ตอนที่ ๖
บุรุษร่างท้วม
ชาวบ้านร้านรวงตกตะลึงกับเงินรางวัลแต่ถึงกระนั้นก็ถอนหายใจยาว เพราะคงไม่มีหวังที่บุรุษนิรนามจะกลับคืนมาอีกครั้ง
**********
ซานดามาถึงวังก็หน้าบูดบึ้งเดินลงส้นกระแทกเท้าตึงๆจนเสียงกึกก้องบรรดาบริวารทั้งชายหญิงพอได้เห็นเช่นนั้นก็พากันน้อมกายหลบหายแหวกทางให้นางเดินอย่างสบายจนไปถึงยังโถงใหญ่
“ท่านพี่!...วันนี้มีหนุ่มนิรนามขัดขวางขบวนรถม้าของข้าท่านพี่ต้องตามตัวมาให้ข้าด้วยนะ!”
วานดาเอ่ยจบก็เคลื่อนกายไปนั่งกอดอกกัดกรามกรอดๆอยู่ฝั่งหนึ่งของโถงใหญ่ บุรุษร่างสูงใหญ่นั่งอยู่หลังม่านขาวบางขนาดใหญ่ เอ่ยช้าๆกลั้วหัวเราะ
“หึหึ...ใครกันบังอาจทำให้หญิงสาวของข้าขุ่นเคืองใจ?...แล้วเื่มันเป็อย่างไรล่ะ?เ้าจึงได้จงเกลียดจงชังชายผู้นั้น!”
ซานดาเล่าเื่ราวทุกอย่างให้พี่ชายที่นั่งไขว่ห้างอยู่หลังม่านขาวโดยละเอียดไม่มีปิดบังอำพรางหรือเล่าเฉพาะเื่ของตนเท่านั้นพอผู้เป็พี่ชายได้ฟังจนจบก็หัวเราะร่า
“ฮ่าๆๆๆ...เ้าหนุ่มคนนั้นกระทำถูกต้องแล้ว...!!! ถ้าพี่เจอสถานการณ์แบบนั้นก็คงเข้าช่วยเด็กน้อยคนนั้นเช่นกัน!...แสดงว่าทหารเวรคนนั้นไม่รู้จักชะลอความเร็วเมื่อเข้าเชตชุมชนสินะ! ดีเท่าไหร่แล้วที่บุรุษนิรนามคนนั้นไม่สั่งสอนจนเจียนตาย”
“ท่านพี่!...นอกจากท่านจะไม่ช่วยเหลือข้าแล้วยังจะเข้าข้างเ้าหนุ่มคนนั้นอีกหรือ?”
“แล้วเ้าจะให้พี่ทำอย่างไร?ตอนนี้เ้าก็สั่งประกาศตามล่าตัวบุรุษนิรนามคนนี้แล้วมิใช่หรือ?”
ซานดาลุกขึ้นคำรามในลำคอ
“ั้แ่ท่านกลับมาจากไชยครามเมื่อห้าปีที่แล้วก็รู้สึกว่าท่านจะไม่ค่อยสนใจข้าเลยนะ...ท่านจากไปั้แ่ข้ายังเยาว์วัยปล่อยให้อยู่กับท่านพ่อท่านแม่เพียงลำพัง พอกลับมาถึงก็เอาแต่สนใจงานบ้านงานเมืองลืมน้องสาวคนนี้เสียแล้วกระมัง!”
พี่ชายหลังม่านขยับกายลุกขึ้นแล้วแหวกม่าน เผยให้เห็นร่างสูงใหญ่กำยำชุดสีอิฐแซมทองสวมเกราะที่หน้าอกในชุดสง่างามมีผ้าคลุมสีขาวอยู่ทางด้านหลังสวมหน้ากากผ้าสีน้ำตาลปิดปากปิดจมูกเผยแค่ดวงตาเพราะเขากำลังวุ่นกับการออกแบบและลงสีงานศิลป์ที่หวังจะมอบเป็ของขวัญให้ท่านครูที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาเขามองหน้าน้องสาวที่ทำท่างอนแล้วเข้าไปโอบกอดด้วยอารมณ์เปี่ยมสุข
“พี่มีเ้าเป็น้องสาวเพียงคนเดียวต้องรักและเป็ห่วงสิ!...แต่ในกรณีนี้เ้าทหารนั่นผิดเต็มๆบังคับขบวนรถม้าเข้าเขตชุมชนด้วยความเร็วเช่นนั้น!พี่จะเรียกตัวมาสอบสวนและลงโทษมิให้เป็เยี่ยงอย่าง...แล้วถ้าหากเ้าจำใบหน้าและเครื่องแต่งกายบุรุษคนนั้นได้พี่จะเรียกช่างศิลป์ของเรามาวาดรูปชายนิรนามคนนี้เผื่อจะมีใครในอาณาจักรอาจจะเคยเห็นอีกบ้าง!”
พอเอ่ยเช่นนั้นซานดาก็ยิ้มกริ่มะโหอมแก้มพี่ชาย
“ขอบคุณค่ะ!...ท่านพี่!”
**********
“คุณหนูซานดาหรือ?”
ปราณนึกถึงใบหน้าหญิงสาวที่ดูดื้อรั้นและเอาแต่ใจแต่ก่อนหน้าที่นางจะโมโห พอได้สบพักตร์ปราณก็ชำเลืองมองด้วยสายตาเอียงอาย ปราณนึกได้เช่นนั้นก็อมยิ้มส่ายศีรษะและเหาะทะยานด้วยปีกทองครุฑบันดาลต่อไป
อีกราวชั่วโมงกว่าๆ ในความสูงระดับ๘,๐๐๐ เมตร เขาก็ลดระดับลงมาจนมองเห็นภูมิทัศน์โดยรอบที่เต็มไปด้วยความเขียวชอุ่มพร้อมกับมีสิ่งปลูกสร้างอลังการใหญ่โตเห็นได้ชัดว่าเข้าสู่เขตอาณาจักรไชยครามเป็ที่เรียบร้อย
ปราณตื่นตาตื่นใจกับการเหาะเหินเดินอากาศเช่นนี้ยิ่งนักทั้งไม่เหนื่อยทั้งได้รับประสบการณ์อันแปลกใหม่ เขาเหาะช้าลงในระดับ ๕๐๐ เมตรเพื่อสำรวจสิ่งปลูกสร้างแล้วคาดเดาว่าเป็สถานที่ใด
ปีกทองครุฑบันดาลนับว่าเป็สิ่งวิเศษสุดมหัศจรรย์ที่ในมหาพิภพยังไม่เคยมีปรากฏมาก่อนและการที่นักฌานยุทธ์จะสามารถเหาะทะยานได้เร็วเทียบเท่าเสียงย่อมหามีไม่! ปราณยังคงใช้วิธีการลงสู่พื้นตามร่มไม้ครึ้มเพื่อมิให้เป็ที่สังเกต
เมื่อเข้ามาถึงอโยดาทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปมากทั้งร้านค้าที่ถูกปรับเปลี่ยนเป็ห้องแถวอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยและผู้คนที่แต่งกายแปลกๆ พิศดูจากลักษณะการแต่งกายทรงผมและผิวพรรณก็คาดเดาว่าน่าจะเป็ผู้คนต่างอาณาจักร
“ไม่อยู่ที่ไชยครามเพียง ๗ ปีมีความเปลี่ยนแปลงถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
ปราณเดินชมตลาดเห็นความเป็ระเบียบเรียบร้อยก็ยิ้มกริ่มคิดไม่ถึงว่าบ้านเมืองจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ยิ่งทำให้ปราณอยากรู้ว่าตอนนี้สภาพความเป็อยู่ของผู้คนเป็เช่นไรบ้าง
แม้จะเป็การเดินชมตลาดและเลือกซื้อสินค้าเล็กๆน้อยๆ บุรุษร่างสูงกำยำใบหน้าหล่อเหลาก็เป็ที่สะดุดตาต่อผู้พบเห็นทั้งบุรุษสตรีต่างหันมองปราณกันมากมายจนทำหน้าไม่ถูกแล้วจึงนึกได้ว่าหากอยากจะรู้เื่ราวของชาวบ้านร้านรวงต้องมาเลือกนั่งที่ร้านอาหารที่ผู้คนพลุกพล่าน
ปราณเดินไปยังภัตตาคารใหญ่ใจกลางตลาดผู้คนสวมเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายดูดี อายุอานามส่วนใหญ่จะมากกว่าเขาเดาได้ว่าน่าจะเป็ชนชั้นคหบดีหรืออำมาตย์
ปราณที่เดินเข้ามาเพียงคนเดียวอีกทั้งยังเป็หนุ่มหล่อเหลาจึงกลายเป็จุดดึงสายตาสาวน้อยสาวใหญ่ให้จ้องมองราวกับจะกลืนกิน ปราณโค้งน้อยๆยิ้มให้อย่างมีไมตรีแล้วเคลื่อนกายไปมุมในสุด ที่สามารถมองเห็นทั่วทั้งร้านและด้านนอกได้ชัดเจน
บริกรยิ้มหน้าบานโค้งคำนับกล่าวต้อนรับทันทีที่เขานั่งเรียบร้อย
“สวัสดีครับ!...คุณผู้ชายร้านอโยดาาากุ้งเผาสาขาสองยินดีต้อนรับครับ!...”
“ร้านอโยดาาากุ้งเผางั้นหรือ?”
ปราณอุทานตาโต เขาจำได้ว่านี่เป็ภัตตาคารสุดหรูที่ท่านพ่อและท่านแม่พาเขามาเมื่อเยือนอโยดาเป็ครั้งแรก(ภาคปฐมบท บทที่ ๓๑ เมื่อความจริงปรากฏ)
พลันก็ยิ่งหวนนึกถึงเสนาภาคย์ท่านป้าอัมพุชา เธียรธวัช แฝดแสง-ขรรค์และเดือน-ดาวรวมทั้งยังจดจำใบหน้าของคหบดีวิโรจน์ โชติชัชวาล พี่ชายของวิรัตน์ โชติชัชวาลตามการสำคัญที่สั่งคนตามไล่ล่าคร่าชีวิตเมื่อเยาว์วัย แต่ก็ถอนหายใจยาวอมยิ้มกับเื่ราวเมื่อวันวาน
“แล้วร้านสาขาหนึ่งล่ะ...ยังเหมือนเดิมหรือไม่?”
“อ้อ!...ยังอยู่ครับ!...ที่นั่นลูกค้าประจำร้านก็มักจะเป็บรรดาคหบดีเก่าแก่หรือบรรดาอำมาตย์ชั้นสูงที่เคยใช้บริการก็มักจะไปรวมกันที่นั่นครับ!...ส่วนร้านนี้มักจะเป็คหบดีรุ่นใหม่ที่สร้างเนื้อสร้างตัวและบรรดาชนชั้นสูงต่างถิ่นหรือนักฌานยุทธ์ระบือนามอย่างเช่นท่านดุสิตเมฆมรกต อดีตเ้าสำนักสมิงมรกตนั่นแหละครับ!”
พอได้ยินนามดุสิตปราณก็เบิกตาโต แล้วเอ่ยถามต่อ
“เออ...แล้ว...แล้วท่านเ้าสำนักสมิงมรกตล่ะ...ท่านพิมพ์ลภัส!..”
ปราณกำลังนึกจะถามต่อบริกรก็ยิ้มร่าแล้วเอ่ยต่อทันที
“ท่านหญิงแห่งเมืองถมนครน่ะหรือครับ?...ตอนนี้ท่านหญิงพิมพ์ลภัสเป็ภริยาของท่านเ้าเมืองคำรณปรศุเมฆมรกต แล้วครับ!...นานๆ ทีทั้งสองท่านจะกลับมาเยี่ยมเมืองอโยดา เวลามาก็แสนจะใจดีถึงกับปิดร้านเลี้ยงแล้วก็ให้ทางร้านทำอาหารดีๆไปแจกจ่ายให้บรรดาผู้ยากไร้ทั่วไปนะครับ!...”
ปราณพยักหน้ายิ้มกริ่มพร้อมขนลุกซู่น้ำตาเอ่อล้นน้อยๆ นึกถึงความหลังแล้วรำพึงในใจ
‘ท่านพี่พิมพ์ลภัสท่านพี่คำรณปรศุ...ท่านยิ่งแสดงจิตใจที่ยิ่งใหญ่นัก...คิดไม่ถึงว่ากาลเวลาจะทำให้ท่านทั้งสองเปลี่ยนแปลงได้ถึงเพียงนี้’
แล้วปราณจึงสั่งกุ้งแม่น้ำและอาหารขึ้นชื่อที่เขาเคยลิ้มรสเมื่อวัยเยาว์โดยที่บริกรไม่ต้องถาม ทำเอาบริกรยิ้มแก้มปริ เมื่อชายหนุ่มผู้สง่างามสั่งอาหารขึ้นชื่อถึงสามรายการเช่นนี้แสดงว่ามีฐานะมิใช่น้อย
แน่นอนว่าความเป็ยุวาจารย์ยังคงอยู่ตลอดชีวิตปราณยังได้รับเงินค่าตำแหน่งอยู่เป็ประจำทุกเดือน ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมาเงินยังคงถูกโอนเข้าบัญชีของเขาอย่างสม่ำเสมอจนตอนนี้ปราณเองก็มิได้ตรวจสอบเลยว่าเขามีเงินเก็บสะสมอยู่เท่าไหร่
ในขณะรออาหารปราณก็สังเกตกิริยาของผู้คนภายในร้านล้วนหันมามองเขาเป็พักๆ เพราะความเป็เด็กหนุ่มที่ดูก็รู้ว่าอายุไม่น่าเกิน ๒๐ทั้งยังมาเพียงลำพังก็จ้องมองด้วยความแปลกใจ
เริ่มกระซิบกระซาบถึงปราณว่าเขาจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายมาเพียงคนเดียวทั้งยังได้ยินว่าสั่งอาหารเมนูแพงหูฉี่ของร้านก็ยิ่งนินทากันยกใหญ่บ้างก็ว่าน่าจะเป็บุตรชายของคหบดีในเมืองแห่งนี้เป็แน่ เพราะดูจากการแต่งกายก็มีราคามิใช่น้อยปราณได้ยินถึงกับส่ายหัวในการติฉินของผู้คน
ทันใดนั้นก็มีบุรุษร่างท้วมตัวสูงใบหน้าดุดันอายุอานามไล่เลี่ยกับปราณอยู่ในชุดเสื้อสีแดงกำมะหยี่มีแถบโลหะสีทองครอบบ่าคลุมไหล่ทั้งสองข้างตรงกลางเป็รูปดาวหกแฉกหนึ่งดวงแสดงตำแหน่งสมุหเสนาสวมสนับแขนสีทอง เข็มขัดสีทองหัวเข็มขัดดาวทองหกเหลี่ยมมีแถบห้อยข้างปิดสะโพกสีทองทับกางเกงสีดำรองเท้าสีดำขัดมันวาวทรงสูงขอบทองพร้อมคนติดตามในเครื่องแบบเดียวกันอีก ๕ คน บุรุษที่เดินเข้ามาคนแรกหน้าตาคุ้นเคยยิ่งนัก

ทั้งหกคนนั่งโต๊ะว่างกลางร้านที่มีป้ายเขียนว่า“จองแล้ว” บริการคนเดิมปรี่เข้ามาทักสีหน้าเจื่อน
“เอ่อ...ท่านรัตนาครครับ!...ที่ตรงนี้มีคนจองแล้วครับ!...รบกวนท่านและสหายช่วยย้ายไปนั่งตรงนั้นด้วยนะครับ!”
บุรุษร่างท้วมชักสีหน้าดุดันมือตบโต๊ะลุกขึ้นยืนะโลั่นร้านแต่เป็น้ำเสียงเยือกเย็น
“ข้าจะนั่งตรงนี้!...เ้าก็เห็นนะว่าข้ามากันหกคนตรงที่เ้าว่ามันอึดอัดนั่งไม่สบาย...แล้วตรงนี้พวกข้าก็เคยนั่งไยยังต้องย้ายไปด้วยเล่า? ข้ามาก่อน!...เ้าควรให้คนที่จองย้ายไปนั่งตรงนั้นแทนข้า!”
สิ้นเสียงเยือกเย็นแต่มีพลังทำเอาบรรดาสหายติดตามพากันหัวเราะร่วนแล้วก็นั่งลงด้วยกิริยากร่าง กวาสายตามองไปทั่วแขกโต๊ะต่างๆ พอได้เห็นสายตาเ่าั้ปราดมองก็หันกลับไปยังโต๊ะของตนมิกล้าสบตา
ปราณจ้องมองบุรุษร่างท้วมนามว่ารัตนาครแล้วก็พยักหน้า
‘ชิ...ที่แท้ก็เ้ารัตนาครเองหรอกหรือ?...ทายาทเพียงคนเดียวของสมุหเสนาแก่นนครคงมีเ้าเพียงคนเดียวสินะที่ได้ทำงานกับองค์ไชยคราม...หึ...คิดไม่ถึงว่าเ้าจะเป็ถึงสมุหเสนาบดีด้วยอายุเพียง๑๖ ปีเท่านั้น!’
ปราณย้อนความถึงครั้งที่สกุลโชติชัชวาลและแก่นนครถูกจับกุมในข้อหาคิดทุรยศคดโกงและยึดอำนาจจนถูกจองจำตลอดชีวิตจะมีก็แต่รัตนาครเท่านั้นที่ยังเด็กไม่รู้ความใดๆ (ภาคปฐมบทบทที่ ๒๓๙ ยัดข้อหา และ บทที่ ๒๔๐ ขุดรากถอนโคน)
“มองพวกข้ามีปัญหาหรือ...ไอ้หนุ่ม?”
สหายคนหนึ่งหน้าตากวนบาทาเอ่ยปากบิดเบี้ยวไม่พึงใจที่ปราณจ้องมองกลุ่มของพวกเขายาวนานทั้งยังไม่หลบสายตาอีกด้วย