ภายในห้องหนังสือ โจวเหยียนกำลังเอนกายพิงพนักเก้าอี้แกะสลักอย่างเกียจคร้าน เสื้อคลุมตัวนอกสีเข้มสวมไว้อย่างไม่เรียบร้อยนักเผยให้เห็นแผงอกกว้างกำยำ มือซ้ายของเขาถือจอกสุราส่วนมือขวากลับถือตำราเล่มหนึ่งซึ่งดูไม่เข้ากับบรรยากาศรอบกายเท่าใดนัก
ดวงตาดอกท้อของเขาจ้องมองตำราในมืออย่างเบื่อหน่าย โดยไม่ได้ใส่ใจสายตาของสาวใช้รูปร่างอรชรในชุดสีชมพูสองคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล พวกนางพากันหน้าแดงก่ำ ก้มหน้าด้วยความเขินอายแต่ก็ลอบมองแผงอกกำยำของอ๋องหนุ่มด้วยใจที่เต้นรัว
ท่ามกลางบรรยากาศที่เย้ายวนนั้น เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นที่หน้าประตู ทำให้โจวเหยียนละสายตาจากตำราแล้วปิดมันลง
“เจิ้งหมัวมัว... วันนี้ท่านนึกอย่างไรถึงเดินมาหาข้าด้วยตนเอง มีสาวใช้คนไหนทำตัวน่ารำคาญจนท่านต้องเหนื่อยใจอีกหรือ?”
นางกำนัลาุโเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า
นางคือสตรีเพียงไม่กี่คนที่โจวเหยียนให้ความเกรงอกเกรงใจอย่างที่สุด เพราะนางคือคนที่ป้อนข้าวป้อนน้ำและปกป้องเขามาั้แ่ครั้งยังทรงเป็พระโอรสองค์น้อยในวังหลวง สิบกว่าปีที่ผ่านมาเขาเห็นใบหน้าของนางบ่อยครั้งเสียยิ่งกว่าใบหน้าของมารดาแท้ๆ ของตนด้วยซ้ำ
นับแต่เสด็จพ่อสิ้นพระชนม์ไปตอนเขาอายุเพียงแปดชันษา เสด็จแม่ก็ตัดสินใจหลีกหนีความวุ่นวายไปบวชเป็แม่ชีแล้วฝากฝังเขาไว้กับเจิ้นหมัวมัวผู้นี้
สตรีสูงวัยมิได้ตอบคำถามในทันที แต่กลับหยิบเศษผ้าป่านหยาบๆ ผืนหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะตรงหน้าเขา
“หม่อมฉันพบบางสิ่งที่น่าสนใจเข้า จึงตั้งใจนำมาให้หวังเย่ทอดพระเนตรเพคะ”
โจวเหยียนหยิบผ้าชิ้นนั้นขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆ ก่อนจะขมวดคิ้ว
“ลายมือไม่เลว... เส้นสายหนักแน่นแต่ก็อ่อนช้อยในที” เขาใช้นิ้วลูบไล้ไปตามรอยอักษรนั้นเบาๆ ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นปลายนิ้วเปื้อนเขม่าดำ “หืม? นี่มิใช่หมึก แต่เป็ถ่านไม้หรือ?”
“เพคะ เป็ถ่านไม้” เจิ้งหมัวมัวตอบสั้น ๆ
โจวเหยียนหัวเราะในลำคอ
“ช่างอุตสาหะเสียจริง เขียนด้วยถ่านไม้บนเศษผ้าขาดๆ แต่กลับคุมจังหวะหนักเบาได้ดีถึงเพียงนี้ หากคนผู้นี้ได้จับพู่กัน ลายมือคงจะงดงามน่าชมกว่านี้หลายเท่า... แล้วท่านเอาของสิ่งนี้มาให้ข้าดูทำไม หรือจะบอกว่าในจวนของเรามีบัณฑิตตกยากมาแอบซ่อนตัวอยู่?”
“หม่อมฉันคิดว่าคนผู้นี้มีพร์ที่น่าส่งเสริม แต่พอสืบสาวไปถึงต้นทาง กลับพบว่าเศษผ้าผืนนี้ถูกส่งออกมาจากโรงซักล้างเพคะ”
โจวเหยียนละสายตาจากผ้า เงยหน้าขึ้นมองนางกำนัลาุโด้วยสายตาที่เริ่มมีความสนใจ
“โรงซักล้าง? ที่นั่นมีแต่พวกทาสมิใช่หรือ?”
“ถูกแล้วเพคะ ทาสในโรงซักล้างร้อยทั้งร้อยหากมิใช่ชาวนาที่ยากจนข้นแค้น ก็เป็พวกหยาบช้าที่โตมาในบ่อนพนันต้องขายตัวเองชดใช้หนี้ ลำพังแค่เขียนชื่อตนเองยังทำไม่ได้ แต่คนผู้นี้กลับรู้หนังสือ แล้วยังลอบใช้สติปัญญาแก้ปัญหาระบบงานที่วุ่นวายในจวนด้วยการคัดแยกประเภทผ้าเช่นนี้” เจิ้งหมัวมัวกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
โจวเหยียนแค่นยิ้มหยันแต่ในดวงตากลับมีประกายบางอย่าง
“น่าสนใจดี ในเมื่อหมัวมัวถูกใจคนผู้นี้ก็ตามใจท่านเถิด ไม่ว่าเ้าของลายมือจะเป็ใคร หากท่านเห็นว่าฝึกฝนได้ก็นำตัวออกมาเสีย ให้คนผู้นั้นพ้นจากฐานะทาสมาเป็บ่าว แล้วท่านจะสอนสั่งมารยาทหรือศาสตร์ด้านใดก็สุดแท้แต่ท่าน”
เจิ้งหมัวมัวย่อกายคารวะ ก่อนจะก้าวถอยหลังออกไปจากห้องเงียบๆ
เมื่อประตูถูกปิดลงแววตาที่เคยดูเกียจคร้านของโจวเหยียนเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็เย็นเยียบ
“กู้ซาน!”
สิ้นเสียง เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นจากเงามืดราวกับภูตผี
“จับตาดูให้ดี อย่าให้มีสิ่งใดผิดพลาดเกิดขึ้นกับเจิ้งหมัวมัวเป็อันขาด”
“น้อมรับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ!” น้ำเสียงของกู้ซานทุ้มต่ำและราบเรียบอย่างผู้ที่ผ่านประสบการณ์มานับไม่ถ้วน ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทจะอันตรธานหายไปจากห้องหนังสืออย่างรวดเร็วและไร้ร่องรอย
โจวเหยียนนั่งหลับตานิ่งอยู่ครู่ใหญ่ ในใจของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย
โดยปกติแล้ว ทาสที่เคยเป็ขุนนางหรือมาจากตระกูลใหญ่ย่อมรู้ดีว่าความรู้อาจนำภัยมาสู่ตัว หากไม่ปิดบังตัวตนให้มิดชิดก็มักจะถูกทาสด้วยกันอิจฉาและรุมรังแกจนเอาชีวิตแทบไม่รอด
ทว่าคนผู้นี้กลับเลือกที่จะเปิดเผยความสามารถของตนออกมาอย่างอุกอาจเช่นนี้...
เป็เพียงการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด หรือเป็แผนการล่อลวงที่จงใจใช้เจิ้งหมัวมัวเป็บันไดเพื่อเข้าหาเขากันแน่?
…
เช้าวันต่อมา บรรยากาศในโรงซักล้างที่เคยวุ่นวายกลับเป็ระเบียบขึ้นทันตาเห็น เมื่อเจิ้งหมัวมัวพาสาวใช้กลุ่มหนึ่งเข้ามาตรวจงานในโรงซักล้างอย่างกะทันหัน
นางกำนัลาุโเดินผ่านอ่างไม้และกองผ้าที่วางระเกะระกะพร้อมกับตรวจสอบขั้นตอนการทำงานอย่างละเอียด ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าสาวใช้ชั้นหนึ่งในชุดเหลืองผู้ควบคุมโรงซักล้างที่รีบทรุดกายลงคุกเข่าจนเข่ากระแทกพื้น
“ผ้าจากกองงานอื่น ๆ ปนเปกันจนไร้ระเบียบ เ้าทำงานสะเพร่าถึงเพียงนี้เชียวหรือ หากเื่นี้ถึงหูท่านอ๋อง เ้าคิดว่าหัวของเ้าจะยังอยู่ดีอยู่หรือไม่!”
เสียงตำหนิของนางทำเอาผู้ควบคุมหน้าซีดเผือด นางโกรธจนตัวสั่น หันไปถลึงตาคาดโทษบรรดาสาวใช้ชั้นสามที่มาช่วยงานทันทีที่ทำให้ตนต้องอับอาย
เจิ้งหมัวมัวนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหยิบเศษผ้าป่านหยาบๆ ที่มีรอยอักษรเขียนด้วยถ่านไม้ขึ้นมาวางตรงหน้า
“ยังดีที่ยังมีคนรู้จักใช้สมองผูกป้ายคัดแยกผ้าเอาไว้... บอกข้ามา ใครเป็คนเขียนอักษรเหล่านี้?”
สตรีชุดเหลืองจ้องมองเศษผ้านั้นด้วยความมึนงง นางรีบหันไปถามสาวใช้ชั้นสามอย่างกระตือรือร้น “พวกเ้าคนไหนเป็คนทำ ออกมารับรางวัลจากข้าเดี๋ยวนี้”
สาวใช้ชุดเขียวต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าแอบอ้างเป็เ้าของลายมือนั้น เพราะอย่างไรก็สามารถตรวจสอบได้ เมื่อไม่มีใครยอมรับ ผู้ควบคุมจึงแผดเสียงอย่างเหลืออด
“ดี! ในเมื่อพวกเ้าแอบอู้จนไม่รู้เห็นสิ่งใด ก็ไปลากตัวทาสทุกคนในโรงซักล้างมาถามให้หมด!”
เพียงครู่เดียว ทาสเกือบร้อยชีวิตทั้งบุรุษและสตรีก็ถูกเกณฑ์มายืนรวมกันที่ลานกว้าง
เด็กสาวแอบกังวลว่าสิ่งที่ตนทำจะกลายเป็การทำผิดกฎจวนหรือไม่ แต่เื่ที่นางใช้ถ่านไม้เขียนอักษรลงบนเศษผ้ามีทาสหลายคนเห็นไม่อาจปิดบัง นางจึงตัดสินใจก้าวออกไปจากแถว
“เป็... เป็บ่าวเองเ้าค่ะ”
เสียงเล็กๆ นั้นทำให้เจิ้งหมัวมัวขยับตัว นางเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างเสียกิริยาด้วยความประหลาดใจ
“เ้า... เ้าเป็คนเขียนหรือ?”
“เ้าค่ะ บ่าวเห็นความล่าช้าในการส่งผ้าจึงถือวิสาสะคัดแยกไว้... หากบ่าวทำผิดกฎ โปรดลงโทษบ่าวเพียงคนเดียวเถิดเ้าค่ะ”
เจิ้งหมัวมัวนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ เพราะไม่คิดว่าเ้าของลายมือนั้นจะเป็สตรี และยิ่งไม่คิดว่านางจะเป็เพียงเด็กสาววัยไม่น่าจะเกินสิบสี่ปีด้วยซ้ำ!!
“เงยหน้าขึ้นให้ข้าดูหน่อย” สตรีสูงวัยกล่าวพลางลอบพินิจพิจารณาเด็กสาวตรงหน้าไม่วางตา
ในใจของนางกำนัลาุโหาได้หละหลวมไม่ นางผ่านร้อนผ่านหนาวในวังหลวงมาเนิ่นนาน ย่อมระแวงว่านี่อาจเป็แผนการที่ถูกวางไว้เพื่อดึงดูดความสนใจจากนาง
ทว่าสิ่งที่นางเห็นในดวงตาของเด็กสาวตรงหน้า กลับมีเพียงความตื่นตระหนกที่พยายามเก็บข่มไว้และความจริงใจอันบริสุทธิ์ แววตานั้นดูไร้เดียงสาเสียจนไม่เหมือนคนที่ซ่อนแผนร้าย ซ้ำร้ายเด็กสาวคนนี้ยังคิดว่าเื่นี้เป็ความผิดอีกด้วย
ความระแวงในใจของเจิ้งหมัวมัวค่อยๆ คลายลง
ในขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลาย ลี่จงซึ่งคุกเข่าอยู่ในกลุ่มสาวใช้ชั้นสามกลับกำหมัดแน่น จ้องมองมู่อันหรานด้วยแววตาริษยาและรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง
นางเคยดูถูกว่าเด็กนี่โง่เขลา แต่ที่ไหนได้ มู่อันหรานกลับลอบใช้ความสามารถเพื่อหาทางก้าวหน้าโดยที่นางไม่รู้ตัวแม้แต่นิดเดียว!