บทที่19นักล่าสัตว์อสูรตระกูลจ้าว
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งเดือนตอนนี้ภายเมืองตงเฟิงสงบเรียบร้อยตระกูลชั้นหนึ่งที่ปกครองคือตระกูลจ้าวส่วนอีกสามตระกูลต่างยอมสยบภายใต้ตระกูลจ้าวจึงไม่มีการกระทบกระทั่งสร้างความวุ่นวายให้กับเมืองตงเฟิงอีกแล้ว
ตระกูลจ้าวก็ถูกจัดการเป็ที่เรียบร้อยโดยจ้าวิลู่ผู้ซึ่งตอนนี้สามารถบรรลุถึงระดับจอมยุทธ์ขั้นสองแล้วและกำลังทะลวงขั้นต่ออีกอย่างรวดเร็วซึ่งเป็ผลจากคัมภีร์ที่ได้รับจากจ้าวเฟยหลงขณะนี้ตระกูลจ้าวนับได้ว่าทรงพลังอำนาจที่สุดในเมืองตงเฟิงแล้ว
แม้ว่าสถานการณ์จะเรียบร้อยดีแต่จ้าวเฟยหลงก็ยังไม่พอใจเท่าใดนักเขา้าให้ตระกูลแข็งแกร่งกว่านี้เมื่อนึกถึงวิธีที่จะพัฒนาตระกูลให้แข็งแกร่งขึ้นทำให้เขาคิดถึงเื่ราวที่อยู่บนเทือกเขาัเร้นอีกครั้ง
ทำให้ใบหน้าอันหล่อเหลาเกิดยิ้มที่มุมปากแต่ไม่นานก็หายไป เขารีบเดินไปหาจ้าวิลู่พ่อของเขาทันที
“ท่านพ่อลูกอยากก่อตั้งหน่วยล่าสัตว์อสูร”
จ้าวิลู่ที่กำลังนั่งดื่มชาอยู่ที่ห้องโถง มองดูจ้าวเฟยหลง
“มันคืออะไรหรือลูกเล่าให้พ่อฟังละเอียดกว่านี้หน่อยซิ”
“เรียนท่านพ่อทุกๆเมืองที่ติดกับป่าที่มีสัตว์อสูรอาศัยอยู่ จะมีกลุ่มนักล่าสัตว์อสูรเกิดขึ้นพวกเขาออกล่าสัตว์อสูรมาขายสร้างรายได้เป็กอบเป็กำบางกลุ่มก็ร่ำรวยจนกลายเป็ขั้วอำนาจขนาดใหญ่ที่ใครก็ไม่สามารถมองข้ามได้”
“แต่ที่เมืองของเราไม่เคยมีการก่อตั้งหน่วยล่าสัตว์อสูรมาก่อนเพราะผู้ฝึกยุทธ์ในเมืองตงเฟิงยังไม่ค่อยแข็งแกร่งเท่าใดแต่ตอนนี้ข้ามั่นใจว่าสามารถก่อตั้งหน่วยล่าสัตว์อสูรขึ้นมาได้แล้วนอกจากจะเป็การหารายได้ของตระกูลเราแล้วนักล่าในหน่วยก็จะกลายเป็กำลังรบที่ยอดเยี่ยมของตระกูลเรานับเป็การฝึกฝนกองกำลังของเราไปในตัวด้วย”
“อืม!! เช่นนั้นก็แล้วแต่ลูกเถอะพ่อเชื่อว่าเ้าจะนำพาความสำเร็จมาสู่ตระกูลจ้าวของเราอย่างแน่นอน”
“ขอบคุณท่านพ่อที่สนับสนุน”
จ้าวเฟยหลงเดินกลับออกมาด้วยอารมณ์ดีด้วยแผนการนี้ตระกูลจ้าวจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะหากฝึกฝนแต่ไม่เคยปฏิบัติจริงการฝึกนั้นก็จะก้าวหน้าได้ลำบากตรงกันข้ามหากสามารถมีประสบการณ์ในระหว่างฝึกฝนก็จะทำให้พัฒนาได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
จ้าวเฟยหลงเดินไปที่ลานฝึกของตระกูลตอนนี้ที่ลานฝึกมีลูกหลานตระกูลจ้าวฝึกอยู่ราวสามสิบคนมีั้แ่สิบปีไปจนถึงยี่สิบห้าปีกำลังฝึกอยู่อย่างเอาจริงเอาจังตอนนี้พวกเขามีเป้าหมายแล้วก็คือการเดินตามรอยคุณชายใหญ่จ้าวเฟยหลง
ชายหนุ่มผู้สร้างประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ของเมืองตงเฟิง นับเป็ความภาคภูมิใจที่ได้เป็ลูกหลานตระกูลจ้าว
เมื่อจ้าวเฟยหลงมาถึงลานฝึกผู้คนในลานฝึกต่างพากันหยุดการฝึกและประสานมือคารวะ
“คำนับคุณชายใหญ่”
เสียงดังสนั่นลานฝึกทำเอาตัวจ้าวเฟยหลงเองก็ต้องรู้สึกแปลกใจครั้งก่อนที่มาบรรยายกาศก็ไม่ได้เร่าร้อนเพียงนี้
“ทุกคนตามสบาย” จ้าวเฟยหลงพูดขึ้น
“ขอบคุณ คุณชายใหญ่” บรรดาลูกหลานตระกูลเ้าที่อยู่ลานฝึกรับคำเสียงดัง
“พวกเ้าหลายคนพัฒนาไปมากนี่ทำให้ข้ารู้สึกพอใจอย่างมาก แต่ข้าคิดว่ามันยังขาดอยู่อย่างหนึ่ง” จ้าวเฟยหลงกล่าวเสียงดังไปทั่วลาน
“คุณชายใหญ่ โปรดชี้แนะพวกเราด้วย”
ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปี ตอนนี้อยู่ในระดับนักยุทธ์ขั้นเก้านับเป็เพชรเม็ดงามของตระกูลจ้าวคนหนึ่ง รวบรวมความกล้าถามขึ้น เขาคนนี้มีชื่อว่าจ้าวอี้
“ประสบการณ์ในการต่อสู้จริงไงละ” จ้าวเฟยหลงตอบ
“ตอนนี้ข้ากำลัง้าคนที่อยากจะพัฒนาตนเองไปทำภารกิจที่เสี่ยงตายกับข้ามีใครสนใจหรือไม่”
สิ้นเสียงของจ้าวเฟยหลงก็เกิดการพูดคุยกันขึ้นหลายคนก็แสดงความสนใจแต่อีกส่วนหนึ่งยังมีความไม่มั่นใจเพราะนี่คือภารกิจที่อาจเอาชีวิตไปทิ้ง
“ข้าขอติดตามคุณชายใหญ่ไม่กลัวอันตราย”
จ้าวอี้ ส่งสายตาที่จริงจังมาทางจ้าวเฟยหลงที่จริงแล้วจ้าวเฟยหลงก็คาดหวังในตัวของ จ้าวอี้เช่นกันจึงเป็เื่ที่น่าพอใจยิ่งนัก
“ข้าแม้ยังอ่อนด้อยแต่ก็ขอติดตามคุณชายใหญ่จนตัวตาย”
จ้าวเข่อซิง สาวงามคนหนึ่งของตระกูลจ้าว อยู่ในระดับนักยุทธ์ขั้นเก้าเช่นกันแสดงความ้าออกมา
“ข้าขอติดตามคุณชายใหญ่ไม่เกรงความตาย”
จ้าวหลี่จวิน นักยุทธ์ขั้นแปดรูปร่างสูงใหญ่ก็แสดงออกว่า้าทำภารกิจนี้เช่นกัน
“ตัวข้าจะขอติดตามคุณชายใหญ่เพื่อแข็งแกร่งขึ้นให้ได้”
จ้าวจางลี่ สาวน้อยวัยสิบห้าปีแต่ก็อยู่ในระดับนักยุทธ์ขั้นแปดแล้วนับเป็เมล็ดพันธุ์ที่ดีในการฝึกยุทธ์อีกคนของตระกูลเ้า อาสาอีกคนหนึ่ง
จากนั้นมีผู้สนใจอีกห้าคนอาสาติดตามจ้าวเฟยหลงทำภารกิจเสี่ยงตายนี้แม้พวกเขาจะไม่รู้ว่าเป็ภาระกิจแบบใดแต่เมื่อได้โอกาสติดตามชายหนุ่มผู้สร้างประวัติศาสตร์การต่อสู้ของเมืองตงเฟิงได้พวกเขาย่อมไม่พลาดโอกาสนี้แน่นอน
จ้าวเฟยหลงนำพวกของ จ้าวอี้ไปที่คลังแสงของตระกูล มอบชุดนักล่าสัตว์อสูรที่ทำมาจากหนังสัตว์อสูรมีที่พลังป้องกันสูงมอบยุทธภัณฑ์ระดับปราณขั้นต้นให้ตามความถนัด ยันต์ที่ใช้ในการต่อสู้และป้องกันรวมไปถึงของใช้อื่นๆคนละหนึ่งถุงหนังสัตว์อสูร
“ตอนนี้พวกเ้าคือนักล่าสัตว์อสูรรุ่นที่หนึ่งของตระกูลจ้าวแล้ว” จ้าวเฟยหลงสบสายตาทีละคนจนครบ
“รุ่นที่สองจะต้องถูกคัดเลือกอย่างจริงจังพวกเ้าจึงนับได้ว่าโชคดีอย่างยิ่งเพราะหากไม่อาสาทำภารกิจในวันนี้
ต่อไปการเป็สมาชิกของนักล่าสัตว์อสูรตระกูลจ้าวจะยากยิ่ง”
“การที่เข้ามาเป็สมาชิกของนักล่าสัตว์อสูรนั่นย่อมหมายถึงโอกาสที่ไม่อาจหาได้โดยง่าย”
จ้าวอี้และคนอื่นๆต่างตั้งใจฟังจ้าวเฟยหลง ไม่แม้แต่จะกระพริบตา
“พวกเ้าจะได้รับประสบการณ์ในการต่อสู้เอาชีวิตรอดจริงๆนี่เป็สิ่งที่ไม่อาจหาซื้อได้และเป็สิ่งที่จะกระตุ้นการบ่มเพาะได้ดีที่สุดแล้วยังสามารถได้รับส่วนแบ่งจากการล่าสัตว์อสูรด้วย นั่นทำให้พวกเ้าจะไม่ขาดแคลนเงินทองและในบางทียังสามารถโชควาสนาที่พบเจอระหว่างที่พวกเ้าออกล่าสัตว์อสูรได้ด้วย”
ทั้งสิบคนได้ฟังแล้วเกิดความฮึกเหิมมากขึ้นเพราะในตอนแรกพวกเขาต่างก็คาดเดาว่าต้องเป็ภารกิจในการสังหารใครสักคนหรือล้มล้างตระกูลสักตระกูลหนึ่ง
“คุณชายใหญ่ เราจะไปล่าสัตว์อสูรเ่าั้เมื่อใดขอรับ”
จ้าวหลี่จวินถามขึ้น ตอนนี้เขาตื่นเต้นมากอยากสังหารสัตว์อสูรโดยเร็วเพื่อรับรางวัล
“ฮ่าๆๆ!! เ้าคนใจร้อนคงอยากได้รางวัลจากการล่าละซิท่า” จ้าวเข่อซิงกระเซ้าจ้าวหลี่จวิน
“คะ...ใครบอกเ้าข้าแค่อยากทดสอบว่าพลังของข้าเป็อย่างไรบ้างก็เท่านั้น” จ้าวหลี่จวินหน้าเหวอตอบกลับไป
“ฮ่าๆๆ” เสียงหัวเราะของทุกคนดังขึ้นขวัญกำลังใจเปี่ยมล้น
“เตรียมตัวให้พร้อมเราจะออกเดินทางพรุ่งนี้เช้า”จ้าวเฟยหลงสั่งการ
“พวกเราทราบแล้ว”
ทั้งเก้าคนตอบด้วยเสียงอันหนักแน่นสายตามมุ่งมันจ้าวเฟยหลงเองก็รู้สึกพอใจกับกลุ่มนักล่าสัตว์อสูรรุ่นแรกนี้มาก
รุ่งเช้าทั้งเก้าคนออกจากตระกูลจ้าวมุ่งตรงสู่ชายป่าัเร้นระยะนี้มีกลุ่มคนจากต่างถิ่นเข้ามาที่ป่าัเร้นมากขึ้นเพื่อสืบเสาะหาข่าวคราวของเหตุการณ์ประหลาดเมื่อไม่นานมานี้เผื่อจะเป็ช่องทางในการเก็บเกี่ยวโชควาสนาให้แก่ตนเอง
เมื่ออยู่ร่วมกลุ่มกันนานขึ้นจ้าวเฟยหลงสังเกตุทุกคนในกลุ่มเขาพบว่า จ้าวอี้ เป็คนสุขุมมีความเป็ผู้นำจ้าวหลี่จวินเป็คนที่อารมณ์ดี สามารถทำให้คนที่อยู่ใกล้อารมณ์ดีไปด้วย
จ้าวเข่อซิงและจ้าวจางลี่ ทั้งสองเป็สาวน้อยน่ารักรูปร่างอรชรกำลังดี ร่าเริงสดใสการมีพวกนางในกลุ่มทำให้มีชีวิตชีวายิ่งนัก
จ้าวเฟยหลงพาทั้งกลุ่มหลบเลี่ยงผู้คนมุ่งสู่ส่วนลึกของป่าัเร้นเขาไม่้าสร้างจุดเด่น หรือทำให้คนสนใจเพราะหากโดดเด่นเกินไปในป่าย่อมเป็ที่จับตาของทุกกลุ่มซึ่งอาจนำมาซึ่งอันตรายจะปล่อยให้พวกเขาตายก่อนเติบโตไม่ได้
เมื่อมาถึงเขตชายแดนของป่าและเทือกเขาซึ่งนับว่าเป็ส่วนลึกที่สุดของป่าัเร้นแล้วจ้าวเฟยหลงได้สั่งให้พวกเขาเข้าไปพักแรมในถ้ำที่คุ้นเคยแห่งหนึ่งเพื่อเตรียมการออกล่าสัตว์อสูรในวันพรุ่งนี้
ตอนนี้นักล่าทั้งเก้ามีความคุ้นเคยกับจ้าวเฟยหลงมากขึ้นความกดดันก็เริ่มลดน้อยลงทำให้กล้าพูดคุยได้มากขึ้น
พวกเขาพบว่าคุณชายใหญ่จ้าวเฟยหลง แท้จริงแล้วเป็ผู้ที่ไม่เ้ายศเ้าอย่างเป็กันเองต่างกับการต่อสู้ที่ราวกับปีศาจอย่างยิ่งซ้ำยังจิตใจกว้างขวางไม่เอารัดเอาเปรียบจึงทำให้ได้รับการเคารพจากเหล่านักล่าเป็อย่างสูง
จ้าวเฟยหลงแบ่งปันประสบการณ์ในระหว่างอยู่ในเทือกเขาสัตว์อสูรรวมทั้งมอบแผนที่ที่เขาเขียนขึ้นเองให้แก่ทั้งกลุ่มเพื่อให้สะดวกเวลาอยู่ในเทือกเขาัเร้นหลังจากเตรียมการแล้วจึงพากันพักผ่อนเอาแรงรอวันพรุ่งนี้มาถึง
สถานที่แรกที่เขาพากลุ่มนักล่าสัตว์อสูรตระกูลจ้าวออกล่าคือเขตของงูเหลือมเกล็ดทอง จ้าวเฟยหลงมอบหมายหัวหน้ากลุ่มให้กับจ้าวอี้ บัญชาการกลุ่มนักล่านี้ส่วนตัวเข้าเองหายตัวไปในพริบตา ฝากไว้แต่เสียง
“อย่าตายกันเร็วนักละ”
เมื่อทุกคนเห็นว่าถูกทิ้งก็ใทำอะไรไม่ถูกพวกเขาเคยอยู่แต่ในตระกูลไม่เคยออกมาตกระกำลำบากมาก่อน
เป็ จ้าวอี้ ที่ได้สติก่อนใคร
“คุณชายใหญ่ ให้พวกเรามาเป็นักล่าก็จงเป็นักล่าหาก้าพึ่งพาแต่คุณชายใหญ่แล้วเมื่อไรจะสามารถพัฒนาตนเองได้สักที”
ทุกคนต่างได้สติคืนมาเมื่อได้ฟังจ้าวอี้จากนั้นจึงจับคู่กันแบ่งเป็ห้าคู่ออกตามหาร่องรอยของงูเหลือมเกล็ดทอง
ไม่นานเสียงร้องของจ้าวเข่อซิงก็ดังขึ้น
“มันกำลังจะหนีไปแล้ว รีบล้อมมันไว้เร็วเข้า”
จากนั้นการต่อสู้ของสัตว์อสูรขั้นหนึ่งและกลุ่มนักล่าสัตว์อสูรตระกูลจ้าวจึงเริ่มต้นขึ้นสองชั่วยามผ่านไปงูเหลือมเกล็ดทองนอนแน่นิ่งบนพื้น ส่วนกลุ่มนักล่าสัตว์อสูรตระกูลจ้าวทุกคนต่างได้รับาแไปตามๆกัน แต่ว่าพวกเขาหาได้ใส่ใจไม่
ตอนนี้ความดีใจ ภูมิใจเอ่อล้นภายในใจของแต่ละคนพวกเขาสามารถฆ่างูเหลือมเกล็ดทอง ที่สามารถสังหารนักยุทธ์ได้อย่างง่ายดายนอนตายที่พื้นเป็ผลสำเร็จ ทั้งกลุ่มต่างอารมณ์ดีกอดคอร้องเพลงอย่างสนุกสนาน
ทันใดนั้นจ้าวเฟยหลงก็ปรากฏกายต่อหนาพวกเขา
“หากพวกเ้า้าตายแบบไม่รู้ตัวก็จงร้องเพลงดีใจกันต่อไป”
ทั้งกลุ่มพลันเงียบกริบความสนุกสนานหายวับโดยสิ้นเชิง ต่างคนต่างไม่เข้าใจการดีใจต่อผลสำเร็จมันผิดด้วยหรือแต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกไป
“อยู่ในป่าความเงียบคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดเมื่อจัดการสัตว์อสูรลงได้ มันย่อมไม่ใช่สัตว์อสูรอีกต่อไปแต่มันคือสมบัติและมันพร้อมที่จะถูกแย่งชิง หากเจอกับคู่ต่อสู้ที่เอาชนะได้ก็รอดตัวไป แต่หากไม่พวกเ้าอาจจะไม่ได้เสียแค่สมบัติและมันอาจเลวร้ายกว่ามากหากเกิดกับผู้หญิง”
ทุกคนก้มหน้าลงสำนึกผิดไม่คิดเลยว่าแค่เสียงเพลงกับเสียงหัวเราะจะมีพิษภัยขนาดนี้
"เอาละจงดูวิธีการชำแหละร่างของสัตว์อสูรในอนาคตพวกเ้าทุกคนต้องเป็ผู้นำกลุ่มออกล่าและสั่งสอนลูกน้องของพวกเ้า”
ทั้งสิบคนต่างตั้งใจฟังและจดจำการลงมือชำแหละร่างที่ดูง่ายดายยิ่งนักของจ้าวเฟยหลงแต่เมื่อภายหลังเมื่อลงมือทำเองพวกเขาพบว่ามันต้องใช้กำลังมากมายและความชำนาญในขั้นสูงสุดหาก้าทำได้เช่นเดียวกับคุณชายใหญ่
เจ็ดวันผ่านไป
กลุ่มนักล่าสัตว์อสูรตระกูลจ้าวก็ออกมาจากหุบเขาัเร้นเนื้อตัวสกปรกมอมแมมกันทุกคน มีาแเต็มตัว มองไปแล้วเหมือนขอทานกลุ่มใหญ่โผล่ออกมาจากป่าเพื่อมาขอทานอย่างหิวโหย
เมื่อเดินทางกลับมาถึงตระกูลจ้าวผู้นำตระกูลและฮูหยิน ต่างออกมาต้อนรับพวกเขาด้วยสีหน้าที่ภาคภูมิใจทำให้กลุ่มนักล่าสัตว์อสูรปลาบปลื้มยิ่งนักนี่ถือเป็เกียรติอย่างสูงที่ผู้นำตระกูลจะออกมาต้อนรับคนในตระกูลที่หน้าประตูเช่นนี้
“คารวะท่านพ่อ ท่านแม่”จ้าวเฟยหลงประสานมือทำความเคารพ
“คารวะท่านผู้นำและฮูหยิน”ทั้งเก้าคนประสานมือทำความเคารพจ้าวิลู่และฟางเหนียง
จ้าวอี้คำนับหนึ่งครั้งแล้วมองไปทางผู้นำตระกูล
“รายงานท่านผู้นำ กลุ่มนักล่าสัตว์อสูรตระกูลจ้าวออกล่าครั้งแรกใช้เวลาเจ็ดวัน...”
เมื่อรายงานจบลง จ้าวิลู่ตบมือชื่นชมเสียงดัง
“ดี ดีพวกเ้าทำให้ข้าภูมิใจยิ่งนัก ให้รางวัลคนละห้าสิบตำลึงนอกจากนี้พวกเ้ายังสามารถนำร่างสัตว์อสูรเหล่านี้ไปรับรางวัลที่ หอนักล่า ได้”
“เรียนถามท่านผู้นำ หอนักล่า คือที่ใด ผู้น้อยมิเคยรู้จัก” จ้าวอี้ถามขึ้นด้วยความสงสัย
“หอนักล่าคือบ้านของนักล่าสัตว์อสูรตระกูลจ้าวยังไงล่ะ ที่นั่นมีโรงฝึกยุทธ์ โรงนอนโรงอาหาร
โรงอาบน้ำ ของพวกเ้าโดยเฉพาะแล้วยังมีศาลาแลกรางวัลจากร่างสัตว์อสูรที่พวกเ้าล่ามาได้ด้วยไม่ว่าจะเป็เงินทอง วิชายุทธ์ ยุทธภัณฑ์ สมุนไพร เม็ดยา ก็สามารถแลกได้”
เสียงอันหนักแน่นแต่ฟังแล้วสบายใจของจ้าวิลู่ดังกังวาลเข้าไปในโสตประสาทของบรรดานักล่าทุกคน
“นี่...นี่มันดีเกินไปแล้ว!!!ฮ่าๆๆ”
จ้าวหลี่จวินโพล่งออกมาด้วยความตื่นเต้นส่วนสองสาวจ้าวเข่อซิงและจ้าวจางลี่ก็ะโโลดเต้นอย่างร่าเริง จ้าวอี้ก็รู้สึกเหมือนกับว่าเขากำลังจะสำลักความสุขออกมาคำโต
พวกเขาช่างโชคดีจริงๆที่กล้าแสดงตัวติดตามคุณชายใหญ่ในวันนั้นวันนี้ทั้งกลุ่มจึงได้รับผลตอบแทนที่ไม่เคยมีใครได้รับมาก่อนเลยในตระกูลจ้าว
ส่วนคนที่ลังเลในตอนนั้นต่างพากันเสียใจก่นด่าตัวเอง ที่ไม่กล้าติดตามจ้าวเฟยหลงในวันนั้น ตอนนี้จึงต้องมาเสียใจภายหลังภายภาคหน้าหากคิดจะเข้ากลุ่มนักล่าสัตว์อสูรของตระกูลคงจะยากมากขึ้น
อีกหลายวันต่อมา จ้าวเฟยหลงนำกลุ่มนักล่าสัตว์อสูรของตระกูลจ้าวบุกตะลุยขึ้นไปถึงเทือกเขาัเร้นสามารถล่าสัตว์อสูรได้มากมายทั้งสัตว์อสูรระดับหนึ่งาาสัตว์อสูรระดับหนึ่ง แม้กระทั่งสัตว์อสูรระดับสองขั้นต้นก็มี
เมื่อกลุ่มนักล่าสัตว์อสูรของตระกูลรุ่นที่หนึ่งมั่นคงแล้วจึงทำการรับรุ่นสองเพิ่มขึ้นมาและค่อยๆเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย
ทำให้ตระกูลจ้าวมีธุรกิจหลักที่สร้างกำไรมหาศาลเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งธุรกิจคือการค้าสัตว์อสูรนั่นเองเพราะร่างสัตว์อสูรใช้ประโยช์ได้หลายทางทั้งนำมาเสริมการบ่มเพาะ หลอมยุทธภัณฑ์หลอมโอสถ
ด้านความ้ามีสูงไม่ใช่แค่ในเมืองตงเฟิง เมืองข้างเคียงตระกูลจ้าวก็ขยายสาขาเข้าไปทำให้ธุรกิจค้าสัตว์อสูรเฟื่องฟูเป็อย่างมาก