เล่มที่ 1 บทที่ 26 วันแห่งการทดสอบซ้ำ
่เวลาต่อจากนี้เจียงอวิ๋นได้ปล่อยวางความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดไปชั่วคราวตั้งใจฝึกฝนบำเพ็ญเพียงอย่างเดียว เพราะไม่กล้ายกระดับเร็วเกินไป ดังนั้นเวลาส่วนใหญ่ของเขาจึงใช้ไปกับการฝึกฝนวิชาอาคม
หรือไม่เช่นนั้นเขาก็จะมุ่งหน้าไปที่หอซ่อนคัมภีร์เพื่ออ่านหนังสือเพิ่มพูนความรู้ในการบำเพ็ญมรรคให้ตนเอง
แน่นอนบางครั้งเขาก็จะแวะไปเยี่ยมเยือนตงฟางโป๋สักหน่อยด้วยเช่นกันหาคำถามไปขอคำชี้แนะสักหนึ่งสองคำถาม
แต่ที่เหนือความคาดหมายของเขาที่สุดก็คือมิเพียงแต่ศิษย์สายนอกของยอดเขาร้อยสิงสาสวี่เฉิงซานผู้นั้นจะไม่มาล้างแค้นเขาอีกเท่านั้นอีกทั้งทางฝั่งลู่เซี่ยวอวี๋เองก็ไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้นอีกแล้วด้วยซึ่งลู่เซี่ยวอวี๋ก็ได้แวะเวียนมาเยี่ยมเจียงอวิ๋นที่ยอดเขาซ่อนอยู่หลายครั้งหลายครา
ไปๆ มาๆเขากับลู่เซี่ยวอวี๋จึงสนิทใกล้ชิดกันมากขึ้นกว่าเดิม ลู่เซี่ยวอวี๋มองเจียงอวิ๋นเป็พี่ชายส่วนเจียงอวิ๋นเองก็มองลู่เซี่ยวอวี๋เป็ดั่งน้องสาวจากใจจริงเช่นกัน
กล่าวโดยสรุปคือชีวิตเช่นนี้ทำให้เจียงอวิ๋นรู้สึกเต็มอิ่มและพึงพอใจอย่างมาก
......
วันนี้ เจียงอวิ๋นลืมตาตื่นจากการบำเพ็ญในมือเขามีก้อนหินสีดำชิ้นนั้นปรากฏ
หลังจากผ่านมานานเพียงนี้แล้วแม้เจียงอวิ๋นจะไปที่หอซ่อนคัมภีร์มาหลายครั้ง ทั้งยังสอบถามอ้อมๆจากตงฟางโป๋มาแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ที่มาที่ไปและประโยชน์ของก้อนหินสีดำเพิ่มขึ้นเลย
ยิ่งรวมกับที่เขามีฐานะเป็ศิษย์จิปาถะจึงไม่มีทางได้รับสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการบำเพ็ญมรรคใดๆ ได้เลยและเขาก็เกรงใจที่จะไปขอจากตงฟางโป๋และศิษย์พี่หญิงสองด้วยดังนั้นเขาจึงไม่ได้ใช้ก้อนหินก้อนนี้อีกเลย
“หลังผ่านวันนี้ไป บางทีอาจจะได้ลองใช้ก้อนหินก้อนนี้ดูแล้ว!”
วันนี้เจียงอวิ๋นได้เข้ามาอยู่ในนิกายแสวงมรรคเป็เวลาครึ่งปีเต็มแล้วและยังเป็วันที่จะมีการทดสอบซ้ำด้วย ขอเพียงผ่านการทดสอบในวันนี้ไปได้อย่างราบรื่นทางนิกายก็จะมอบสิ่งของสำหรับการบำเพ็ญจำนวนหนึ่งให้เป็รางวัล
แม้ว่าจะยังคงเป็พวกโอสถระดับล่างแต่บางทีในนั้นก็อาจจะมีของที่มีเจตมรรคแฝงอยู่!
หากดวงดีมากพอละก็อาจจะสามารถทำให้ศิลากลายเป็น้ำได้อีกครั้ง
“ตึง ตึง ตึง!”
หลังสิ้นเสียงพึมพำของเจียงอวิ๋น เสียงระฆังพลันดังกังวานขึ้นมาสามครั้งดังไปทั่วทั้งนิกายแสวงมรรคและดังเข้ามาในหูของเจียงอวิ๋นที่กำลังเล่นก้อนหินสีดำในมือ
เจียงอวิ๋นพลันตาเป็ประกาย“ในที่สุดก็ถึงเวลาแล้ว!”
เจียงอวิ๋นรู้ว่านี่คือเสียงระฆังเรียกรวมลูกศิษย์ในนิกายแสวงมรรคซึ่งก็หมายความว่าการทดสอบซ้ำกำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า
การทดสอบซ้ำที่ว่าไม่ได้ทดสอบเหมือนกับตอนเข้านิกายที่ต้องผ่านสามด่านอีกครั้งแต่เป็การวัดระดับบำเพ็ญของลูกศิษย์โดยตรง โดยเกณฑ์ที่กำหนดในการผ่านการทดสอบคือลูกศิษย์ที่เข้ามาใหม่ทุกคนต้องยกระดับการบำเพ็ญให้สูงขึ้นกว่าตอนที่เข้ามาอย่างน้อยหนึ่งขั้น
แน่นอนว่า ยิ่งยกระดับได้เยอะก็จะยิ่งเป็ผลดีต่อตัวลูกศิษย์เองมากขึ้นเท่านั้น
หากไม่ผ่านเกณฑ์การทดสอบไม่ว่าตอนเข้าสู่นิกายจะเข้ามาด้วยฐานะอะไร ก็จะถูกลดฐานะลงหนึ่งระดับทันทีซึ่งสำหรับศิษย์จิปาถะแล้ว การถูกลดฐานะก็คือการถูกขับไล่ออกจากนิกาย
ที่ต้องมีการทดสอบซ้ำสาเหตุแรกเป็เพราะ้ากระตุ้นให้เหล่าลูกศิษย์พยายามบำเพ็ญอย่างสุดความสามารถทำให้พวกเขามีความรู้สึกกดดันสาเหตุต่อมาคือป้องกันไม่ให้มีลูกศิษย์ที่มีคุณสมบัติไม่เลวแต่พลาดไปตอนการทดสอบสามด่านและถือเป็การให้โอกาสครั้งที่สองแก่เหล่าลูกศิษย์หน้าใหม่เหล่านี้ด้วย
หลังจากการทดสอบซ้ำ จะมีการจัดงานประลองเล็กๆขึ้นด้วย เพื่อเป็การฝึกฝนความสามารถในการต่อสู้จริงให้เหล่าลูกศิษย์
บางคนมีคุณสมบัติในด้านการบำเพ็ญมรรคโดดเด่นแต่ขาดแคลนประสบการณ์การต่อสู้ เมื่อประมือกับคนก็มีแต่แรงทว่าไม่รู้วิธีใช้สุดท้ายกลับจบชีวิตลงใต้เงื้อมมือของคู่ต่อสู้ที่ระดับบำเพ็ญต่ำกว่าตน
อย่างไรเสียทุกๆ สำนักนิกายหากคิดจะพัฒนาให้ยิ่งใหญ่ขึ้น ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการต่อสู้แย่งชิงกับผู้อื่นได้เหมือนกับที่เจียงว่านหลี่เคยบอกกล่าวเจียงอวิ๋นไว้ว่าโลกนี้เป็โลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก!
ด้วยเหตุนี้เองทางนิกายจึงไม่ห้ามการประลองระหว่างลูกศิษย์ ซึ่งในทุกๆปีแต่ละยอดเขาก็จะจัดงานประลองเล็กๆ ขึ้นมาอยู่แล้วและจะมีการจัดงานประลองใหญ่ของทั้งสำนักขึ้นในทุกๆ สามปีด้วย
โดยสรุปคือ ลูกศิษย์หน้าใหม่ทั้งหมดล้วนให้ความสำคัญกับการทดสอบซ้ำเป็อย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของนิกายแสวงมรรคในอดีตเองก็มีผู้คนไม่น้อยเหมือนกันที่ผลการทดสอบสามด่านออกมาไม่ดีเท่าใดนักแต่ในการทดสอบซ้ำกลับทำผลงานได้อย่างโดดเด่นทำให้เลื่อนฐานะขึ้นได้อย่างก้าวะโ
ยิ่งกว่านั้น ว่ากันว่าลูกศิษย์ที่ถูกขนานนามว่าเป็ศิษย์สายในอันดับหนึ่งของนิกายแสวงมรรคในตอนนี้ฟางอวี่เซวียน ในอดีตก็เป็เพราะสามารถยกระดับขึ้นได้รวดเดียวสี่ขั้นอีกทั้งยังแสดงฝีมือการต่อสู้อันร้ายกาจออกมาให้เห็นในการประลองด้วยทำให้สามารถเลื่อนขั้นจากศิษย์สายนอกขึ้นเป็ศิษย์สายในได้โดยตรงทั้งยังได้กราบไหว้เป็ศิษย์ของประมุขขุนเขาแห่งขุนเขาหลักก้าวเดียวขึ้น์ประหนึ่งมัจฉาะโประตูั
ในมือเจียงอวิ๋นมีแสงลี้ลับสว่างขึ้นก้อนหินสีดำได้กลับไปซ่อนในตันเถียนอีกครั้ง จนเมื่อเขาผลักประตูเดินออกไปแล้วตงฟางโป๋ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหน้าเขาอย่างยิ้มแย้ม “น้องเจียง ตื่นเต้นไหม?”
เจียงอวิ๋นเองก็เผยรอยยิ้มออกมาเช่นกัน“ไม่ตื่นเต้น!”
แม้จะอยู่ในนิกายแสวงมรรคเพียงครึ่งปีแต่เพราะได้รับการชี้แนะจากศิษย์พี่ใหญ่ที่ความรู้กว้างขวางลึกซึ้งอย่างตงฟางโป๋และศิษย์พี่หญิงสองผู้เชี่ยวชาญในวิชาอาคมรวมกับความสามารถในการเรียนรู้ของตัวเขาเอง และหนังสือจำนวนมากในหอซ่อนคัมภีร์เจียงอวิ๋นในเวลานี้จึงไม่ใช่แค่ลูกศิษย์หน้าใหม่ที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการบำเพ็ญเลยเหมือนในอดีตแล้ว
แท้จริงแล้วตงฟางโป๋ก็แค่เอ่ยถามส่งๆ เท่านั้นด้วยความเร็วในการบำเพ็ญอันสูงล้ำที่สามารถก้าวขึ้นสู่ระดับเบิกปราณขั้นสามได้ในเวลาเพียงหนึ่งชั่วยามครึ่งและการที่สามารถทำร้ายเสือตัวนั้นได้ในดัชนีเดียวแล้วก็ทำให้เขาไม่กังวลเกี่ยวกับการทดสอบซ้ำของเจียงอวิ๋นเลยแม้แต่น้อยถึงแม้ว่าเขาจะมองระดับบำเพ็ญของเจียงอวิ๋นตอนนี้ไม่ออกก็ตาม
“จริงสิ วิชาอาคมที่เ้า้าศิษย์พี่หญิงสองของเ้าได้สอนเ้าแล้วหรือยัง?”
“สอนแล้ว!”
ก่อนหน้านี้ไม่นานเจียงอวิ๋นได้ขอเรียนรู้วิชาอาคมที่สามารถปิดบังระดับการบำเพ็ญของตัวเองได้จากศิษย์พี่หญิงสองเพื่อที่จะซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้บางส่วนในการทดสอบซ้ำ
แม้ว่าทุกคนล้วนอยากสร้างชื่อในการทดสอบซ้ำทว่าเจียงอวิ๋นกลับ้าตรงกันข้าม เขายอมอยู่บนเทือกเขาซ่อนคอยติดตามตงฟางโป๋และศิษย์พี่หญิงสองต่อไปมากกว่าการเป็ลูกศิษย์ของแสวงมรรคห้ายอด
อีกทั้งความเร็วในการบำเพ็ญของเขาก็สูงกว่าคนอื่นๆมากเกินไปจริงๆ ทันทีที่ถูกพูดออกไป สำหรับเขาแล้วมันก็ใช่ว่าจะเป็เื่ดี ทั้งยังอาจนำมาซึ่งปัญหาที่ไม่จำเป็อีกด้วย ดังนั้นเป้าหมายที่เขา้าในการทดสอบซ้ำครั้งนี้จึงมีเพียงแค่การสอบผ่านเท่านั้น!
ตงฟางโป๋ยื่นมือออกมาตบบ่าเจียงอวิ๋น“เช่นนั้นก็ดี ข้ามีธุระเล็กน้อย ต้องออกไปสักพัก อย่างเร็วหลายวันอย่างช้าอาจจะครึ่งเดือนจึงจะกลับมาได้วันนี้ข้าคงไม่ไปทดสอบซ้ำเป็เพื่อนเ้าแล้ว!”
“เข้าใจแล้ว!”
ตงฟางโป๋พยักหน้าให้เจียงอวิ๋นจากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อ ด้านล่างเขาพลันมีใบไม้สีเขียวครามปรากฏขึ้นหนึ่งใบเมื่อต้องลมก็ขยาย พริบตาเดียวก็ยาวราวจ้างกว่า
ต่อจากนั้นใบไม้ก็เปล่งแสงสว่างวาบออกมา ก่อนจะพาตงฟางโป๋พุ่งทะยานขึ้นฟ้าไปโดยพลันเพียงครู่เดียวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
แม้เจียงอวิ๋นจะค่อนข้างสนิทใกล้ชิดกับตงฟางโป๋แล้วทว่าเขากลับไม่เคยถามระดับบำเพ็ญของตงฟางโป๋เลยและไม่เคยเห็นอีกฝ่ายใช้วิชาอาคมใดๆ ออกมาเลยด้วย
วันนี้ เขาเพิ่งเคยเห็นเป็ครั้งแรก!
ทว่าเจียงอวิ๋นก็ก้ไม่ได้ใมากมายอะไรนักในความคิดเขา ตงฟางโป๋กับศิษย์พี่หญิงสองอย่างต่ำๆ ก็น่าจะระดับธรณีมงคลแล้วเช่นนั้นการจะใช้ใช้ศาสตราท่องเวหาได้ก็มิใช่เื่แปลกแต่อย่างใด
หลังจากเงาร่างของตงฟางโป๋หายลับไปไกลแล้วเจียงอวิ๋นก็ครุ่นคิดอีกเื่หนึ่งแทน เมื่อครู่นี้ ด้วยการรับรู้อันเฉียบคม เขาสังเกตเห็นว่าในส่วนลึกของแววตาตงฟางโป๋มีความตึงเครียดซ่อนอยู่เสี้ยวหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด!
“ศิษย์พี่ใหญ่ประสบปัญหาอันใดเข้าหรือเปล่า?”
แม้ในใจของเจียงอวิ๋นจะเกิดความสงสัยขึ้นมาเล็กน้อยแต่ในเมื่อศิษย์พี่ใหญ่ไม่เอ่ยปาก เขาก็เกรงใจจะเอ่ยถาม ยิ่งกว่านั้นหากมีปัญหาที่แม้แต่ศิษย์พี่ใหญ่ก็จัดการไม่ได้อยู่จริงละก็เกรงว่าเขาคงยิ่งช่วยอะไรไม่ได้เข้าไปใหญ่
แต่เจียงอวิ๋นก็ยังเป็ห่วงอยู่ดีจึงมุ่งหน้าไปยังน้ำตกเพื่อจะแจ้งเื่ให้ศิษย์พี่หญิงสองรับรู้ แต่เมื่อเขาไปถึงก็พบว่าศิษย์พี่หญิงสองเองก็หายตัวไปแล้วเช่นกัน
เื่นี้ทำให้เขารู้สึกได้ว่ายอดเขาซ่อนจะต้องมีเื่อะไรเกิดขึ้นเป็แน่ทว่าเื่ที่ทำให้ทั้งศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่หญิงสองต้องหายตัวไปพร้อมกันได้เกรงว่าคงจะเกี่ยวข้องกับประมุขยอดเขาซ่อนหรือศิษย์พี่สาม
สองคนนี้ จนบัดนี้ก็ยังไม่เคยปรากฏตัวขึ้นเลย!
หลังจากยืนใคร่ครวญอยู่หน้าน้ำตกครู่หนึ่งในที่สุดเจียงอวิ๋นก็หันหลัง เดินลงจากยอดเขาซ่อนไป
ไม่ว่าพวกศิษย์พี่ใหญ่จะพบเจอเื่ราวใดเขาก็ไม่อาจช่วยเหลือใดๆ ได้เลยดังนั้นเอาไว้มีโอกาสค่อยลองถามดูคราวหลังแล้วกันว่ามีเื่อะไรที่เขาสามารถช่วยเหลือได้บ้างส่วนตอนนี้เขาไปทำการทดสอบซ้ำให้ผ่านก่อนจะดีกว่า