ตอนที่ 81 หมอหนุ่ม
ห้องพักฟื้นในโรงพยาบาล
“นายจะขอย้ายหน่วย? ไม่ได้ ฉันไม่ยอม!”
“ผมไม่สนว่าคุณจะยอมหรือไม่ยอม ผมเขียนคำร้องไปแล้ว รบกวนคุณช่วยไปคุยกับหัวหน้าเว่ยให้ด้วย”
“ฝันไปเหอะ!”
“งั้นผมจะเข้าไปคุยกับเขาด้วยตัวเอง”
“หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ!”
เฉินอันหลานหมุนตัวและทำท่าจะเดินออกไปจากห้องพักผู้ป่วยจริง ๆ
ฝ่ายเจียงหยางที่เห็นว่าเฉินอันหลานไม่คิดจะฟังคำทัดทานใดของเขาอีกแล้วจึงรีบกระโดดลงจากเตียงแล้ววิ่งมาดักหน้าผู้ใต้บังคับบัญชาของตนไว้
“นายยังเห็นฉันเป็นหัวหน้าอยู่ไหม?”
เฉินอันหลานมองเจียงหยางที่ยืนขวางอยู่ตรงหน้า
เมื่อถูกจ้องมองมาด้วยสายตาแบบนั้นคนเป็นหัวหน้าพลันรีบขจัดความคุกรุ่นในใจตนออกไปทันที เขามองเฉินอันหลานเล็กน้อยก่อนจะยกมือขึ้นวางบนบ่าแล้วโอบพาอีกฝ่ายเดินกลับเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยด้วยกัน
“อันหลานอ่า นายคือเสาหลักคนสำคัญของหน่วยปราบปรามของเถื่อนของเราเลยนะ ถ้านายไปแล้วฉันจะไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจเก่ง ๆ แบบนายได้ที่ไหนอีกละ? อีกอย่างหน่วยเรากว่าจะเติบโตมาถึงวันนี้ได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ขาดนายไปสักคนพวกเราต้องแย่แน่ ๆ เลยนะ ดังนั้นขอร้องล่ะอันหลาน นายช่วยฟังคำขอของฉันสักครั้งเถอะ อย่าย้ายหน่วยเลย อยู่ที่หน่วยของเราต่อเถอะนะ และถ้านายอยากจะหยุดพักก็ทำได้ นานแค่ไหนก็ได้ แค่หลังจากพักผ่อนนายก็กลับมารายงานฉันเหมือนเดิม ดีไหม?”
“ผมตัดสินใจที่จะไปทำคดีอาชญากรรมแล้วครับ”
“ขอเหตุผล”
“อยากเปลี่ยนตำแหน่ง”
“ฉันจะบอกอะไรให้นะอันหลาน คนเราไม่ควรเอาแต่ใจตัวเองนะรู้ไหม?”เจียงหยางยกมือขึ้นตบไหล่ของเฉินอันหลานครั้งหนึ่งแล้วพูดต่อ
“ถ้านายไม่อยากเป็นลูกน้องฉันแล้วหรือคิดว่าตำแหน่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้มันต่ำเกินไป เรื่องนี้ฉันสามารถคุยกับหัวหน้าเว่ยได้นะ ปรับเปลี่ยนเลื่อนตำแหน่งให้นาย ยังไงหัวหน้าเว่ยก็ต้องเห็นดีเห็นงามกับนายอยู่แล้ว อีกอย่างนะ นายทำตำแหน่งนี้มานาน คุ้นเคยกับงานของเราแล้ว แต่ถ้านานย้ายไปอยู่หน่วยอาชญากรรม นายต้องปรับตัวใหม่ยกใหญ่เลยนา แล้วฉันจะบอกอะไรให้ นายอย่าคิดว่าหัวหน้าหยางคนนั้นยังเด็กหรืออายุน้อยกว่านายแล้วจะเคี้ยวง่ายนะ เห็นอย่างนี้นี่ปากร้ายไม่เบา ด่าลูกน้องสาดเสียเทเสียก็มี ฉันแอบเห็นบางคนถึงกับต้องหนีไปร้องไห้ในห้องน้ำด้วยนะ”
เฉินอันหลานหันหน้าไปมองเจียงหยางแวบหนึ่ง
เจียงหยางสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนมายิ้มแหยแล้วเอ่ยต่อ
“ก็ใช่ ฉันอาจจะพูดเกินจริงไปสักหน่อย แต่ทั้งหมดนั่นก็ไม่ใช่เรื่องโกหกนะ นายพูดเองไม่ใช่เหรอว่าหัวหน้าดี ๆ แบบฉันกับหัวหน้าเว่ยหาไม่ได้อีกแล้วในกรมตำรวจน่ะ นายอยู่ที่หน่วยนี้ต่อแล้วเรามาช่วยกันทำให้หน่วยปราบปรามการค้าของเถื่อนเจริญรุ่งเรืองยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกดีไหม?
“ไม่ดีครับ”
“นายจะตรงเกินไปแล้วนะ หัวหน้าหยางแอบติดต่อนายลับหลังแล้วเป่าหูให้นายออกจากหน่วยฉันใช่ไหมเนี่ย”
“หัวหน้าเจียงครับ” เฉินอันหลานแกะมือที่วางอยู่บนไหล่ของตนออก
“ไม่มีใครติดต่อผมมาเป็นการส่วนตัวทั้งนั้นครับ เป็นผมเองที่ไม่อยากเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและพวกอาวุธเถื่อนอีกแล้ว เมื่อก่อนผมทำงานเป็นสายให้ตำรวจมาหลายปี เป็นสายให้หน่วยปราบปรามของเถื่อนมาก็มาก ผมเบื่อกับงานนี้แล้วครับ อยากลองเริ่มต้นกับอะไรใหม่ ๆ บ้าง”
เจียงหยางเข้าใจหัวอกของเฉินอันหลานเป็นอย่างดี การยืนอยู่ในจุดที่เฉินอันหลานอยู่นั้นต้องสละอะไรมากมายจนแทบจะเรียกได้ว่าเขากำลังขาดทุนให้หน่วยปราบปรามของเถื่อนด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงจำนวนครั้งที่เฉินอันหลานต้องเกือบเอาชีวิตไปทิ้งเพื่อแผนบุกยึดของกลางของหน่วยอีก แล้วไหนจะการตายของเหลียงลั่วหยิน ถ้าตอนนั้นหน่วยไม่ยกเลิกวันหยุดยาวของเฉินอันหลานแล้วส่งเขาขึ้นเรือวิกตอเรียไป วันนั้นเฉินอันหลานคงได้ไปรับเหลียงลั่วหยินที่สถานีรถไฟด้วยตัวเองและเรื่องโศกนาฏกรรมแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น…ว่าไปแล้วหน่วยปราบปรามของเถื่อนสมควรต้องชดใช้เงินให้เฉินอันหลานด้วยซ้ำ แต่ด้วยตำแหน่งงานของเฉินอันหลานในเวลานี้ เจียงหยางเองก็ไม่อยากเสียลูกน้องฝีมือดีของตนไปเช่นกัน
เจียงหยางไม่ยินยอมให้เฉินอันหลานย้ายไปอยู่หน่วยอาชญากรรมแล้วให้พวกเขาโขกสับเอาเปรียบอีกฝ่าย ในฐานะหัวหน้าเขายังต้องการให้เฉินอันหลานอยู่ที่หน่วยนี้ต่อไป ดังนั้นหลังจากคิดทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ ภายในหัวตัวเองเสร็จสิ้น เขาจึงทำการตัดสินใจในที่สุด
“เอางี้ไหม ถ้านายอยากลองอะไรใหม่ ๆ ฉันจะยื่นเรื่องกับหัวหน้าเว่ยให้ แต่เป็นการย้ายงานแค่ชั่วคราวนะ แค่ชั่วคราวเท่านั้น นายยังเป็นคนของหน่วยปราบปรามเราเหมือนเดิม ถ้านายรู้สึกดีขึ้นเมื่อไหร่ค่อยกลับมาทำงานที่หน่วยตามเดิม แบบนี้เป็นไง?”
“หัวหน้าเจียง…”
“หน่าๆ ตอนนี้ฉันเป็นคนไข้อยู่นะ นายจะมาหัวฟัดหัวเหวี่ยงใส่ฉันตอนนี้ไม่ได้”
เฉินอันหลานขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เมื่อเห็นว่าเฉินอันหลานไม่คิดจะเซ้าซี้เพื่อขอย้ายหน่วยต่อเจียงหยางก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมา เขาหันกลับไปลากเก้าอี้มาให้เฉินอันหลานนั่ง วิ่งเข้าไปในห้องรับแขกและรินน้ำกลับมาให้ทั้งเท้าที่เปลือยเปล่า พยายามเอาอกเอาใจลูกน้องคนสนิทของตนอย่างเต็มที่
กลายเป็นว่าตอนนี้ฝ่ายคนป่วยดันเป็นคนที่คอยวิ่งไปวิ่งมาเพื่อบริการคนสบายดีแทบจะทุกอย่าง มิหนำซ้ำฝ่ายคนป่วยยังเป็นถึงหัวหน้าของเขาอีกต่างหาก แม้เฉินอันหลานจะไม่ได้กินน้ำที่เจียงหยางเอามาให้ แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีอื่น ๆ ไว้เขาค่อยหาโอกาสคุยเรื่องย้ายหน่วยกับคนเป็นหัวหน้าอีกทีก็ได้
“อันหลาน ฉันขอถามนายเรื่องหนึ่งสิ”
“เรื่องอะไรครับ?”
“ก่อนหน้านี้นายเคยบอกว่าโอดินอาจมีส่วนเกี่ยวข้องในคดีของคริส แล้วนายรู้ไหมว่าตอนนี้โอดินอยู่ที่ไหน?”
“เขายังอยู่ในโรงแรมไม่ใช่เหรอครับ?”
“ก่อนหน้านั้นน่ะใช่ แต่เมื่อสองวันก่อนเขาได้พาคนของเขาเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมไปแล้ว...นายไม่รู้เหรอ?”
เฉินอันหลานขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ทำไมผมจะต้องรู้เรื่องนี้ด้วยละครับ?”
เจียงหยางยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายแล้วเอ่ย
“ก็ตอนอยู่บนเรือวิกตอเรียนายกับเขาก็เป็นเพื่อนข้างห้องกัน ตอนกลับเข้ามาในเมืองก็ยังมาเป็นเพื่อนข้างห้องกันอีก แถมยังอยู่ห้องตรงข้ามอีกด้วย หรือเขาไม่เคยบอกนายเรื่องที่เขาจะย้ายไปอยู่ที่ไหนเลย?”
เฉินอันหลานจ้องมองไปทางเจียงหยางนิ่ง ๆ ไม่ได้ตอบความ
เจียงหยางหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนจะยอมหุบปากลงโดยไม่ถามอะไรอีก
“ผมขอตัวก่อนนะครับ” เฉินอันหลานยืนขึ้นและเตรียมจะเดินจากไป
“ไม่นั่งคุยกันอีกหน่อยเหรอ?”
“ไม่ดีกว่าครับ พ่อแม่ของลั่วหยินจะมาเมืองอวิ๋นในช่วงบ่าย ผมจะต้องไปรับพวกเขาที่สถานีรถไฟครับ”
“ถ้านายไม่บอกฉันก็ลืมไปแล้วนะเนี่ย คดีของเหลียงลั่วหยินจบแล้ว ถ้าในสองวันนี้ครอบครัวเขามาก็สามารถมารับศพกลับบ้านได้เลย” เจียงหยางพูดขึ้น แต่จู่ ๆ ก็คล้ายกับพึ่งนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จึงเอ่ยต่อ
“จริงสิ อันหลาน ฉันได้คุยกับหัวหน้าหยางหน่วยอาชญากรรมเมื่อเช้านี้ เขาบอกว่าหรงอันชิ่งก็นอนอยู่ที่โรงพยาบาลนี้ด้วย ดูเหมือนจะถูกใครสักคนทำร้ายมาเมื่อสองสามวันก่อน ปางตายเชียวละ”
เท้าของเฉินอันหลานหยุดชะงักเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นก็เดินออกจากห้องพักผู้ป่วยไปไม่ได้พูดอะไรอีก
“แปลก ทำไมได้ยินเรื่องหรงอันชิ่งถูกทำร้ายถึงไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยนะ?” เจียงหยางมองเฉินอันหลานที่เดินจากไปและพูดพึมพำกับตัวเองด้วยความสงสัย
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
หลังเสร็จธุระกับเจียงหยางแล้ว เฉินอันหลานก็ตรงไปยังห้องพักพิเศษสำหรับผู้ป่วยในของโรงพยาบาลทันที ระหว่างทางเขาบังเอิญสวนกับแพทย์กลุ่มหนึ่งที่เพิ่งเดินออกมาจากด้านในหอผู้ป่วย เฉินอันหลานเร่งฝีเท้าขึ้นเล็กน้อยกระทั่งชนเข้ากับนายแพทย์หนุ่มที่เดินอยู่ด้านหน้าสุด เอกสารมากมายในมือชายหนุ่มในชุดเสื้อกาวน์สีขาวของโรงพยาบาลร่วงหล่นกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น แพทย์ฝึกหัดสองสามคนที่เดินตามอยู่ด้านหลังเขารีบกุลีกุจอเข้ามาก้มเก็บแผ่นกระดาษมากมายเหล่านั้นกันจ้าละหวั่น
เฉินอันหลานยังคงยืนอยู่ที่ตรงนั้นพร้อมกับไล่สายตาไปมองแฟ้มข้อมูลเล่มหนึ่งที่ร่วงอยู่ตรงกลาง และสิ่งที่ถูกบันทึกอยู่ในนั้นก็คือรายงานการรักษาของแพทย์ซึ่งเขียนข้อมูลของผู้ป่วยเอาไว้ ในเอกสารนั้นระบุทั้งหมายเลขห้อง ชื่อ รวมถึงพวกอาการต่าง ๆ ของผู้ป่วยในความดูแลของเขาด้วย แม้ลายมืออาจจะดูเละเทะไปสักหน่อยแต่เฉินอันหลานก็สามารถกวาดตามองหาชื่อและหมายเลขห้องของหรงอันชิ่งได้อย่างแม่นยำ และหลังจากบันทึกสิ่งที่ต้องการไว้ในหัวสมองเรียบร้อยเขาก็รีบละสายตาไปทางอื่นในทันที
เฉินอันหลานเงยหน้าขึ้นจากพื้น และในจังหวะเดียวกันนั้นเองสายตาก็ไปปะทะเข้ากับแววตากรุ้มกริ่มยากคาดเดาของนายแพทย์หนุ่มที่เขาเพิ่งชนไปเมื่อสักครู่
เฉินอันหลานรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาเล็กน้อย แต่สิ่งที่แสดงออกบนใบหน้าของเขาก็ยังคงเป็นความเรียบเฉยดังเดิม เขาสบประสานสายตากับชายคนดังกล่าวอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะโค้งหัวให้เขาและกล่าวขอโทษอีกฝ่ายอย่างสุภาพ
“ขอโทษนะครับ ผมเดินเหม่อลอยมากไปหน่อย ไม่ทันมองคุณ”
“ไม่เป็นไรครับ คราวหลังก็อย่าเดินเหม่อลอยแบบนี้อีกนะครับ มันอันตราย” คนโดนชนไม่ถือสาหาความและเอ่ยตอบเขาพร้อมรอยยิ้มบาง
เฉินอันหลานไม่ได้พูดอะไรอีก เขาโค้งหัวแล้วก็เดินจากมาแต่ในจังหวะที่สวนกันอีกครั้งเขาก็แอบลอบมองป้ายชื่อที่แขวนอยู่บนคอของอีกฝ่าย
‘ลู่ฮว๋าย’
“จริงสิ คุณ...”
เท้าที่กำลังจะก้าวเดินต่อหยุดชะงักในทันที เฉินอันหลานหันกลับมาเผชิญหน้ากับชายชุดกาวน์ที่เอ่ยเรียกเขาไว้อีกครั้ง นายแพทย์หนุ่มส่งยิ้มน้อย ๆ ให้เขาครั้งหนึ่งก่อนจะก้มตัวลงไปพูดคุยบางอย่างกับแพทย์ฝึกหัดที่ยืนอยู่ด้านข้าง ไม่นานกลุ่มแพทย์ฝึกหัดที่เดินตามเขามาก็ช่วยกันเก็บเอกสารที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นจนหมดแล้วเร่งรุดจากไป ทิ้งให้เฉินอันหลานและใครอีกคนยืนอยู่ด้วยกันบนระเบียงทางเดินเพียงลำพัง
“สวัสดีครับ ผมชื่อลู่ฮว๋าย เป็นหมอศัลยกรรมที่โรงพยาบาลนี้ครับ”
“เฉินอันหลานครับ”
“แซ่เฉิน?” ลู่ฮว๋ายยิ้มเล็กน้อย
“ผมเองก็มีเพื่อนแซ่เฉินอยู่คนหนึ่งครับ แต่นิสัยไม่ค่อยดีเท่าไหร่”
เฉินอันหลานได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยตอบอีกฝ่ายกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เหรอครับ คนแซ่เฉินในเมืองอวิ๋นกังมีเยอะนะครับ”
ลู่ฮว๋ายยิ้มบาง ไม่คิดใส่ใจกับถ้อยคำยอกย้อนเล็ก ๆ นั้นของเฉินอันหลาน เขาปรายตามองทางที่อีกฝ่ายกำลังจะเดินเข้าไปแล้วจึงเอ่ยถามขึ้นมา
“คุณเฉินมาเยี่ยมเพื่อนเหรอครับ?”
“ครับ”
“อยู่ชั้นนี้หรือเปล่าครับ?”
“อยู่ชั้นหนึ่งครับ”
“เพื่อนของคุณเฉินชื่ออะไรเหรอครับ?” ลู่ฮว๋ายถามต่อด้วยน้ำเสียงที่ติดจะเกรงใจอยู่ในที
เฉินอันหลานขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ทำไมเหรอครับ การมาเยี่ยมคนไข้ที่โรงพยาบาลนี้ต้องผ่านการตรวจสอบจากหมอก่อนเหรอครับ?”
“คุณเฉินอย่าพึ่งเข้าใจผิดสิครับ” ลู่ฮว๋ายรีบกล่าวขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่
“ผมแค่อยากจะบอกว่าถ้าคุณเฉินหาห้องผู้ป่วยไม่เจอ ผมเพิ่งจะตรวจคนไข้เสร็จพอดี สามารถพาคุณเฉินไปส่งได้นะครับ”
“ไม่ต้องหรอกครับ ผมรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน”
“อา ถ้างั้นผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ”
ลู่ฮว๋ายส่งยิ้มให้เฉินอันหลานอีกครั้งก่อนจะเดินผ่านเขาไปและมุ่งหน้าตรงไปยังลิฟต์ตัวหนึ่งที่อยู่ด้านหลัง
เฉินอันหลานหันไปมองแผ่นหลังของลู่ฮว๋ายด้วยแววตาที่ฉายชัดถึงความสับสน เขารู้สึกว่าคุณหมอคนนี้ดูจะมีความกระตือรือร้นที่มากเกินกว่าหมอไปสักหน่อย สุดท้ายเฉินอันหลานก็ได้แต่วางเรื่องของคุณหมอคนดังกล่าวลงและปัดมันทิ้งไป อย่างไรในตอนนี้เขาก็ยังมีคนที่ต้องไปพบก่อน
หลังจากละสายตาจากนายแพทย์คนนั้นเฉินอันหลานก็เดินตรงไปตามทางเดินสู่จุดหมายคือห้องพักผู้ป่วยของหรงอันชิ่งตามข้อมูลในรายงานการรักษาที่เขาลอบจดจำมา
เสียงฝีเท้าที่ดังมาจากด้านหลังทำให้ลู่ฮว๋ายหยุดชะงักลง เขาหันกลับไปมองคนบนระเบียงทางเดินอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มบางและหมุนตัวเดินเข้าลิฟต์ไปในที่สุด
เฉินอันหลานเดินมาหยุดลงที่หน้าห้องพักหมายเลข 503 ก่อนหน้านี้เขารู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมาทางตนแต่เมื่อมองหากลับไม่เห็น อีกทั้งหมอหนุ่มที่เพิ่งสนทนากันไปก่อนหน้าก็หายตัวไปแล้วด้วย
หลังจากยืนนิ่งอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วยได้ครู่หนึ่ง เฉินอันหลานจึงตัดสินใจเอื้อมมือไปแตะลูกบิดประตูและออกแรงหมุนมันเล็กน้อย ประตูบานใหญ่ตรงหน้าเขาเปิดอ้าออกอย่างง่ายดาย
“ไปซื้อบุหรี่อะไรนานขนาดนั้น วิ่งไปอเมริกามารึไง?”
“...”
“นี่ ฉันพูดกับแกอยู่ ไม่ได้ยินหรือไงหา!”
ด้วยคิดว่าเป็นลูกน้องที่ตนใช้ให้ไปซื้อบุหรี่และพึ่งกลับเข้ามา หรงอันชิ่งจึงรีบเปิดปากด่าโดยไม่ทันได้เงยหน้ามอง มิหนำซ้ำคนป่วยบนเตียงโรงพยาบาลยังวางท่ารออีกฝ่ายเดินเข้ามาจุดบุหรี่ให้ตนอีกด้วย แต่เพราะรอแล้วรอเล่าใครอีกคนในห้องก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะขยับตัวเข้ามา ฝ่ายที่เริ่มมีน้ำโหจึงสะบัดผ้าห่มออกแล้วลุกขึ้นมานั่ง
และแล้วความจริงก็ปรากฏ คนตรงหน้าไม่ใช่ลูกน้องของเขา หรงอันชิ่งจ้องเขม็งไปทางอีกฝ่ายด้วยดวงตาเขียวช้ำและบวมเป่งของตน ทันทีที่มองเห็นใบหน้าของแขกผู้มาเยือนได้ถนัดตา สีหน้าของหรงอันชิ่งก็พลันแปรเปลี่ยนไป เขารีบกระโดดลงจากเตียงและตั้งท่าจะวิ่งหนีออกไปทางประตู เฉินอันหลานล้วงปืนออกจากเสื้อสูทพร้อมกับจรดปลายของมันลงบนศีรษะของชายแก่อย่างรวดเร็ว
“ทำไมไม่วิ่งต่อละ?”
“แกคิดจะทำอะไรกันแน่?”
‘ผลัวะ!’
จบคำนั้นเฉินอันหลานก็เงื้อด้ามปืนทุบลงบนศีรษะของหรงอันชิ่งอย่างแรง บาดแผลที่ถูกเย็บไปไม่นานปริแตกอีกครั้งพร้อมกับของเหลวสีแดงที่หลั่งรินออกมาไม่หยุด
เฉินอันหลานไม่คิดรอให้หรงอันชิ่งตั้งตัวได้ เขาใช้ปลายเท้าเตะเข้าที่ข้อพับเข่าของอีกฝ่ายจนคนถูกทำร้ายทรุดนั่งลงไปกองกับพื้น และในวินาทีต่อมาปลายกระบอกปืนก็ถูกกระแทกเข้าไปในปากของหรงอันชิ่ง ความรู้สึกอยากขย้อนของเก่าตีปะทุขึ้นมาในทันทีจากของแข็งที่ถูกยัดเข้ามาอย่างรุนแรง
“ฉันจะให้พูดอีกครั้ง?” เฉินอันหลานค่อย ๆ ใช้นิ้วชี้ของตนแนบลงบนไกปืนอย่างเชื่องช้า
“...”