ตอนที่ 9 นี่ค้าขายแล้วเหรอ
“โสมยี่สิบปี สามหัวหนักสองชั่งข้าให้ชั่งละสิบตำลึงทอง เ้าจะขายหรือไม่” เหลยต้าตงแจ้งราคาพร้อมวางมาดเล็กน้อย เขาถามผู้ใหญ่เพียงหนึ่งเดียวในที่นี่ ซึ่งน่าจะเป็มารดาของเด็กที่สวมเสื้อผ้าเก่าๆสองคนนี้ เขาเป็เ้าของร้านสมุนไพรในวัยกลางคนที่ถือว่าเป็ร้านเ้าใหญ่พอสมควรในเมืองชิงเถียงแห่งนี้ ตอนที่เ้าเสี่ยวเหมาเด็กในร้านพาสามคนนี้ที่คล้ายขอทานเข้าให้ห้องเขาทำให้เขาเกือบไล่ออกไปแล้ว ยังดีที่เ้าเด็กคนโตโพล่งออกมาก่อนว่า มีโสมคน มิเช่นนั้นเขาคงเสียดายแย่
หลังจากเขาถามสตรีนางนี้ไป นางกลับทำหน้าใแล้วยกมือเหมือนจะบอกว่าไม่ตกลง
“นี่ก็ไม่ใช่ราคาน้อยๆแล้วนะ เ้าไปที่ร้านอื่นก็ใช่ว่าจะได้ราคาเท่านี้” เขากังวลเล็กน้อย หรือเ้าขอทานพวกนี้จะรู้ราคากลาง
“งั้นชั่งละสิบสองตำลึงทอง”
นางยิ่งทำหน้าใกว่าเดิม แล้วมองไปที่เด็กหญิงที่แจ้งเขาเื่โสมคน พร้อมส่ายหน้า
“ฮึ่มมม สองชั่งยี่สิบห้าตำลึงทองขาดตัว ข้ารับซื้อราคานี้เท่านั้น ถ้าไม่ตกลง พวกเ้าก็ไปที่อื่นเถอะ” หึ่ยย เ้าขอทานพวกนี้ ฉลาดยิ่งนัก
“ตกลงเ้าค่ะ” ยังเป็เ้าเด็กคนเดิมที่ตอบเขากลับ เมื่อเขาไปมองมารดาของนาง ก็เห็นนางพยักหน้ายิ้มยินดีซื่อๆ
สงสัยเขาจะโดนท่าทางซื่อๆของเ้าขอทานพวกนี้หลอกซะแล้ว ต่อไปห้ามดูคนแต่ภายนอกสินะ ร้ายกาจยิ่งนัก
+++++++++
พวกเธอเดินออกมาจากร้านกันเงียบๆ ไม่พูดไม่จา
ซื้อขายเสร็จสิ้นแล้วเหรอ นี่คงเป็คำถามในใจของทุกคน ยี่สิบห้าตำลึงทอง ซื้อขายง่ายเพียงนี้เลยเหรอ
หลังรับเงินจำนวนยี่สิบห้าตำลึงทอง โดยขอแลกห้าตำลึงทองเป็ห้าสิบตำลึงเงิน เพื่อที่เธอจะนำออกมาใช้จ่ายได้สะดวกกว่า เธอนึกพลางนำมือลูบอกเบาๆแบบไม่ให้ผิดสังเกต ใช่แล้ว เงินตำลึงทองทั้งหมดถูกเก็บไว้ที่เธอก่อน ท่านแม่เก็บเงินห้าสิบตำลึงเงินไว้เพื่อใช้จ่าย เธอกลัวว่าท่านแม่อาจถูกปล้นได้ เพราะคงไม่มีผู้ใดคิดว่า ผู้ใหญ่จะเก็บเงินไว้ที่เด็กเช่นเธอ ตอนนี้เอาแบบนี้ไปก่อน กลับบ้านค่อยคุยกันอีกที
เธอไม่คิดว่าการซื้อขายจะง่ายดายปานนี้ ก็เ้าของร้านนั่นทำตัวหยิ่งจะตาย ดีที่เธอโพล่งไปก่อนว่ามีโสมคน ไม่งั้นคงโดนไล่กลับบ้านั้แ่ยังไม่พ้นหน้าประตูห้องทำงานเขา อยู่ๆก็เปิดราคาขึ้นมาแบบอยากตัดจบ เธอที่กำลังกังวลว่าจะต้องเกริ่นเริ่มราคาอย่างไรถึงกับมึนงง คนที่ใยิ่งกว่าคือท่านแม่ของเธอ ด้วยความที่ท่านแม่เป็ใบ้คงพยายามสื่อว่าตนพูดไม่ได้นั่นแหละ แต่เ้าของร้านนั่นดันตีความไปว่าถูกปฏิเสธซะงั้น จากตอนนี้ที่จะขายได้ราคายี่สิบตำลึงทอง ดันได้เงินเพิ่มมาอีกห้าตำลึงทอง มีท่านแม่นี่ดีจริงๆ
นี่สินะที่โบราณเขาบอกว่าเดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด เธอคิดพลางมองท่านแม่ด้วยสายตานับถือ ทำให้ท่านแม่รู้สึกเขินเล็กน้อยที่ถูกจ้องมองเช่นนี้
ปลายยามเว่ย[1]แล้ว จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรตกของท้องพวกเราสามแม่ลูกนอกจากน้ำ พอมีเงินแล้วมันอุ่นใจจริงๆ
“เพราะซูเม่ยของเราเด็กดี ไม่งอแง วันนี้เราไปกินข้าวที่ภัตตาคารกันเถอะ”
ว่าไปนั่น ความจริงคือพวกเธอมานั่งกินข้าวในร้านเล็กๆข้างทางเท่านั้น เนื่องจากสภาพพวกเธอนั้นต่อให้มีเงินขนาดนี้ก็ไม่กล้าไปนั่งในร้านหรูๆพวกนั้นหรอก นั่งไปกินไปแล้วต้องกังวลสายตาผู้คน อีกทั้งพวกเธอที่ดูเหมือนขอทานแบบนี้เกรงว่าถ้าใช้เงินมือเติบเกินไปจะถูกเพ่งเล็ง ก็หน้าพวกเธอแทบจะติดป้ายคำว่า อ่อนแอ รังแกง่าย ซะขนาดนั้น เราไม่ควรโอ้อวดเกินความสามารถที่มี เพราะคนไม่ผิด ผิดที่หยก[2]
“ท่านแม่กินเยอะๆนะเ้าค่ะ” เธอพร้อมตักเกี๊ยวน้ำในถ้วยให้ท่านแม่ แต่ท่านแม่เธอจับมือห้ามเธอไว้ พร้อมพยักหน้าเป็เชิงว่าให้เธอกินเถอะ แล้วลูบหัวเธอเบาๆ
เธอไม่แปลกใจเลยที่ท่านพ่อจะหลงรักท่านแม่ั้แ่แรกพบได้ เพราะนอกจากท่านแม่จะหน้าตาดีแล้ว ท่านยังอ่อนโยนอย่างยิ่ง
“ถ้าท่านพี่ไม่กินเอาให้ข้าได้นะเ้าคะ” เ้ากุ้งแห้งน้อยพูดทั้งๆยังมีเกี๊ยวเต็มปาก จนเธออดไม่ได้ที่จะบีบแก้มเบาๆอย่างหมั่นเขี้ยว
“เ้าจะกละน้อย”
นี่ต่างหากจึงจะเป็ภาพพี่น้องเสียสละของให้กันอย่างมีความสุข
[1]ยามเว่ย (未:wèi) คือ 13.00 – 14.59 น.
[2]คนไม่ผิด ผิดที่หยก หมายถึง คนที่มีสิ่งมีค่าจนผู้อื่น้าแย่งชิง แต่ตนเองไม่มีความสามารถมากพอที่จะรักษาสิ่งนั้น