บทที่154โลกหมุนเหวี่ยงคน
กรงเล็บประหนึ่งสุริยันของมู่ผิงเยว่รุดหน้าด้านวิชายุทธ์จนเหนือความคาดหมายแต่ทว่าเมื่อเผชิญกับเคล็ดวิชาอันสูงล้ำแห่งคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์ กรงเล็บประหนึ่งสุริยันก็มิต่างจากพยัคฆ์ที่ต่อต้านราชสีห์แม้ความร้ายกาจของทั้งสองจะใกล้เคียง แต่ศักดิ์ของความเป็นเจ้าแห่งสรรพสัตว์ การสะกดข่มซึ่งฐานะจึงมีให้เห็นอย่างเด่นชัดพลังแฝงกอปรกับความศักดิ์สิทธิ์แลปาฏิหาริย์ในคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์ก็เช่นกัน
นอกจากนางจะมิอาจทลายมุทราขจัดมาร เมื่อต้องเผชิญกับมุทราสะท้านสามภพที่แผ่พุ่งแสงอันศักดิ์สิทธิ์สามสายจากนิ้วชี้กลาง และก้อยของไป๋เหิ่นซิน มู่ผิงเยว่ก็ถึงคราวต้องจบชีวิตแล้ว!
“สตรีนางนี้เหตุใดจึงร้ายกาจนัก!”
มู่ผิงเยว่แม้เผชิญความตายก็ไม่หวาดหวั่นแต่นางเพียงเสียดายที่ต้องมาตายโดยมิได้แก้แค้นแทนบิดา อุตส่าห์ฝึกวิชายุทธ์อย่างยากลำบากอุตส่าห์พานพบความหวังที่จะแก้แค้น แต่พอต้องเผชิญหน้ากับนางจริงๆ ตนในตอนนี้กลับมิอาจเทียบรัศมีแสงสังหารที่เจิดจรัสได้เลย
“โลกามิแบ่งแยก แต่สรรพสิ่งล้วนแบ่งแยกขุนเขาสูงกั้นฟ้า เมฆาสยายคุมนภา อยู่ใต้โลกา สรรพสิ่งล้วนแยกได้!”
เสียงบริกรรมคาถาดังมาจากที่ไกล ประโยคยาวเหยียดเสมือนสัจธรรมแต่ทว่ามันกลับเป็นคาถาบทหนึ่ง
เมื่อเสียงบริกรรมดังก้อง พลังปาฏิหาริย์ก็ลอยมาพร้อมกับเสียงผนึกเป็นม่านปราการป้องกันแบ่งแยกระหว่างมู่ผิงเยว่และไป๋เหิ่นซิน ตัดฟ้าแบ่งสวรรค์ป้องกันมุทราสะท้านสามภพได้พอดี ช่วยชะลอเวลาให้มู่ผิงเยว่ไหวตัวหลบหนีอย่างทันท่วงที
ตูมมมม!!
แม้นวจนะคาถาจะร้ายกาจ ทว่ายังมิอาจหยุดยั้งมุทราสะท้านสามภพผู้บริกรรมคาถาถึงกับมีโลหิตไหลซึมที่มุมปาก กระนั้นก็มิได้ประหวั่น กรงเล็บที่แหลมคมห้าสายได้ผนึกพร้อมกันนั้นเสียงตวาดก็ดังมา
“นังแพศยาที่แท้ก็เป็นเจ้า บัญชีเก่าข้าจะสะสางในตอนนี้!”
ไป๋เหิ่นซินไม่เพียงพบมู่ผิงเยว่ซึ่งเป็นศัตรูที่มิอาจร่วมโลกแต่นางยังได้พานพบโจทก์เก่าอย่างฉินซูหนี่ว์เข้าพอดี วันนี้นับเป็นวันที่โลกเหวี่ยงศัตรูคู่แค้นให้มาหานางอย่างมิได้นัดหมาย
“สวรรค์กลับมิต้องการให้ท่านเหงา เช่นนั้นข้าจะใช้สองชีวิตเซ่นไหว้ต่อท่าน"
ไป๋เหิ่นซินไม่หวั่นเกรงแม้ต้องเผชิญศัตรูเก่าถึงสองนางเพียงคิดว่าจะสะสางบัญชีทั้งหมดในวันนี้ และใช้วิญญาณของคนทั้งสองเซ่นไหว้แก่ฮุ่ยจวิน
ทว่าเพียงกรงเล็บของฉินซูหนี่ว์บรรลุถึงห้ากรงเล็บที่แหลมคมดุจดั่งกระบี่ พร้อมทั้งแผดเผาขึ้นจากพลังลมปราณสามัญนี้กลับทำให้ไป๋เหิ่นซินต้องขมวดคิ้วแม้กรงเล็บของฉินซูหนี่ว์ไร้มหาวิถีวจนะยุทธ์ปกคลุม ทว่าเหตุใดทั้งมู่ผิงเยว่และฉินซูหนี่ว์จึงได้มีเคล็ดวิชากรงเล็บที่เหมือนกันได้
จนกระทั่งฉินซูหนี่ว์กล่าวขึ้นกับมู่ผิงเยว่จึงคลายความสงสัยแก่ไป๋เหิ่นซิน
“ศิษย์น้อง ในเมื่อนางแพศยาต่างก็เป็นศัตรูของพวกเราเช่นนั้นมาร่วมมือกันสังหารนาง!”
วิชากรงเล็บประหนึ่งสุริยัน ใช้ออกคนเดียวนับว่าร้ายกาจแล้วพอเพิ่มพูนอานุภาพด้วยการเสริมประสานกันของคนสองผู้ กลับร้ายกาจยากรับมือยิ่งกว่า อีกทั้งความพิเศษของกรงเล็บนี้มีซ่อนแฝงฉินซูหนี่ว์แม้มิอาจใช้ออกด้วยวจนะยุทธ์ แต่นางกลับปลดปล่อยวิชากรงเล็บนี้ภายใต้วจนะมุทราจึงยิ่งมีความพิสดารทั้งเพิ่มระยะการโจมตีได้ไกลมากยิ่งขึ้น บีบให้ไป๋เหิ่นซินต้องปลดปล่อยมหาวิถีวจนะปัญญาค่ายกลดอกบัวสุริยะผุดขึ้นมาใจกลางการต่อสู้ต้านทานเพลงกรงเล็บและมุทราแห่งกรงเล็บที่แหลมคมร้อนลวกสองสายได้อย่างพอดิบพอดีพร้อมกันนั้นกระบี่สีขาวที่เหน็บข้างเอวก็ลอยละลิ่วออกจากฝัก ผนึกพลังปาฏิหาริย์แห่งวจนะยุทธ์แผ่พุ่งราวหิมะโปรยปราย บีบคั้นกรงเล็บของมู่ผิงเยว่จนถอยร่น ก่อนที่จะม้วนตัวปลดปล่อยมุทราเทพทะลวงมุทรากรงเล็บของฉินซูหนี่ว์จนแตกดับพุ่งทำลายวจนะคาถาที่ฉินซูหนี่ว์รีบบริกรรมออกจนคนลอยละลิ่วกระอักโลหิตพวยพุ่งเป็นรายทางไป๋เหิ่นซินได้แสดงฝีมืออันเหนือปาฏิหาริย์ ผู้มีจุดชีพจรลมปราณพิเศษเปิดถึงสามจุดก็เป็นเช่นนี้
นอกจากจะใช้พลังได้หลายมหาวิถีแห่งวจนะรูปแบบการใช้พลังก็ต่อเนื่องหนุนเสริมราวกับมีคนสามคน ถูกกลุ้มรุมสองจึงมินับว่าเสียเปรียบแสงสังหารแห่งวจนะสมเป็นอัจฉริยะรอบร้อยปีที่ยากพานพบ!
ฉินซูหนี่ว์ล้มกลิ้งหลายตลบค่อยหยุดยั้งในใจนึกตื่นตระหนกถึงความรุดหน้าในมหาวิถีวจนะมุทราของสตรีไร้ใจผู้นี้ ไม่เจอกันช่วงหนึ่งซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวตนก็พัฒนาฝีมือได้เหนือล้ำกว่าเดิมมาก นี่ยังมิอาจชิงเอาชัยจากนางได้ยิ่งได้เห็นว่านางเก่งกาจมากขึ้นเท่าใด ยิ่งทำให้ฉินซูหนี่ว์รู้สึกเครียดแค้นมากเท่านั้นเพราะที่ตรงนั้นสมควรจะเป็นนางที่ยืนอยู่ ชื่อเสียง เกียรติยศ และพลังอำนาจสมควรจะเป็นของนางทว่านางแพศยาผู้นี้กลับตัดหน้าชิงเอาไปจนหมดสิ้น ทำให้นางต้องไร้อนาคต เปรียบดั่งบัวใต้ตมที่ไม่มีวันจะผุดขึ้นมาชูช่อเหนือผิวน้ำได้อีกต่อไป
“เป็นเพราะเจ้านังแพศยา ข้าถึงต้องสูญเสียทุกอย่างข้าจะต้องทวงทุกสิ่งที่ควรจะเป็นของข้าคืนกลับมา!”
ฉินซูหนี่ว์เร่งเร้าพลังไม่คิดหนี แม้ศัตรูตรงหน้าร้ายกาจกว่าเดิมแต่หากสู้หนึ่งต่อสองอย่างไรก็ต้องเหนื่อยล้าแลพลาดท่าบ้าง นางจะทิ้งโอกาสปิดบัญชีแค้นในวันนี้มิได้ความคิดฉินซูหนี่ว์มิต่างจากมู่ผิงเยว่ แม้ถูกบีบด้วยเงากระบี่ที่ราวกับหิมะโปรยปรายมุทราป้องขจัดของนางก็ช่วยต่อต้านเงากระบี่อันแกร่งกร้าวได้ดี ซ้ำยังตอบโต้ด้วยกรงเล็บประหนึ่งสุริยันได้อย่างต่อเนื่อง
วจนะยุทธ์อาศัยพลังทางร่างกายเป็นหลัก ระยะการโจมตียิ่งประชิดยิ่งทรงอานุภาพเช่นนั้นนางจึงไม่เกรงกลัวรัศมีค่ายกลดอกบัวสุริยะที่ผุดขึ้น นางอาศัยพลังวจนะยุทธ์ที่หนุนเสริมด้วยเคล็ดวิชาอันแกร่งกร้าวทำลายค่ายกลพลังปาฏิหาริย์นี้พร้อมส่งกรงเล็บจรดที่อกซ้ายของไป๋เหิ่นซินอย่างต่อเนื่อง
หลังมีฉินซูหนี่ว์หน้ามีกรงเล็บของมู่ผิงเยว่การลงมือของสตรีสองนางแม้เชื่องช้ากว่าตอนแรกเล็กน้อยแต่จังหวะลงตัว การเสริมประสานปิดช่องโหว่จึงรัดกุมหากไม่มีสี่มือ ต่อให้แสงสังหารแห่งวจนะแข็งแกร่งเพียงใดก็ยากที่จะรับพลังการโจมตีทั้งหน้าและหลังอย่างไม่ผิดพลาดได้
ซึ่งความพลิกแพลงของฉินซูหนี่ว์ก็ยิ่งตัดทางถอยของไป๋เหิ่นซินนางไม่เพียงโจมตีด้วยมุทราแห่งกรงเล็บประหนึ่งสุริยัน ทว่านางก็ได้ลอบปลดปล่อยวจนะคาถาไปก่อนแล้ว!
ทุกวาจาที่กล่าวกับไป๋เหิ่นซิน นั่นมิใช่เพียงคำด่าหรือสบทแต่นั่นแฝงด้วยพลังปาฏิหาริย์แห่งวจนะคาถาร่วมด้วย ทุกวาจาจึงยังคงลอยละลิ่วในอากาศรอจนไป๋เหิ่นซินเบนสมาธิมาที่การโจมตีทั้งสอง วจนะคาถานั้นก็ได้มุ่งผนึกกายของไป๋เหิ่นซินแล้ว!
“ข้าฝึกวิชามิได้หวังว่าจะเก่งกาจอย่างเดียวแต่ข้าฝึกเพื่อหวังหาวิธีกำราบเจ้าด้วย เจ้าคงไม่คิดว่าเพียงวาจาสบทด่า กลับเป็นเคล็ดบริกรรมคาถาบทหนึ่งจงลิ้มรสพลังแห่งความเครียดแค้นของข้าซะ!”
เสียงสบทด่าของฉินซูหนี่ว์ที่ผนึกวจนะคาถาอันแก่กล้าค่ายกลดอกบัวสุริยะของไป๋เหิ่นซินได้ถูกกรงเล็บประหนึ่งสุริยันของมู่ผิงเยว่ทำลายไปแล้วด้านหลังยังมีมุทรากรงเล็บประหนึ่งสุริยันของฉินซูหนี่ว์จู่โจมมาอีก ไหนเลยจะมีวจนะคาถาที่ลอยละลิ่วติดตามอย่างเหนือความคาดหมายไป๋เหิ่นซินหมดทางเลี่ยง!
“ตาย!”
มู่ผิงเยว่และฉินซูหนี่ว์คำรามอย่างพร้อมเพรียงต่างคนต่างเหตุผลของความแค้น แต่ทว่าสิ่งเดียวที่มีเหมือนกันนั่นคือ ความต้องการที่จะฆ่าสตรีตรงหน้า
หลากพลังหลายวจนะระเบิดเข้าใส่ร่างของไป๋เหิ่นซินความได้ใจฉายชัดบนใบหน้าของฉินซูหนี่ว์ ในที่สุดศัตรูที่แย่งทุกสิ่งของนางไปก็ถูกนางจัดการลงได้ฉินซูหนี่ว์กำลังกระหยิ่มยิ้มย่อง แต่ใบหน้าของมู่ผิงเยว่ยังคงนิ่งงัน จวบจนกระทั่งรู้สึกถึงพลังเหนี่ยวรั้งกรงเล็บประหนึ่งสุริยันใบหน้าที่นิ่งงันก็แปรเปลี่ยนเป็นความตรึงเครียดขึ้นมาทันที
ท่ามกลางกระแสพลังอันปั่นป่วน ฝุ่นขลิบฝุ่นดินที่ถูกกระแสพลังพัดฟุ้งได้เลือนหายร่างกายที่สมควรจะชะโลมไปด้วยโลหิตของไป๋เหิ่นซินกลับมีเพียงไหล่ซ้ายที่ปรากฏโลหิตชะโลมหย่อมหนึ่งเท่านั้นชุดสีขาวราวหิมะ มีโลหิตผุดขึ้นราวบุปผาท่ามกลางแดนเหมันต์ โลหิตนี้หยาดหยดแต่งแต้มชุดคลุมจนคล้ายพวงบุปผาที่ร่วงโรยพวงหนึ่งสิ่งนี้มิได้ทำให้ความได้ใจของฉินซูหนี่ว์เพิ่มพูน แต่กลับทำให้นางต้องตื่นตระหนกขึ้นทันตา
ใครจะคิดว่าสตรีไร้ใจนางนี้กลับเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนั้นต่อหน้ารูปแบบพลังที่จู่โจมหลายเส้นทาง ต่อหน้าวิกฤติที่คนผู้เดียวยากจะสามารถแก้ได้นางกลับแก้วิกฤติด้วยความทื่อตรงเลือดเย็น นางถึงขนาดใช้ร่างกายรับพลังโจมตีที่ร้ายกาจที่สุดเหนี่ยวรั้งไว้มิให้เกิดการโจมตีต่อเนื่อง ค่อยใช้วจนะมุทาที่แกร่งกร้าวสกัดกั้นพลังที่เหลือ!
ไป๋เหิ่นซินทอดสายตาอันเย็นชามองผ่านนัยน์ตาของมู่ผิงเยว่นางนึกถึงวันที่สตรีชุดดำนางนี้ปักกระบี่ทะลุร่างของฮุ่ยจวิน พร้อมกับทำให้ชายหนุ่มตกลงสู่หุบเหวลึกที่มองไม่เห็นแม้แต่ก้นเบื้องหน้าจึงกำชับข้อมือมิให้กรงเล็บถอนออก รั้งตัวของมู่ผิงเยว่มิให้ขยับ พร้อมกล่าวเสียงอันเย็บเยียบกดลึก
“กรงเล็บนี้ยังเจ็บไม่เทียบเท่ากระบี่นั่น!”
ถูกพลังกรงเล็บปักร่างยังเจ็บไม่เทียบเท่าการเห็นคนที่รักตกตายต่อหน้านี่คือความเจ็บช้ำที่นางได้รับมาโดยตลอดจนกลับกลายเป็นคนไร้หัวใจ วันนี้สตรีตรงหน้าถึงคราวที่จะต้องชดใช้ให้แก่นางแล้ว
โดยมิได้เหลียวมองฉินซูหนี่ว์ ดรรชนีของนางก็วาดออกด้านหลังผนึกเป็นท่ามุทราที่ทรงพลัง มุทราเทพทอแสงอีกคำรบ ฉินซูหนี่ว์เพียงได้แต่บริกรรมคาถารักษาชีวิตคนบาดเจ็บสาหัสถลาถอยไปไกลมิอาจหยัดยืนขึ้นมาอีก
เรื่องของฉินซูหนี่ว์ไว้ทีหลัง ความแค้นที่แท้จริงของไป๋เหิ่นซินคือสตรีตรงหน้าวันนี้ถึงคราวต้องเอาดวงวิญญาณนางเซ่นไหว้แก่ฮุ่ยจวินแล้ว
กระบี่ขาวราวหิมะที่ปักอยู่บนพื้นจึงลอยละลิ่วเข้าสู่มือของนางอีกหนวจนะยุทธ์แผ่พุ่งพลังเต็มที่ จะทะลวงกายายุทธ์ต้องใช้พลังยุทธ์ กระบี่ที่ราวกับหิมะเล่มนี้พลันฝ่ากระแสอากาศทิ่มแทงเข้าใส่จุดตายของมู่ผิงเยว่ทันที
กระบี่นี้มิอาจต้าน พลังกรงเล็บยังถูกเหนี่ยวรั้งอีกทั้งไร้วจนะคาถาของฉินซูหนี่ว์ ครั้งนี้นางต้องตายจริงๆ แล้ว!
กระบี่สีขาวพุ่งทะลวง เสียงกรีดอากาศดังหวีดหวิวเสียดแก้วหูวิญญาณของมู่ผิงเยว่ราวจะหลุดจากร่าง ความตายย่างกรายเพียงตรงหน้า แต่สตรีผมขาวที่เต็มไปด้วยแววความทุกข์ทรมานกลับหาได้หวาดหวั่นนางไม่เพียงไม่กระพริบตา นางยังมองปลายกระบี่ที่แทงมาอย่างไม่เกรงกลัว
ฉึก!
โลหิตสาดกระเซ็นไปตามวิถีของกระบี่ มู่ผิงเยว่เบิกตาอันสับสนกระบี่นั้นกินโลหิตเป็นทาง แต่โลหิตนั้นหาใช่โลหิตของนางไม่ เบื้องหน้าของนางกลับมีร่างในชุดแพรเงินกั้นขวางไว้
ฮุ่ยจวินปรากฏ!
สิ่งนี้แม้แต่ไป๋เหิ่นซินยังรู้สึกเหนือความคาดหมายแต่ดีที่นางมีปฏิกิริยาที่รวดเร็ว กระบี่จึงเบี่ยงวิถีไว้อย่างทันท่วงที ปลายกระบี่จึงเพียงทิ่มแทงไหล่ซ้ายของชายหนุ่มเท่านั้น
“แพทย์ไร้นาม เป็นเจ้าได้อย่างไร"
ก่อนที่นางจะมองไปที่มู่ผิงเยว่
“หรือพวกเจ้าเป็นพวกเดียวกัน"
ฮุ่ยจวินส่ายศีรษะ
“ข้ามิได้เป็นพวกเดียวกันกับนาง”
“เช่นนั้นเหตุใดจึงสอดมือขัดขวางเรื่องบุญคุณความแค้นของผู้อื่น"
ฮุ่ยจวินหันไปมองมู่ผิงเยว่ มันยังจดจำสตรีนางนี้ได้เพราะเวลานับห้าปีที่มันกับนางติดอยู่ในหุบเหวลึกอาจนับเป็นห้วงเวลาอีกเสี้ยวของชีวิตเลยก็ว่าได้พอมันได้เห็นสภาพของมู่ผิงเยว่ในตอนนี้ เห็นผมที่ขาวโพลนทั้งหัวก็อดที่จะสะท้อนใจขึ้นมามิได้นางได้รับความสะเทือนใจสิ่งใดกัน
“แต่นางเคยมีบุญคุณช่วยเหลือข้าครั้งหนึ่งนี่จึงเป็นการทดแทนบุญคุณ"
ได้ยินวาจาของของฮุ่ยจวิน และเมื่อได้พินิจมองฮุ่ยจวินอย่างถ้วนถี่มู่ผิงเยว่ก็จดจำมันขึ้นมาได้ทันที ในแววตาที่สับสนจึงมีแววความยินดีเจือออกมาให้เห็น
“ที่แท้ก็เป็นเจ้า"
ฮุ่ยจวินมองสตรีตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม ก่อนหันไปมองไป๋เหิ่นซินแล้วประสานมือ
“ท่านเองก็นับว่ามีบุญคุณต่อข้า ข้าคงมิอาจทนเห็นผู้มีบุญคุณทั้งสองต้องมาฆ่ากันตรงนี้แม่นางไป๋ท่านจะละเว้นซักวันได้หรือไม่"
เห็นบุรุษตรงหน้าออกตัวแทนมู่ผิงเยว่ ไป๋เหิ่นซินพลันรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเล็กๆ
“เรื่องนี่ไม่เกี่ยวกับคนนอกอย่างเจ้าหากคิดขัดขวาง ข้าก็จะนับเจ้าเป็นศัตรู!”
สิ้นเสียงอันเย็นชา ไป๋เหิ่นซินก็รั้งกระบี่ผนึกพลังยุทธ์อีกครั้งกระบี่ที่ราวกับหิมะลั่นอึงอน ปลายกระบี่มุ่งออกไปหาสตรีผมขาวอย่างไร้ปราณี
สตรีที่ไร้ใจ การลงมือของนางก็ยังไร้ใจ!