หลี่เต๋อหยวนอุ้มหยางฉินซู่มาวางบนก้อนหินใหญ่อย่างทะนุถนอมชายหนุ่มทรุดกายลงนั่งคุกเข่าที่พื้นแล้วจับขาหญิงสาวไว้เพื่อเตรียมจะดูเข่าให้จนนางต้องร้องห้ามพลางเอื้อมมือมาจับชายกระโปรงปิดไว้
“อย่าเ้าค่ะท่านอ๋อง”
“ข้าขอโทษ ข้ามิได้เจตนาจะล่วงเกินเ้านะซู่ซู่ข้าแค่อยากจะดูอาการที่เข่าของเ้าให้เท่านั้น” เมื่อรู้ตัวว่าตนเองทำบุ่มบ่ามเกินไปเต๋อหยวนจึงรีบชักมือออกและกล่าวขอโทษ
“ข้าเข้าใจเ้าค่ะ แต่ท่านอ๋องมิต้องเป็ห่วงเข่าของข้าไม่ได้เป็อะไรมากหรอกเ้าค่ะ”
“แล้วประคบยาหรือยัง”
“ท่านยายประคบให้แล้วเ้าค่ะ”
“ดี” จวิ้นอ๋องคลายความห่วงใยไปได้มาก เขายิ้มให้นางแล้วลุกขึ้นเดินไปนั่งที่ก้อนหินใหญ่อีกก้อนหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก แล้วมองหน้าสตรีที่เขาหลงรักปักใจต่อนางมาั้แ่เริ่มรู้จักความรัก
เขากับนางพบหน้ากันครั้งแรกในวัยเก้าขวบได้ความที่อายุเท่ากันและนางก็เป็หลานของแม่นมเมิ่งที่เขารักไม่ต่างจากมารดาแท้ๆ เลยทำให้เขากับนางใกล้ชิดกันมากกว่าลูกของบ่าวคนอื่นๆ
เขากับนางวิ่งเล่นด้วยกันทุกวัน มีขนมอร่อยๆจากในวังที่พระสนมประทานมาให้เขาก็แบ่งให้นางกินด้วยเสมอใครรังแกนางเขาก็ปกป้องตลอด เรียกได้ว่าฉินซู่เป็คนสำคัญและอยู่ข้างกายเขาไม่เคยห่างหาย
จนกระทั่งเติบใหญ่เริ่มรู้จักความรักในสายตาของเขาก็มองแต่นางเพียงผู้เดียว ทั้งที่มีสตรีที่งดงามกว่านางอีกหลายคนเข้ามาให้เขาเลือกแต่ใจของเขา้านางมาเป็ภรรยาเพียงผู้เดียวเท่านั้น ทว่านางกลับปฏิเสธเขาด้วยเหตุผลที่ตลกสิ้นดีว่า…
นางอยากบวชชี!
นางว่านางไม่อยากมีความรักนางไม่อยากผิดหวังเสียใจเหมือนกับมารดาของนาง ชาตินี้นางจึงหวังครองพรหมจรรย์และมุ่งสู่ทางธรรมที่สำคัญคือนางบอกว่านางไม่ได้รักเขาเลย
แต่เขาไม่เชื่อ!
ทำไมเขาถึงไม่เชื่อนางอย่างนั้นหรือก็เพราะสายตาของนางมันฟ้องอย่างไรเล่าว่านางนั้นมีใจให้เขาเช่นกันนางไม่รู้ตัวหรอกว่ายามที่นางเผลอตัวมองเขานั้น สายตาของนางอ่อนหวานมากแค่ไหนมิหนำซ้ำเวลาใกล้ชิดกันนางก็มักจะมีท่าทีเขินอายอยู่บ่อยๆ แล้วจะให้เขาเชื่อได้อย่างไรว่านางไม่เคยมีใจให้เขาเลยสักนิดจริงๆ
“เ้าคงเสียใจมากที่ต้องแต่งกับข้าสินะ” เต๋อหยวนเอ่ยขึ้นหลังจากนั่งเงียบไปพักใหญ่ฉินซู่มองหน้าคนถามแล้วมองเมินไปทางอื่น
“ท่านก็เห็นแล้วไยต้องถามอีกล่ะเ้าคะ”
อ๋องหนุ่มอมยิ้มนิดๆ เมื่อได้ฟังคำประชดจากนาง
“ข้าขอโทษที่ทำให้เ้าเสียใจ”
“หากท่านอ๋องรู้สึกผิดต่อข้าจริงท่านอ๋องก็ควรยกเลิกงานแต่งนี้ซะ”
ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วกล่าวพร้อมส่ายหน้าน้อยๆ ว่า
“ข้าทำเช่นนั้นไม่ได้หรอกซู่ซู่ชื่อเสียงเ้าเสียหายไปแล้วข้าต้องรับผิดชอบ”
ความจริงจวิ้นอ๋องก็เคยคิดจะล้มเลิกเื่นี้อยู่เหมือนกันหลังจากได้เห็นสตรีที่เขารักต้องทุกข์ใจแต่พอเกิดข่าวลืออื้อฉาวขึ้นมา เขาก็ไม่อาจปัดความรับผิดชอบนี้ไปได้
“แต่ข้าไม่อยากแต่งงานกับท่าน”หญิงสาวหันมามองด้วยสายตาขุ่นเคือง “เหตุใดท่านต้องดื้อดึงด้วยท่านอ๋องหรือท่าน้าเอาชนะข้าเท่านั้น”
“ข้าไม่เคยคิดเช่นนั้นเ้าก็รู้ใจของข้าดีว่าข้ารักเ้ามากเพียงใดซู่ซู่”
สายตาจริงใจของอ๋องหนุ่มทำให้สาวใช้ผู้ต่ำต้อยไม่อาจสู้สายตาด้วยได้มิหนำซ้ำหัวใจของนางยังหวั่นไหวอีกด้วย
เมื่อเห็นหญิงสาวหลบตา หลี่เต๋อหยวนก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้งเมื่อคืนเขาคิดทบทวนเื่นี้อยู่นานมากจนได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งออกมาซึ่งเขาคิดว่านางน่าจะพอใจ
“ซู่ซู่...ข้ารู้ว่าเ้าไม่อยากแต่งงานกับข้าเพราะเ้าอยากอุทิศชีวิตมุ่งสู่ทางธรรมใช่หรือไม่”
“ใช่ เพราะข้าไม่อยากเ็ปเสียใจเหมือนอย่างท่านแม่ของข้าอย่างไรเล่า”
“แต่ข้าก็จำเป็ต้องรับผิดชอบเ้าเช่นกันดังนั้นข้ามีข้อเสนอมาให้เ้า”
หยางฉินซู่มองจวิ้นอ๋องด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัยก่อนจะถามด้วยความอยากรู้ว่า
“ท่านมีข้อเสนออะไรอย่างนั้นหรือ”
“ข้อเสนอของข้าคือ...เราจะแต่งงานกัน”
“บ้า! นี่ท่านล้อข้าเล่นอย่างนั้นหรือท่านอ๋อง” นางแหวใส่อย่างโมโหพร้อมเดินปรี่เข้าไปฟาดมือรัวๆใส่อ๋องหนุ่ม ซึ่งเต๋อหยวนก็รีบยกมือขึ้นปัดป้อง ก่อนจะรวบข้อมือทั้งสองข้างของนางเอาไว้
“เดี๋ยวก่อนสิ เ้าฟังข้าพูดให้จบเสียก่อน”
“ข้าไม่อยากฟังท่านพูดจาไร้สาระอีกแล้วปล่อยมือข้านะ” นางพยายามสะบัดมือออกแต่ก็ไม่สำเร็จ มิหนำซ้ำยังถูกอีกฝ่ายกระตุกแรงๆจนนางล้มลงไปนั่งบนตักของเขาอีกด้วย “อุ๊ย! ปล่อยข้านะท่านอ๋อง”
นอกจากไม่ปล่อยแล้วชายหนุ่มยังถือโอกาสกอดรัดเอวบางเอาไว้แน่นอีกด้วย
“หยุดดิ้นแล้วฟังข้าพูดให้ดีๆ”
“ไม่ฟัง”
“หากเ้าไม่ฟังดีๆ ข้าก็จะกอดเ้าไว้อย่างนี้และจะจูบปิดปากของเ้าด้วย”
“ท่านอ๋อง!” ฉินซู่ใจนหยุดนิ่ง มองคนขู่ตาโตอย่างนึกไม่ถึงว่าเขาจะทำเช่นนี้กับนางก่อนที่แก้มนวลจะร้อนผ่าวขึ้นด้วยความอายกับความใกล้ชิดนี้
“ว่าอย่างไร ตกลงเ้าจะยอมฟังข้าได้หรือยัง”เขาถามด้วยั์ตากรุ้มกริ่ม แอบสูดกลิ่นหอมละมุนจากกายของนางพอให้ชื่นใจเล็กๆน้อยๆ
“ได้ ข้าจะยอมฟังท่านดีๆดังนั้นได้โปรดปล่อยข้าเถิด หากมีใครมาเห็นเข้าจะดูไม่ดี”
จวิ้นอ๋องยอมปล่อยด้วยความเสียดายส่วนฉินซู่พอได้รับอิสระก็รีบลุกเดินกลับไปนั่งที่เดิมทันทีด้วยใจที่เต้นแรง
“ข้อเสนอของข้าะคือข้าจะแต่งงานกับเ้าก็จริงแต่จะแต่งกันเพียงแค่ในนามเท่านั้น ข้าจะไม่ล่วงเกินเ้าอย่างเด็ดขาด นอกเสียจากว่าเ้าจะ้า”ประโยคท้ายเขากล่าวด้วยสายตาเ้าเล่ห์ยิ่งนัก จนนางอดมองค้อนไม่ได้
“ข้าไม่มีวันทำเช่นนั้นหรอก”
“อนาคตข้างหน้ายังอีกยาวไกลนักเ้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเ้าจะไม่หลงรักข้า” เขาเอ่ยยั่วเย้าเล่นอย่างอารมณ์ดี
“ข้า...” ฉินซู่พูดไม่ออกเอาเสียดื้อๆ แถมแก้มนวลยังร้อนผ่าวจนแดงก่ำฟ้องความรู้สึกให้อีกฝ่ายได้รู้อีกั์ตาของชายหนุ่มจึงพราวระยับขึ้นด้วยความหวัง... หวังว่าสักวันหนึ่งนางจะรู้ตัวและยอมรับว่ารักเขาเช่นกัน
“ข้ากับเ้าจะอยู่ด้วยกันเหมือนเพื่อนเหมือนพี่น้องเพียงแต่ว่าต่อหน้าคนอื่นอาจต้องเล่นละครกันสักหน่อยเท่านั้นเ้าคงเข้าใจใช่หรือไม่”
“ข้าเข้าใจ” นางพยักหน้าตอบ ก่อนจะนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อเกิดคำถามขึ้นในใจ“แล้วข้าต้องอยู่ในฐานะอนุของท่านนานแค่ไหนกันเ้าคะ”
“ก็...จนกว่าแม่นมเมิ่งจะจากไปเมื่อถึงเวลานั้นหากเ้ายังยืนยันที่จะออกบวชข้าก็จะปล่อยเ้าไป”
“จริงนะ”
“จริงสิ ข้าสัญญา”หลี่เต๋อหยวนกล่าวยืนยันเสียงหนักแน่น หากถึงเวลานั้นขึ้นมาจริงๆแล้วเขายังทำให้นางเลิกล้มความตั้งใจเดิมไม่ได้เขาก็ยินดีจะส่งนางไปสู่เส้นทางที่นางปรารถนา
หยางฉินซู่นิ่งคิดอย่างถี่ถ้วน และเห็นว่าข้อเสนอของจวิ้นอ๋องเป็ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับนางแล้วจริงๆหญิงสาวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วเอ่ยอย่างยอมจำนนว่า
“ก็ได้ ข้ารับข้อเสนอของท่านข้าจะยอมแต่งเป็อนุภรรยาของท่านอ๋องเ้าค่ะ”
หลี่เต๋อหยวนยิ้มกว้างด้วยความดีใจกับคำตอบที่ได้รับนึกตั้งมั่นอยู่ในใจว่าเขาจะใช้โอกาสนี้เปลี่ยนใจของนางให้ได้!