เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 154 น่าเวทนา

            ไป๋ฝูฉวีจิตใจโหดเหี้ยมยิ่งกว่ารูปลักษณ์ที่สวยงามของนางมาก

            ตอนที่ตระกูลเฉินเริ่มตามหาเฉินเหลียนเอ๋อร์สถานศึกษาตระกูลหยวนก็ถึงช่วงปิดการศึกษาแล้ว ทว่าวันสุดท้ายก่อนวันหยุดช่วงปีใหม่เยี่ยนเจาเจาแอบเห็นไป๋ฝูฉวีหลบไปคลื่นไส้อาเจียนอยู่ในที่ลับตาคน

            คลื่นไส้อาเจียน...

            ตามที่ถานจื่อที่อยู่ใกล้ตัวไป๋ฝูฉวีกล่าวหลังจากที่ไป๋ฝูฉวีหนีออกมาจากกลุ่มผู้ลี้ภัยได้ ระดูของนางก็ไม่ปกติ นางคิดมาตลอดว่าเป็นเพราะครั้งก่อนได้รับบาดเจ็บทางด้านร่างกายมาจึงทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางร่างกายของสตรีมิได้คิดถึงเรื่องการตั้งครรภ์เลยสักครั้ง

            แต่ใบหน้าและผิวพรรณของนางบวมเป่งขึ้นจนผู้อื่นมองออกว่าในท้องของนางมีอะไรบางอย่างอยู่

            ครรภ์สามเดือนยังไม่มั่นคงรูปร่างก็ยังไม่ชัดเจน ไป๋ฝูฉวีมิเคยนึกถึงด้านนี้ เยี่ยนเจาเจาเองก็ไม่อยากให้นางรู้ตอนนี้ดังนั้นแม้เยี่ยนเจาเจาจะใบ้ให้หลายทาง นางก็ยังเอาแต่คิดว่าตนแค่อ้วนขึ้นมาเล็กน้อยสุขภาพไม่สู้ดีเท่านั้น

            วันหยุดประจำปีใกล้เข้ามาแล้วเมื่อเปรียบเทียบปีใหม่สองปีที่ผ่านมา ปีใหม่ปีนี้ถือเป็นปีที่เยี่ยนเจาเจาได้ใช้เวลาอย่างสงบและมีความสุขมากที่สุด

            เพราะตลอดสองปีที่ผ่านมานางได้ทุ่มเทให้กับการศึกษาอย่างหนักได้เรียนรู้มาจากนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่ไม่น้อย รวดเร็วกว่าที่เรียนรู้จากฮ่องเต้หญิงเหลียงฮุ่ยเสียอีก

            นายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่ให้นางพักผ่อนให้ดีนางเองก็ดีใจที่มีเวลาพักผ่อนบ้าง

            หนานหมิงเหอเองก็เช่นเดียวกันเขาจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจให้รวดเร็วกว่าเยี่ยนเจาเจาเมื่อรวมกับปีนี้ที่ดูเหมือนว่างานของเขาจะเพิ่มมากขึ้น เพิ่งจะปิดการศึกษาก็จากไปอย่างรีบเร่งแล้วเขาจึงมิอาจฉลองปีใหม่กับเยี่ยนเจาเจาเช่นเดิมได้

            เจินเจินและอ้ายอ้ายก็เรียนรู้มากมายเช่นเดียวกันทั้งสองคนกำลังสนใจคัมภีร์เต้าเต๋อจิงของเหลาจื่อ ช่วงปีใหม่นอกจากจัดการเรื่องในจวนแล้วยังลากเยี่ยนเจาเจาไปอ่านคัมภีร์เต้าเต๋อจิงและบทกลอนต่างๆ ด้วย

            ตอนที่กำลังอ่านบทกลอนลูกจากไกลท่าทีของเจินเจินและอ้ายอ้ายก็ดูหดหู่ลงเล็กน้อย

            เยี่ยนเจาเจาพอจะเข้าใจความรู้สึกของเจินเจินและอ้ายอ้ายตอนที่ต้องลาจากมารดาของตนในตอนนั้นยังอายุน้อย ยามนี้เป็นปีที่สามแล้วที่ไร้มารดามาร่วมฉลองปีใหม่ด้วยแม้ปกติจะไม่คิดถึงเรื่องนี้ ทว่าในใจก็ยังคงมีความคะนึงหาเกิดขึ้น

            นายหญิงรองไม่สามารถกลับมาได้แล้วแต่เยี่ยนเจาเจาได้ส่งคนไปนำจดหมายสองฉบับที่นายหญิงรองเขียนไว้ เป็นของเจินเจินและอ้ายอ้ายคนละฉบับทำให้พวกนางรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง

            ในหนึ่งปีมีเพียงช่วงนี้เท่านั้นที่ฮ่องเต้หญิงและองค์หญิงจะติดต่อมาหาเยี่ยนเจาเจา

            จดหมายขององค์หญิงบอกว่าเรื่องราวมีความซับซ้อนอาจต้องลำบากเยี่ยนเจาเจาอยู่ข้างนอกอีกสักระยะ ทว่ามากที่สุดก็คงไม่เกินสองปีเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอก็จะสามารถกลับไปอยู่ในสถานะเดิมของตนได้

            จดหมายจากฮ่องเต้หญิงดูอ่อนโยนกว่ามากในจดหมายของนางบอกเกี่ยวกับเรื่องราวที่น่าสนใจในรั้ววัง บอกเยี่ยนเจาเจาว่าไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองเซียงเฉิงและยังถามเยี่ยนเจาเจาอีกว่ายามนี้สุขภาพเป็นอย่างไร มีความรักและเมตตาเป็นอย่างยิ่ง

            ทว่าฮ่องเต้หญิงยังกล่าวอีกว่าฝูอ๋องและชิงเหออ๋องมีการเคลื่อนไหวที่ระมัดระวังขึ้นมาก เมืองเป่ยเจียงเกิดสงครามซึ่งเกี่ยวข้องกับฝูอ๋องมากกว่าครึ่ง

            ภายภาคหน้าเมื่อไฟสงครามลุกโชนเมืองซูโจวก็จะไม่ใช่เมืองที่ไร้ช่องโหว่อีก เยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของตนมากยิ่งขึ้นหากสถานการณ์ไม่มั่นคง ทิ้งสิ่งใดได้ก็ต้องทิ้งสิ่งนั้น

            คำว่า “ทิ้งสิ่งใดได้ก็ต้องทิ้งสิ่งนั้น”มีความหมายนับพันนับหมื่นแฝงอยู่ในนั้น

            เยี่ยนเจาเจารู้ดีว่าฮ่องเต้หญิงไม่ใช่ผู้ที่ยอมแพ้การที่นางพูดเช่นนี้ เกรงว่าเมืองซูโจวจะไม่ใช่ที่ที่ปลอดภัยอีกแล้ว

            ตนและหนานหมิงเหอจะต้องเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า

            วันหยุดปีนี้ไม่มีสิ่งใดเป็นสีสันพิเศษเห็นได้อย่างชัดเจนว่าตอนนี้สถานการณ์ในเมืองเซียงเฉิงเข้าสู่สภาวะตึงเครียดท่านแม่และท่านป้าไม่มีเวลาว่างพอจะดูแล ไม่แน่ว่าหลังจากช่วงปีใหม่อาจเกิดสงคราม ที่เขียนจดหมายส่งมาหานางได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องซาบซึ้งมากแล้ว

            เดิมทีเยี่ยนเจาเจาก็อยากมอบเครื่องรางปลอดภัยให้แก่เครือญาติของตนแต่เมื่อลองคิดให้ดีแล้วขอให้ผู้อื่นมิสู้ขอให้ตนเอง ยามนี้มีเรื่องราวมากมายที่นางเรียนรู้จบแล้วเช่นนั้นมิสู้ช่วยคิดหาวิธีแบ่งเบาความกังวลของท่านแม่และท่านป้าเล่า

            นางเขียนแผ่นภาพคำว่ามังกรโบยบินหงส์สง่าร่ายรำ[1]

            “สังหารศัตรูเพื่อชัยชนะ”

            นี่คือความปรารถนาแท้จริงของเยี่ยนเจาเจาที่ต้องการมอบให้ท่านป้าท่านแม่และคนอื่นๆ

            แม้แผ่นภาพจะมีน้ำหนักเบาแต่เยี่ยนเจาเจาก็ยังเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่อีกหนึ่งชิ้นเอาไว้... และแม้มันจะยังไม่ได้อยู่ในมือเยี่ยนเจาเจาแต่นางจะต้องเอามันมาให้ได้

            สลักกุญแจเชียนจีไม่แน่ว่าสิ่งนี้จะกลายเป็นเบี้ยชิ้นใหญ่ที่สามารถคลายความกังวลลงได้

            เยี่ยนเจาเจาไม่ใช่ผู้มีคุณธรรมแต่นางก็ไม่อยากเป็นคนถ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับเด็กสาวน่ารักน่าสงสารเรื่องการใช้กลอุบายหลอกลวงจึงเป็นสิ่งที่นางทำไม่ลง

            ถึงแม้นางจะไม่รู้จักเฉินโยวหนิงแต่นางก็ไม่ใช่คนประเภทวางแผนทำร้ายเพื่อให้ได้สิ่งของของผู้อื่นมา

            รอจนเปิดการศึกษาตอนฤดูใบไม้ผลิเยี่ยนเจาเจาเตรียมพร้อมที่จะไปคุยกับเฉินโยวหนิงเกี่ยวกับสลักกุญแจเชียนจี

            หลังจากปีใหม่แน่นอนว่าหนานหมิงเหอกลับมาก่อนเทศกาลโคมไฟเยี่ยนเจาเจาจึงฉลองเทศกาลโคมไฟร่วมกัน

            ขนมในเทศกาลโคมไฟครั้งนี้ทำออกมาได้ปกติกว่าครั้งก่อนเจินเจินและอ้ายอ้ายเอ่ยปากชมว่า ขนมมันหมูดอกกุ้ยฮวาของเยี่ยนเจาเจาที่ทำในเทศกาลโคมไฟครั้งนี้อร่อยมากทั้งหอมทั้งหวาน

            หลังจากทานอาหารช่วงเทศกาลโคมไฟเสร็จเจินเจิน อ้ายอ้ายและเยี่ยนเจาเจาก็เตรียมของขวัญสำหรับแลกเปลี่ยนกันให้พร้อม

            ไม่รู้ว่าพี่น้องคู่นี้ยิ่งโตก็ยิ่งมองเห็นร่องรอยที่หลงเหลือไว้ให้สืบหาต้นตอได้หรือเปล่าความใกล้ชิดของพวกนางที่มีต่อเยี่ยนเจาเจาจึงแสดงออกถึงความยำเกรงการพึ่งพาอาศัยกันเช่นในวัยเยาว์ยามนี้ไม่หลงเหลืออยู่อีกแล้ว

            ใจเยี่ยนเจาเจารู้สึกผิดหวังเล็กน้อยแต่เดิมทีเรื่องเช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้นางรู้สึกเศร้าใจ แต่ด้านหนึ่งก็รู้ว่าเจินเจินและอ้ายอ้ายต่างเติบโตและมีความคิดเป็นของตัวเอง

            เทศกาลโคมไฟสิ้นสุดลงแล้วเวลาที่ต้องกลับไปเรียนที่สถานศึกษาตระกูลหยวนได้มาถึง

            เดิมทีนางอยากไปคุยกับเฉินโยวหนิงแต่คิดไม่ถึงว่าเฉินโยวหนิงจะไม่ได้กลับมาศึกษาต่อ นางบอกว่าฮูหยินคนใหม่วางแผนจัดการเรื่องการแต่งงานของนางเอาไว้แล้วดังนั้นจึงให้นางรออยู่ที่จวนเพื่อแต่งงาน ไม่จำเป็นต้องเผยใบหน้าของตนอยู่ด้านนอก

            เฉินโยวหนิงไม่ต้องการแต่งงานด้วยเหตุนั้นนางถึงได้เขียนจดหมายมาหากัวซีฉือเพื่อขอความช่วยเหลือแต่ก็โดนฮูหยินคนใหม่หยุดเอาไว้เสียก่อน และจัดการตัดขาดช่องทางช่วยเหลือทั้งหมดที่นางพอจะขอจากข้างนอกได้แทบจะกลายเป็นการถูกจองจำไปเสียแล้ว

            และฮูหยินคนใหม่ยังตรวจร่างกายของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามีรอยแผลเป็นหรือไม่จากนั้นก็ค้นห้องของนางราวกับกำลังหาอะไรบางอย่าง

            เยี่ยนเจาเจาเดาว่าสิ่งที่นางกำลังตามหาก็คือสลักกุญแจเชียนจีจึงส่งคนไปสืบพื้นเพเดิมของฮูหยินคนใหม่ และพบว่าที่นางค้นหาสลักกุญแจเชียนจีเป็นเพราะสนองความโลภของนางเองต่างจากผู้ที่อยู่เบื้องหลังของหลี่ฮ้วนโดยสิ้นเชิง

            ดังนั้นเยี่ยนเจาเจาจึงเลือกช่วงเวลานี้ในการติดต่อเฉินโยวหนิงบอกนางเกี่ยวกับตำนานของสลักกุญแจเชียนจีทั้งหมด บอกกระทั่งความจริงเรื่องที่นางโดนพิษก่อนการแข่งตีคลีครั้งก่อน

            เฉินโยวหนิงรู้สึกประหลาดใจที่จู่ๆสลักกุญแจเชียนจีก็กลายเป็นสิ่งของสำคัญ และยังคิดไม่ถึงว่าฮูหยินคนใหม่และคนอื่นที่อยู่ในสถานศึกษาเพื่อสิ่งนี้นั้นถึงขั้นวางแผนสังหารอันโหดเหี้ยม

            ก่อนที่เยี่ยนเจาเจาจะเอ่ยสิ่งใดเฉินโยวหนิงก็เป็นฝ่ายเอ่ยทำข้อตกลงในการใช้สลักกุญแจเชียนจีกับเยี่ยนเจาเจา

            แม้นางจะเป็นคนเปิดเผยแต่ก็ไม่ได้เป็นคนโง่

            เยี่ยนเจาเจาใกล้ชิดกับกัวซีฉือที่มีฐานะเป็นจวิ้นจู่เช่นนี้แน่นอนว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถคนหนึ่ง

            เยี่ยนเจาเจากับตนมิใช่ทั้งญาติมิใช่ทั้งสหายเก่า ความสัมพันธ์ก็มิได้ใกล้ชิดสนิทสนมอะไรยามนี้เป็นฝ่ายเดินเข้ามาหานาง จะต้องมีเป้าหมายบางอย่างเป็นแน่

            สลักกุญแจเชียนจีนี้ไม่เพียงไร้ความรู้สึกไม่สบายใจ แต่นางกลับรู้สึกดีใจยิ่งนักที่มีสลักกุญแจเชียนจีอยู่ในมือ

            นี่เป็นครั้งแรกที่เยี่ยนเจาเจาได้ยินเรื่องเช่นนี้นางรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจ จึงเขียนคำถามลงไปในจดหมายเพิ่มอีกสองคำถาม

            เฉินโยวหนิงบอกว่านางไม่ได้สนใจสมบัติที่อยู่เบื้องหลังสลักกุญแจเชียนจีแต่ก็ไม่ได้กล่าวว่าตำนานนั้นไม่ใช่เรื่องจริง แม้จะเป็นเรื่องจริง นางก็ไม่มีปัญญาที่จะนำสมบัติเหล่านั้นออกมาได้

            สำหรับนางแล้วมารดาผู้ให้กำเนิดไม่ได้เป็นผู้มีพระคุณจากการเลี้ยงดูอะไรนางเองก็ไม่ได้มีความรู้สึกใดๆ ต่อสลักกุญแจเชียนจีนี้สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือนางจะต้องหนีออกไปจากตระกูลเฉินสถานที่ที่ทำให้นางรู้สึกสะอิดสะเอียน

            หากไม่มีสลักกุญแจเชียนจีนางก็จะไม่โดนผู้อื่นลอบทำร้ายเช่นนี้มีความเป็นไปได้สูงที่ฮูหยินคนใหม่จะทำการหมั้นหมายนางกับผู้อื่นเรียบร้อยแล้ว และเพราะมีสลักกุญแจเชียนจีเยี่ยนเจาเจาถึงได้สนใจอีกทั้งยังช่วยเหลือให้ตนได้พ้นจากทะเลแห่งความทุกข์

            นางมีความคิดที่ชัดเจนเยี่ยนเจาเจาถือว่านี่เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ดังนั้นจึงถามนางว่าต้องการแลกสลักกุญแจเชียนจีกับสิ่งใด

            เฉินโยวหนิงกล่าวเพียงสองคำ

            นางต้องการอิสระ

            สิ่งที่ตระกูลเฉินมอบให้นางมีเพียงการบาดเจ็บและความเจ็บปวดนางอยากออกไปจากตระกูลเฉิน อยากไปยังสถานที่ที่ไกลจากคนตระกูลเฉิน

            เยี่ยนเจาเจาตกลง

            นางบอกเยี่ยนเจาเจาว่าสถานที่ที่อันตรายมักจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดนางซ่อนสลักกุญแจเชียนจีไว้ในห้องพักของสถานศึกษาตระกูลหยวน เพราะสังเกตเห็นว่าฮูหยินคนใหม่ต้องการมันคิดไม่ถึงเลยว่าจะจับพลัดจับผลูรอดจากภัยนี้ได้

            เยี่ยนเจาเจาทำตามที่เฉินโยวหนิงบอกและพบกับสลักกุญแจเชียนจี

            นางเองก็ไม่ได้ผิดสัญญาหลังจากได้สลักกุญแจเชียนจี ก็ให้คนปลอมตัวเป็นพ่อค้าต่างเมือง ส่งไปที่ตระกูลเฉินเพื่อทำการสู่ขอเฉินโยวหนิงบอกว่าจะมอบสินสอดให้อย่างยิ่งใหญ่เอิกเกริก

            เยี่ยนเจาเจาใช้เงินส่วนตัวของตนเป็นสินสอดสองพันตำลึงจากนั้นก็ส่งนางไปยังเมืองเตียนและสร้างตัวตนใหม่ให้นาง เพื่อให้นางได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข

            แต่ยามนี้เวลาได้ล่วงเลยมาจนถึงเดือนสองแล้วตระกูลเฉินก็ยังตามหาเฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่พบ ทำให้นายหญิงเฉินรู้สึกร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง

            เมื่อตระกูลเฉินตามหาไม่พบนางจึงทำได้เพียงหันไปขอความช่วยเหลือจากจวนว่าการของเมือง

            ตระกูลเฉินหมดเงินหลายพันตำลึงไปกับการตามหาที่ไร้ผลเกรงว่ามีใครบางคนกำลังทำผิดกฎหมาย นายหญิงเฉินจึงได้มอบเงินส่วนตัวห้าร้อยตำลึงเงินแก่จวนว่าการเพื่อให้เรื่องนี้กลายเป็นคดีสำคัญ

            ผู้ว่าการเมืองหยางโจวส่งคนไปสืบหาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและในที่สุดก็พบที่อยู่ของเฉินเหลียนเอ๋อร์

            ตอนที่คนของจวนว่าการตามหาตัวเฉินเหลียนเอ๋อร์พบก็เป็นเดือนสามแล้ว

            สถานที่ที่คนของจวนว่าการพบเฉินเหลียนเอ๋อร์คือถนนเหยาเป็นสถานที่ชั้นต่ำที่สุดของเมืองหยางโจว แขกที่ไปที่นั่นมิใช่ผู้สูงศักดิ์อะไรแต่เป็นชายเฒ่าที่เป็นม่าย หรือไม่ก็เป็นชายเฒ่าที่ชีวิตนี้มิอาจแต่งกับผู้ใดได้

            เหมือนกับความอับอายที่นายหญิงเฉินมอบให้ไป๋ฝูฉวีในวันนั้นบัดนี้เฉินเหลียนเอ๋อร์กลายเป็นนางโลมที่ถนนเหยา สถานที่ที่ได้ชื่อว่าต่ำทรามที่สุดเมื่อเทียบกับหอนางโลมของไป๋เหมยในตอนนั้นยังดูสกปรกกว่าหลายเท่าตัว

            แต่คุณหนูที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดอย่างนางแน่นอนว่าย่อมต่างจากสตรีวัยกลางคนที่ตกยากอยู่แล้ว นางจึงเป็นดอกไม้ที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาเหล่านางโลมเช่นเดียวกับครั้งที่นายหญิงเฉินทำให้ไป๋ฝูฉวีต้องอับอาย ไม่ได้ต่างไปจากนางที่ต้องกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงของเมืองหยางโจว

            ตอนที่เฉินเหลียนเอ๋อร์ได้รับการช่วยเหลือขาทั้งสองข้างของนางหัก ลิ้นโดนตัดทิ้ง บนร่างกายไม่มีส่วนใดที่ยังปกติดี บนใบหน้ามีคนใช้มีดกรีดเป็นคำว่า “ต่ำช้า”สองตัว ร่างกายซูบผอมยิ่งนัก

            นางอายุยังไม่ถึงสิบเจ็ดปีแต่คำสารภาพจากแม่เล้าบอกว่านางแท้งไปแล้วสองครั้ง แสดงให้เห็นว่าไป๋ฝูฉวีเป็นคนที่โหดเหี้ยมมากเพียงใดนับเป็นเรื่องที่ไม่อาจบรรยายได้

            -----------------------------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] มังกรโบยบินหงส์สง่าร่ายรำอุปมาว่า มีชีวิตชีวาและกระฉับกระเฉงมีพลัง

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน