองก้าวก็รู้สึกว่าเสียหน้าจึงหยุดฝีเท้า และหันกลับมาออกคำสั่ง “จำไว้ว่าต้องรีบหาสัตว์วิญญาณมาให้ได้ช่วงนี้ริ้วรอยบนใบหน้าข้าเพิ่มขึ้น ต้องบำรุงอย่างดี”

            จากนั้นก็มองดูแผ่นหลังของหญิงวัยกลางคนจากไปหงฮวาเผยสีหน้าไม่พอใจ ส่วนหงฝูได้แต่ถอนหายใจ“แต่นั่นข้าตั้งใจจะหามาเพื่อรักษาใบหน้าของเจ้า...”

            ลู่เต้ากลับไม่คิดเช่นนั้น“ข้าว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องเสียเวลากับการตามหาสัตว์วิญญาณบนยอดเขาเลย”

            หงฝูตกใจรีบถาม“ทำไมหรือ ท่านผู้มีพระคุณหมายถึงว่าท่านเองก็หมายปองสัตว์วิญญาณตัวนั้นเช่นกันหรือ”

            ลู่เต้าเกาหัวครุ่นคิดก่อนจะตอบ“ไม่ใช่แบบนั้น เพียงแต่ข้าไม่อยากให้เจ้าเสียเวลากับสัตว์วิญญาณที่ไม่มีอยู่จริง”

            “ไม่มีอยู่จริงเช่นนั้นข่าวลือนั้นเป็นเท็จงั้นรึ” หงฝูเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ

            ลู่เต้าพยักหน้าเป็นการยืนยันว่าเขาเดินทางผ่านยอดเขามายังที่นี่ ไม่พบเห็นสัตว์วิญญาณจำพวกงูที่หงฝูกล่าวถึงเลย

            ท้ายที่สุดแล้วต้นตอของข่าวลือเรื่องสัตว์วิญญาณก็อยู่บนหลังเขานี่เอง

            หงฝูที่ตั้งใจหาสัตว์วิญญาณมารักษาใบหน้าของน้องสาวก็รู้สึกผิดหวังอย่างมากผ่านไปครู่หนึ่งกว่าจะทำใจได้ “เป็นเช่นนี้นี่เอง...”

            ลู่เต้าเห็นสีหน้าของหงฝูก็สงสารจึงถามไป๋เสียในใจ “ในน้ำเต้าของเจ้ามีขนมหวานอะไรที่พอจะช่วยพวกเขาได้บ้างหรือไม่”

            ‘มีสิ’ไป๋เสียตอบอย่างไม่ใส่ใจ

            “จริงหรือ”ลู่เต้าถามอย่างประหลาดใจ

            ‘หลังจากทานเข้าไปรอยแผลเป็นบนใบหน้าของนางจะลอกออก ผิวพรรณเปล่งปลั่ง แผลอื่นๆบนร่างกายก็จะหายเป็นปกติ’ ไป๋เสียใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ทำท่าทางว่าเล็กน้อยยิ่ง พร้อมกล่าวต่อ‘เพียงแต่...มีผลข้างเคียงเล็กน้อย’

            “รีบบอกข้ามาสิบางทีพวกเขาอาจจะรับได้” ลู่เต้าร้อนใจ

            ‘จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไร แค่นางจะกลายเป็นศพเดินได้ที่ไร้วิญญาณเชื่อฟังคำสั่งข้าทุกอย่างเท่านั้นเอง’ ไป๋เสียหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

            ‘นั่นมันไม่ต่างอะไรกับคนตายแล้ว!!!’ลู่เต้าคำรามลั่นในใจในเวลาเดียวกันก็อยากจะคว้าตัวไป๋เสียมาเขวี้ยงลงพื้นเสียให้รู้แล้วรู้รอด


            [1]ปลาหลี่หมายถึง ปลาคาร์ป

    คล้ายกับเรื่อง『ผนึกมารขาว』(จบ) ที่คุณอ่าน