2 | คุณพรหมลิขิต...งั้นเหรอ
‘เฮ้ย ลูกไม้!’ ธัชชัยในชุดนิสิตผูกเนกไทเดินอาด ๆ เข้ามาในห้องอเนกประสงค์ มีกลุ่มเพื่อนนิสิตล้อมโต๊ะติวหนังสือกันอยู่ เขาปลดกระเป๋าสะพายใบโตวางลงบนเก้าอี้ ‘แกติวไบโอให้ฉันหน่อยสิ’
เพลงพนัสเงยหน้าจากหนังสือ ดึงอมยิ้มออกจากปากดังจ๊วบ ‘เอ๊ะ ไอ้นี่ คนเขาอ่านฟิสิกส์กันอยู่ ไม่เห็นหรือไง’
‘น่า...แกติวให้ฉันก่อน ฉันมีสอบพรุ่งนี้ ยังไม่ได้อ่านสักกะตัว’
หญิงสาวค้อนตาแทบกลับ ‘แกสอบ แล้วฉันไม่สอบหรือไง มันก็สอบพร้อมกันทั้งคณะนั่นแหละวะ’
‘ก็นั่นน่ะสิ พรุ่งนี้สอบไบโอ แล้วแกจะรีบอ่านฟิสิกส์ทำป๊ะอะไรวะ สอบตั้งวันศุกร์’
‘ก็ฉันไม่ถนัดฟิสิกส์นี่ เลยต้องอ่านเยอะกว่าวิชาอื่น แกเก่งฟิสิกส์ก็พูดได้สิ’
‘เออ ๆ เดี๋ยวฉันติวฟิสิกส์ให้ แต่ตอนนี้ขอไบโอก่อนเถอะนะ’ ตอนแรกทำเสียงเหมือนรำคาญ แต่ท้ายประโยคนั้นแทบกราบกรานกันเลยทีเดียว
เพลงพนัสทำท่าถอนใจแรง ๆ แล้วชี้มือไปยังเก้าอี้ตัวหลังสุดซึ่งทุกคนวางกระเป๋ากองรวมกันไว้
‘แกเอาชีตสรุปวิชาไบโอในกระเป๋าฉันให้หน่อย อยู่ช่องหลัง ๆ น่ะ’
ธัชชัยทำตามอย่างว่าง่าย และทุกอย่างคงเป็ไปอย่างราบรื่นหากนายเพื่อนรักไม่พูดอะไรพิลึก ๆ ออกมา
‘เฮ้...นี่มันกระดาษอะไรน่ะ คุณพรหมลิขิตของลูกไม้...ข้อหนึ่ง สูง สมาร์ต หน้าตาหล่อถูกใจ หุ่นนักกีฬาฟิตเปรี๊ยะ’
เท่านั้นละ เพลงพนัสตาเหลือก หันขวับไปมอง เพื่อน ๆ ที่อ่านหนังสือร่วมโต๊ะก็ไม่ต่าง พริบตาเดียวหญิงสาวเ้าของกระดาษก็โจนพรวดถึงตัวธัชชัย
‘ข้อสอง เป็วิศวกร...’
‘ไอ้ธัช เอาคืนมานะ’
หญิงสาวไม่อาจส่งเสียงดังได้เพราะเป็ห้องสาธารณะซึ่งนิสิตกลุ่มอื่น ๆ กำลังตั้งใจติวหนังสือกันอยู่ ธัชชัยไม่ยอมคืนให้จนกว่าเธอจะยอมบอกว่ากระดาษแผ่นนี้คืออะไรกันแน่ สุดท้ายหญิงสาวก็ต้องยอมเปิดปากเล่า
‘รุ้งเคยบอกฉันว่า คนเราควรตั้งเป้าหมายในชีวิตให้ชัดเจน เื่ความรักก็เหมือนกัน ให้ตั้งสเปกไว้เลยว่าอยากได้คู่ชีวิตแบบไหน ลงรายละเอียดให้มากที่สุด เขียนเก็บไว้อ่านบ่อย ๆ จนรู้สึกเหมือนว่าเขามีตัวตนจริง ๆ แล้ววันหนึ่งเราก็จะได้เจอกัน’ หญิงสาวพูดไปก็บิดชายเสื้อนิสิตที่ปล่อยออกนอกขอบเอวกระโปรงไป
‘แกก็เลยเขียนสเปกชายในฝันของแกไว้เต็มหน้ากระดาษ ตั้งร้อยห้าสิบข้อ งั้นสิ’
‘ใช่แล้ว’ เธอตอบรับเสียงอ่อนเสียงหวาน ‘ไม่ได้เขียนเฉย ๆ นะ ฉันตั้งชื่อด้วยว่าคุณพรหมลิขิต ความจริงเขียนไว้ั้แ่ ม. 6 แล้วละ พกติดกระเป๋าไว้ตลอดแทนเครื่องรางความรักที่เขาฮิตกันที่ญี่ปุ่น น่ารักใช่ไหมล่ะ’
‘น่ารัก’ ธัชชัยพ่นลมออกทางจมูก ‘น่ารักก็บ้าแล้ว เพ้อเจ้อสุด ๆ ต่างหาก’
เพลงพนัสคว้ากระดาษคืนฉับ ‘เออ ไม่เชื่อก็ไม่ต้องเชื่อ แล้วอย่ามาบ่นทีหลังก็แล้วกันว่าได้แฟนไม่ตรงสเปก โอมเพี้ยง...ขอให้แกได้เมียตรงข้ามกับที่แกชอบทุกอย่าง ชอบขาวขอให้ได้ดำ ชอบเอกซ์ ๆ ขอให้ได้ไม้กระดาน สาธุ’
‘ไม่กลัวโว้ย แล้วฉันจะคอยดูหนังหน้านายพรหมลิขิตของแกว่าจะได้ครบเป๊ะทั้งร้อยห้าสิบข้อหรือเปล่า หรือว่าแกจะได้ขึ้นคานก่อนกันแน่ เพราะมัวแต่เลือกมาก’
เพลงพนัสเชิดหน้าใส่ ‘เื่ของฉันน่า ไม่เชื่อก็อย่าเชื่อ ใคร ๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้น เชอะ!’
คุณพรหมลิขิตงั้นเหรอ...
ภาพในวันวานสมัยยังเป็นิสิตวัยใสช่างน่าเอ็นดูจนเธออมยิ้ม นายธัชชัยจอมแสบในวันนั้นก็ไม่ได้ต่างไปจากเดิมเท่าใดนัก ตอนนี้เขากำลังนั่งโซ้ยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ข้าง ๆ
“แล้วไงวะธัช สรุปว่าแกก็แอบไปนั่งเขียนสเปกสาวในฝันบ้างงั้นสิ”
“ก็ไม่เชิง” เขาตอบ ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ “ฉันแค่ชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นว่าชอบผู้หญิงแบบไหน แล้วมองหาแต่แบบนั้น จริง ๆ แล้วมันเป็หลักทางจิตวิทยาว่า เราจะมองเห็นในสิ่งที่เรามองหา ดังนั้นถ้าชัดเจนว่า้าอะไร เดี๋ยวตามันก็จะเห็นเองแหละ ไม่ใช่ว่าจะได้ตามที่เขียนขอ แบบนั้นมันเรียกว่างมงาย”
“อะโด่เอ๊ย...ไม่ต้องมาว่าเลย ถึงจะคนละวิธีกันแต่หลักการก็เหมือนกันนั่นแหละวะ แหม...มาว่าเราเพ้อเจ้อบ้างละ งมงายบ้างละ สุดท้ายตัวเองก็ทำ ถุย!”
ชายหนุ่มกระแอมนิดหนึ่ง ไม่รู้ว่าที่ติดคอนั่นคือบะหมี่หรือน้ำลาย
“ว่าแต่แกเหอะลูกไม้ ไหนว่าต้องคุณพรหมลิขิตเท่านั้นไง ดูแฟนแกแต่ละคนสิ คัดสรรมาดี ๆ ทั้งนั้น”
แน่นอน นายนี่มันประชด แฟนเก่าสองสามคนที่ผ่านมาในชีวิตไม่เฉียดใกล้ความเป็คุณพรหมลิขิตเลยสักนิด ทั้งยังคบกันแค่่สั้น ๆ ไม่กี่เดือนด้วยซ้ำ เลิกกันเพราะฝ่ายชายคบซ้อนบ้าง เปลี่ยนไปเพราะหมดความสนใจกันแล้วบ้าง จนเธอเบื่อหน่ายที่จะมีความรักอีกแล้ว จึงเป็เหตุให้หญิงสาวเลือกทำงานเป็นักกีฏวิทยาอยู่ในป่าเขาภูมิลำเนาของตนเองหลังจากเรียนจบมา ในเมื่อผู้ชายดี ๆ มันหาไม่ได้ ก็ขออยู่กับเ้าแมลงตัวน้อยน่ารักยังจะดีซะกว่า
“เพราะฉันเชื่อแกไง ที่บอกว่าเขียนสเปกแบบนี้มันเพ้อเจ้อ ให้ลองเปิดใจให้คนจริง ๆ ไม่ใช่คนในกระดาษ ฉันก็ทำตามที่แกบอกแล้วไง จะมาว่าอะไรอีกล่ะ”
ธัชชัยคีบบะหมี่ค้าง “เฮ้ย สรุปเราสองคนสลับกันเหรอวะเนี่ย”
หญิงสาวพ่นลมหายใจ “ช่างมันเถอะ เอาเป็ว่าฉันจะหาสาวน่ารัก ๆ มานำเสนอแก จะได้หายเป็บ้าเพราะผู้หญิงคนเดียวที่เขาไม่เอาแกซะที”
แล้วเพลงพนัสก็กลับมาสนใจหน้าจอที่ยังเปิดค้างอยู่บนตักต่อ มีสาวสวยน่ารักละลานตาไปหมด แต่ผ่านไปคนแล้วคนเล่านายธัชชัยก็ยังไม่ถูกใจ
ทันใดนั้นเอง นิ้วมือของเธอก็เลื่อนไปเจอหนุ่มโสดคนหนึ่งในชุดกีฬาขาวสะอาด คาดสายคาดเอวสีน้ำตาลปลายดำ ในมือชูเหรียญรางวัลสีทองซึ่งมีสายคล้องอยู่กับลำคอ ใบหน้าซึ่งมีคราบเหงื่อบาง ๆ นั้นช่างดูแจ่มใส ั์ตาสีน้ำตาลเข้มเป็ประกายเจิดจรัส ราวกับรวมดาวระยิบระยับทั้งผืนฟ้ามาไว้ในดวงตา
เพลงพนัสไม่อาจเลื่อนผ่านไปได้เหมือนอย่างที่ข้ามผ่านหนุ่มโสดคนอื่น ๆ วินาทีที่ได้สบตากับชายในจอคอมพ์ ก็เหมือนนิ้วมือจะเป็อัมพาตไปชั่วขณะ
เธอคลิกเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมก็พบรูปถ่ายของชายผู้นี้อีกหลายรูป พร้อมทั้งคำบรรยายพอสังเขป หญิงสาวเบิกตากว้าง ทุกตัวหนังสือที่เคลื่อนผ่านเข้ามาในสายตาราวกับจะเรียงคิวกันมาเคาะหัวใจให้ดังเป็จังหวะตึ้กตั้ก สมองประมวลผลเปรียบเทียบข้อมูลใหม่กับข้อมูลดั้งเดิมั้แ่สมัยเป็เด็กสาวอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ดูจะทำงานทรงประสิทธิภาพยิ่งกว่าประสาทััส่วนอื่นก็คือ สัญชาตญาณ
เพลงพนัสรู้สึกถูกชะตากับชายผู้นี้อย่างบอกไม่ถูก ยิ่งดูรูปก็ยิ่งตื่นเต้น ยิ่งอ่านประวัติก็ยิ่งแน่ใจ และบัดนี้ หัวใจของเธอซึ่งเคยเฉยชาและแห้งผากมาตลอดกำลังสั่นระรัวราวกับลั่นระฆังเฉลิมฉลอง
“แก...ฉันเจอว่ะ” เสียงของเธอเบาหวิวขณะลอดพ้นริมฝีปาก
“เจอคนรู้จักหรือไง ทำไมต้องทำเสียงต่ำ ๆ ด้วยวะ หลอนชะมัด”
“ไม่ใช่ ฉันเจอ...”
“ว่าไงนะ ฟังไม่รู้เื่เลย สรุปว่าเจอใคร”
เพลงพนัสไม่ได้หันไปมองเพื่อนหนุ่มแม้แต่ปลายหางตา ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ เธอยังไม่อาจละสายตาไปจากสิ่งที่เห็น
“ฉันเจอจริง ๆ ว่ะแก มาดูนี่เร็ว”
เธอเอ่ยเสียงแ่เบา ราวกับกลัวว่าหากสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเป็เพียงความฝันแล้ว การพูดเสียงดังจะทำให้ม่านหมอกแห่งความฝันนี้สลายไปเสียได้
ธัชชัยเอ่ยน้ำเสียงรำคาญ “เจอสาวน่ารักใช่ไหม บอกแล้วไงว่าไม่เอา ยังไม่เปิดใจให้ใครทั้งนั้นแหละ”
“ไม่ใช่...” เพลงพนัสตอบเสียงสั่นเครือ “ฉันเจอ...ฉันเจอ ‘คุณพรหมลิขิต’ แล้วจริง ๆ”
***ลง 60% ของเื่ หลังจากนั้นจะเปิดพรีออเดอร์เล่ม+อีบุ๊กค่ะ ขอให้อ่านอย่างมีความสุขนะคะ***
มีเขียนใบสเปกซะด้วย เห็นไหมบอกแล้วว่าชายในฝันจริง จริ๊ง ฮ่าาา ใครเคยเขียนใบสเปกบ้างคะ เล่าให้ฟังบ้างนะ ไรต์เองก็เคยเขียนด้วยแหละบอกเลย แฮร่