บทที่ 4 : ข้าอยากให้เ้าจำข้าได้...
เพี๊ยะ!!~
"อ๊ากกกกก!!~"
"ไม่นะ! ได้โปรด! อย่าเฆี่ยนตีนางเลย!~" (เสียงของชายชราที่หน้าตาอาบไปด้วยน้ำตา)
เสียงร้องของทั้งหงเย่วและหลินหลินดังสลับกันไปมา ตามท่วงท่าของฟงที่กำลังสะบัดแส้หนังกระเบนในมือ โดยทุกๆ หนึ่งครั้งที่สะบัดแส้ออกไป จะตามมาด้วยหนึ่งาแบนตัวของหลินหลินที่ถูกขึงอยู่บนขื่อไม้ พร้อมกับเสียงร้องโหยโหนที่เต็มไปด้วยความเ็ป
หงเย่วนั้นถึงแม้จะมีนิสัยที่เลวร้ายยังไง แต่ว่าเขานั้นก็ยังมีความเป็พ่อไม่น้อยไปกว่าใครไหนๆ เขาพยายามหมอบคลานกับพื้นไปเกาะขาของฟง ร้องอ้อนวอนให้ฟงหยุดเฆี่ยนตีลูกสาวคนเดียวของตนอย่างไม่อายใครหน้าไหน ตอนนี้หัวใจของหงเย่วนั้นเต็มไปด้วยความเ็ปที่เห็นลูกสาวคนเดียวกำลังหลั่งเื
โครมมม!!~
ฟงนั้นได้สะแข้งขาขวาที่หงเย่วเกาะอยู่นั้นออกไปทางทิศที่มีเก้าอี้วางอยู่ ส่งผลให้ร่างของหงเย่วเข้าปะทะกับเก้าอี้ไม้จนเกิดเสียงดังขึ้น และฟงก็หยุดมือลงทันที
"หึ! รู้สึกเป็ยังไงบ้างละที่เกิดเื่แบบนี้กับตัวเ้าเอง?" ฟงกล่าวถามไปทางทิศของหงเย่ว
"ดะ.. ได้โปรด... อะ.. อภัยให้ด้วย ขะ.. ข้าผิดไปแล้ว..." หงเย่วค่อนดันตัวกลับมาขุกเข่าอย่างอยากลำบาก
"อภัย? หากข้าให้อภัยเ้าแล้ว จะรู้ได้อย่างไรว่า ภายหลังเ้าจะไม่ทำเื่ระยำต่ำช้าเยี่ยงนี้อีก?" ฟงกล่าวถามมาด้วยใบหน้านิ่งๆ
"ฮื่อๆๆ ได้โปรด..." เสียงร้องไห้ของหลินหลินดังจากด้านข้าง สภาพของนางในยามนี้ย่ำแย่นัก ดูจากสายตาคนอื่นก็รู้ได้เลยว่าต่อให้นางหายจากอาการาเ็ไปแล้ว ความสะสวยที่มีคงหายตามไปด้วย ทั้งใบหน้า ร่างกาย แขน ขา ของนางเต็มไปด้วยาแลึกที่ดูน่าสยองมาก
"ข้าสัญญา! ข้าสัญญาว่าจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับพวกท่านอีกแล้ว พะ.. เพราะงั้นได้โปรดอภัยให้ด้วย!" หงเย่วะโกล่าวออกมาก่อนจะกดศีรษะของตนติดพื้น
"ขอให้เ้าจำคำพูดนี้ให้ดีแล้วกัน [ซื่อ หงเย่ว] และจงจำไว้ว่า ข้าจะไม่อภัยใดๆ ให้กับเ้าทั้งสิ้น แค่วันนี้ข้าเมตตาไม่เอาชีวิตเ้าก็บุญแค่ไหนแล้ว" ฟงกล่าวจบก็สะบัดมือหนึ่งคราวเพื่อปลดอาคมกักบริเวณของห้องโถงนี้ออก ก่อนจะหันไปมองหลินหลินที่กำลังร้องไห้น้ำตาอาบใบหน้าปนกับเืจากาแ
"เื่แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยหากบิดาของเ้าไม่ทำตนเอง หากอยากจะโทษหรือโกรธแค้นก็จงคิดให้ดีซะว่าผู้ใดสมควรโดนเ้าโกรธแค้นกันแน่ และข้าจะไม่คิดพูดขอโทษเ้าเด็ดขาดแม่นางหลินหลิน"
สิ้นคำกล่าวของฟง เขาก็สะบัดมือปลดโซ่ตรวนทั้งสี่ออกจากหลินหลิน โดยไม่คิดจะเข้าไปรับร่างของนางแม่แต่น้อย ทำให้ร่างของนางยามเป็อิสระจากพันธนาการนั้นล้มกระแทกกับพื้นเข้าอย่างจัง และฟงก็ไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย เขาะโพุ่งทะยานข้ามร่างของนางออกไปทางรู้าของห้องโถงทันที
"ละ.. ลูกหลิน.. ลูกหลิน..." หงเย่วส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างยากลำบากพลางคลานเข้าไปหาร่างของลูกสาวตนอย่างช้าๆ
"ทะ.. ทำไม.. ทำไมเ้าต้องทำอย่างนี้ด้วย..." หลินหลินกล่าวออกด้วยเสียงอ่อนแรงก่อนจะสลบไป
ไม่นานนักก็มีเหล่าคนรับใช้วิ่งเข้ามาดูอาการของเ้าสำนักโอสถ์กับหลินหลิน โดยคนใช้เหล่านี้นั้นไม่ได้มาแค่พวกของเขาเท่านั้น เหล่าคนใช้ได้แจ้งเื่ไปที่ทางการราชสำนักแล้ว และราชสำนักก็ส่งทหารหลวงเข้ามาดูแลอีกด้วย ซึ่งเพียงไม่กี่ก้านธูปร่างของทุกคนที่าเ็ก็ได้รับการรักษาจากหมอหลวงอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าหากไม่มีบุญเก่าของสำนักโอสถ์ พวกนี้ต้องนอนเจ็บอย่างไม่มีใครเหลียวแลแน่นอน
หลังจากเกิดเื่การบุกทำลายสำนักโอสถ์ได้หนึ่งสัปดาห์นั้น ทางองค์ชายเทียนฮู่ ผู้เป็องค์ชายใหญ่แห่งแคว้นเทียนก็ลงตรวจสอบเื่นี้ด้วยตนเอง และก็ได้ทราบเื่ราวทั้งหมดทันทีว่าสำนักโอสถ์นั้นได้ทำการล่วงเกินผู้วิเศษ หรือก็คือครอบครัวของชินนั้นเอง ทำให้องค์ชายเทียนฮู่รู้สึกไม่พอใจกับสำนักโอสถ์เอามากๆ แต่จะให้ออกคำสั่งยุบสำนักเลยก็ไม่ได้ จึงทำได้เพียงริบรอนสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของสำนักโอสถ์ให้ลดเหลือเท่าเพียงสำนักเพียงทั่วๆ ไปเท่านั้น
พอเื่ริบรอนสิทธิประโยชน์ของสำนักโอสถ์มีผล ทุกคนที่เป็คนของสำนักแห่งนี้ก็รับผลกระทบกันไปตามๆ กัน และไม่นานนักสำนักแห่งนี้ก็ค่อยๆ มีคนมาขอลาออกสำนักอย่างต่อเนื่องทุกวัน ทำให้ยามนี้มีคนในสำนักเพียงแค่หนึ่งในห้าส่วนเท่านั้น และแค่นั้นไม่พอ เื่ข่าวของฟงที่ได้รับฉายาว่า "หมอวิเศษ" นั้นไม่ลงมารักษาชาวบ้านอีกเลยนานนับสัปดาห์ ก็สร้างความโกรธแค้นแก่สำนักโอสถ์เพิ่มเข้าไปอีก
ทั้งชื่อเสียง... ทั้งอำนาจ... ทุกอย่างพังทลายไปหมดเพียงแค่เหตุการณ์วันเดียว ตอนนี้ในหัวใจของหงเย่วผู้เป็เ้าสำนักนั้นกำลังร่ำร้องเศร้าโศรกกว่าครั้งใดๆ ในชีวิต ตัวของเขาในยามนี้นั้นสูญเสียแทบจะทุกสิ่งอย่าง ทั้งชื่อเสียง, อำนาจ, และสุดท้ายก็คือความเชื่อใจของลูกสาวเพียงคนเดียวของตน ที่ไม่ออกจากห้องนอนของนางมาเลยนานนับสัปดาห์...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
ทางด้านบ้านของฟง
เมื่อหลิ่งได้กลับมาอยู่ที่บ้านแล้ว เขาก็กลายเป็เด็กเก็บตัวไปโดยปริยาย เขาไปไหนมาไหนได้เต็มที่ก็แค่ในบ้านเท่านั้น ตัวของหลิ่งนั้นไม่มีความกล้าที่จะออกจากบ้านเลย โดยความกลัวฝังใจที่ว่าถูกจับไปเฆี่ยนตีโดยคนไม่ดีนั้นกลายเป็แผลใจที่ยากจะลบเลือนไป
ทั้งชิน, หลินฮัว, และฟงเองต่างรู้สึกเศร้าเสียใจกับอาการที่หลิ่งเป็ แต่ทั้งสามก็ยังช่วยกันประคับประคองคอยให้กำลังใจหลิ่งอยู่ตลอดเวลา ส่วนทางฟงนั้นต้องทำมากกว่านั้นก็คือ การห้ามบิดาของตนไม่ให้ไปทำลายสำนักโอสถ์ เพราะหากบิดาของฟงไปทำอย่างนั้น บทลงโทษที่พวกนั้นกำลังรับเคราะห์อยู่ตามที่ฟงหวังไว้ ก็จะไร้ความหมายทันที
"หลิ่งน้อยได้เวลามื้อเที่ยงแล้ว" ฟงเดินเข้ามาตามน้องชายของตนที่ห้องนอน
"งื่อ... อืม เดี๋ยวข้าตามไปพี่ฟง" หลิ่งตอบด้วยน้ำเสียงที่เบาแลดูไม่ร่าเริง แม้ว่าร่องรอยาแตามกายของเขาจะหายไปหมดแล้วจากการรักษาของฟงก็ตาม แต่จิตใจของหลิ่งนั้นยังไม่มั่นคง
"งั้นพี่ไปก่อนนะ" ฟงกล่าวออกมาก่อนจะหันหลังให้กับห้องของหลิ่ง
ฟงนั้นรู้ได้เลยว่าหลิ่งนั้นกำลังนอนร้องไห้แล้วโทษตนเองอยู่ที่ทำให้ทุกอย่างนั้นเป็อย่างนี้ ใบหน้าของฟงนั้นเต็มไปด้วยความโกรธแค้น และสิ่งที่จะช่วยทำให้ความโกรธแค้นที่มีของเขาลดลงได้ ก็มีแต่ใบหน้าของหงเย่วที่เต็มไปด้วยความทุกข์นั้นเอง
และเมื่อฟงหาที่ระบายอารมณ์ที่มีไม่ได้เขาก็มักจะไปที่บ้านของตระกูลซื่อเสมอ ไปโดยไม่เปิดเผยล่องรอยของตน ไปเพื่อดูหน้าตาที่เต็มไปด้วยความทุกข์ของหงเย่ว และอีกหนึ่งเหตุผลที่ตัวเขาคิดไม่ยอมรับมากที่สุดก็คือการไปดูหลินหลินว่าเป็อย่างไรบ้าง ถึงแม่ปากจะพร่ำบอกไม่สนใจหรือคิดขอโทษ แต่หัวใจของเขากลับเ็ปอย่างบอกไม่ถูก
หลินหลินในยามนี้นั้นกักขังตนเองไว้ในห้องไม่ออกไปไหนมาไหนเฉกเช่นเดียวกับน้องชายของฟง แต่าแทางใจของนางนั้นเหนือกว่าที่น้องชายฟงเป็อยู่มากทีเดียว ใครๆ นั้นต่างก็รู้ว่า นิสัยของหญิงสาวนั้นให้ความสำคัญต่อความสวยงามของร่างกายเพียงใด แต่ทว่าในยามนี้ หน้าตาและร่างกายของหลินหลินนั้นเต็มไปด้วยาแมากมาย ทำให้นางต้องอยู่ในสภาพมีผ้าพันแผลอยู่ทั้งใบหน้า และทั่วทั้งตัวตลอดเวลา อีกทั้งแผลพวกนี้นั้นยังเป็แผลที่ลึกมาก หลังจากหายแล้วก็คงไม่แคล้วเป็แผลเป็แน่นอน
"ฮื่อๆๆ... ทำไมเ้าต้องทำให้ข้าเป็อย่างนี้ด้วยเ้าฟง?" หลินหลินนั่งกอดเขาของตนเองอยู่ที่มุมห้องแล้วร้องห่มร้องไห้ออกมา นางนั้นเป็อย่างนี้มาตลอดนับสัปดาห์
"ลูกหลินนี่พ่อเองนะ" เสียงของหงเย่วดังขึ้นที่ประตูห้องของหลินหลินก่อน จากนั้นเขาก็เดินเข้ามาพร้อมกับถาดอาหาร
"พ่อวางอาหารไว้ตรงนี้นะ อย่างน้อยก็ทานเพื่อให้มีแรงสักหน่อยก็ยังดี" หงเย่วพูดด้วยใบหน้าที่ฝืนยิ้มออกมา ก่อนจะเก็บถาดอาหารเช้าที่แทบจะไม่ลดลงไปเลย
หลินหลินนั้นไม่ได้ตอบอะไร นางนั้นไม่คิดจะพูดกับบิดาของตนอีกเลย ซึ่งมีเหตุผลมาจากสองส่วนคือ หนึ่งการกระทำของบิดาตน กับสองตำพูดของฟงที่ย้ำเตือนผลของการกระทำ และเพราะสองเหตุผลนี้จึงทำให้นางนั้นไม่คิดจะพูดอะไรกับบิดาตนอีกเลย
"ข้าจะอยู่ต่อเพื่ออะไรกัน... ในเมื่อรูปร่างหน้าตาของข้ามันกลายเป็อัปลักษณ์ไปแล้ว ข้าจะความกล้าออกไปโลกภายนอกอีกหรือ? อยู่อย่างนี้มันไม่ต่างกับตายทั้งเป็เลย" หลินหลินคิดในใจก่อนจะติดใจกับคำว่า "ตาย" ที่คิดตนเผลอคิดได้
"นั้นสิ... ให้ข้าไปซะยังจะดีกว่า..." หลินหลินคิดเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปลงกลอนล็อคประตูห้อง กลอนหน้าต่างทุกบาน และจานนั้นนางก็นำพวกผ้าห่มมาผูกไว้ที่ขื่อกลางห้องด้วยการต่อตัวจากเก้าอี้ไม้ โดยปลายผ้านั้นนางทำเป็บ่วงคล้องคอของนางไว้เรียบร้อยแล้ว
"ลาก่อน...."
สิ้นเสียงของหลินหลิน นางก็ไสเท้าดันเก้าอี้ออกทันที ทำให้ตัวของนางนั้นตกลงสู่พื้นตามแรงโน้มถ่วงของโลก แต่ขาของนางนั้นหาได้ถึงพื้นไม่ เพราะ่ของคอนางนั้นกำลังถูกผ้าห่มที่ถูกใช้แทนเชือกนั้นคล้องคอขึงไว้กับขื่อไม้กลางห้อง และไม่นานนักนางก็สลบหมดสติไปเพราะขาดอากาศหายใจ...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
"ฮือ... ห้อง?... ทำไมโลกหลังความตายเหมือนกับห้องของข้า?"
เสียงของหลินหลินที่ตื่นขึ้นอย่างสะลึมสะลือนางหนึ่งกล่าวอย่างสงสัยหลังจากนางได้ตื่นขึ้น และภาพที่นางเห็นก็คือเพดานห้องที่คุ้นเคย จากนั้นนางก็เบนสายตามองไปที่กลางห้องตรงจุดที่นางใช้แขวนคอของตนก็ไม่พบเจอผ้าห่มที่ผูกไว้
"หรือว่าข้าเพียงแค่ฝันไป?" หลินหลินกล่าวออกมาอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ ขยับตัวของนางแล้วนั่งพิงหัวเตียง
"ไม่สิ.. คอของข้าเจ็บ... ข้าไม่ได้ฝันไป แต่ทำไมข้าถึงไม่ตายกันละ?" หลินหลินกล่าวอย่างสงสัยอีกครั้งพร้อมกับเอามือลูบบริเวณคอของนางที่มีอาการปวดอยู่
"เพราะข้ายังไม่้าไงละ" ?
อยู่ๆ ก็มีเสียงของเด็กหนุ่มที่หลินหลินนั้นคุ้นหูดังเเว้วเข้าหูของนางในระยะใกล้ๆ แต่หลินหลินก็พยายามมองหาต้นตอของเสียงดูแล้วแต่ก็ไม่พบตัวของฟงเลยแม้แต่น้อย
"เ้าฟง! เ้าอยู่ไหนกัน?" หลินหลินรีบถามหาทันทีพอจำเสียงๆ นี้ได้ และหลังสิ้นเสียงของนาง ภาพที่ปลายเตียงของนางก็เริ่มบิดเบี้ยวก่อนจะมีร่างของฟงโผล่ออกมาราวกับภูติผี
เพล้งงงงง!!!~
พอฟงโผล่ออกมาให้หลินหลินได้เห็น นางก็หยิบเอาชามกระเบื้องข้างๆ เตียงนั้นโยนใส่ฟงทันที แต่ทว่าชามนั้นก็มิอาจถูกตัวฟงได้เลย ทำให้ชามนั้นไปกระแทกกับพื้นจนเเตกกระจาย
"เ้าฟงอย่าหลบนะ!~ เพราะเ้า! ทั้งหมดเป็เพราะเ้า! อ๊ะ! " หลินหลินที่กำลังจะหยิบคว้าสิ่งที่อยู่ในถาดอาหารชิ้นต่อไปนั้นก็ต้องหยุดมือลง เพราะฟงนั้นหายตัวจากปลายเตียงเพียงพริบตามานั่งที่ขอบเตียงข้างๆ นางแล้วคว้ามือทั้งสองของนางเอาไว้
"ข้าเคยกล่าวไปแล้วนี่... หากคิดจะโกรธแค้น หรือโทษสิ่งใด อย่ามาลงที่ข้า แต่ต้องไปลงกับบิดาของเ้า" ฟงกล่าวออกมาด้วยเสียงเรียบๆ และหลินหลินเองก็หยุดดิ้นทันที
"แต่ถึงอย่างนั้น... หากเ้าไม่ปรากฏตัวมาในเมืองนี้แต่แรก หากเ้าไม่รักษาชาวบ้านแต่แรก ท่านพ่อก็คงไม่ทำอย่างนั้น..." หลินหลินพูดออกมาด้วยเสียงค่อยๆ กับหลบสายตาของฟง
"เห็นแก่ตัว" ฟงกล่าวพร้อมกับปล่อยมือที่จับแขนของหลินหลินออกแล้วลุกออกจากเตียง
"เ้าว่ายังไงนะ? เห็นแก่ตัว? ตรงไหนกันที่บ่งบอกว่าข้าเห็นแก่ตัว?" หลินหลินเถียงพร้อมกับจ้องสวนไปที่ดวงตาของฟงที่จ้องนางอย่างไม่กระพริบตา
"ถ้าสำนักโอสถ์ของเ้าดีจริงอย่างที่เ้าคิด แล้วทำไมถึงมีชาวบ้านที่เจ็บป่วยเรื้อรังไม่หายขาด? ในจะการจ่ายยาอย่าไร้ความรอบครอบ ไม่สนใจอาการของคนป่วยอีก? หากไม่มีข้าตอนนี้ต้องมีชาวบ้านอีกกี่หลังคาเรือนกันที่ต้องซื้อยาจากสำนักของเ้า แล้วไม่หายจากอาการป่วยจนล้มตาย บอกข้ามาสิแม่นางหลินหลิน?" ฟงกล่าวถามด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าเขาโมโหอย่างมาก เพราะอาการป่วยส่วนใหญ่ของชาวบ้านที่เขารักษานั้นเป็ผลมาจากการจ่ายยาที่ไร้ความรอบครอบ สนแต่จะหากำไรจากเงินตราอย่างเดียว
"อึก..." หลินหลินถึงกับสำลักกล้ำกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากทันที
"และมิใช่ข้าไม่รู้นะ ว่าพ่อของเ้าส่งคนมาสืบหาข้อมูลของข้า แต่ข้อมูลที่พวกเขาได้ไปมีเพียงแค่เล็กน้อย ก็ตัดสินว่าข้ากับครอบครัวเป็พวกไร้แซ่ตระกูล เพราะเหตุนี้เขาถึงไม่อยากให้ข้ามีส่วนร่วมกับสำนักของเ้า อีกทั้งยังหาวิถีทางสกปกขับไล่ข้าอีกด้วย ถูกต้องหรือไม่ตาแก่หงเย่ว?" ฟงกล่าวจบก็สะบัดมือซ้ายไปทางประตูห้องของหลินหลิน ทำให้ประตูห้องนางเปิดออก พร้อมกับมีร่างของหงเย่วยืนอยู่
"ชะ.. ใช่.." หงเย่วกล่าวด้วยน้ำเสียงเบาๆ แล้วก้มหัวของเขาลงเพื่อหลบสายตาของทั้งฟงและหลินหลิน
"ฟังนะตาแก่หงเย่ว หากข้าเป็เ้า อยู่ในตำแหน่งหรือฐานะเดียวกับเ้า ข้าจะมิทำเื่ระยำต่ำช้าอย่างนี้หรอกนะ แต่มันก็ช่วยไม่ได้เพราะในหัวของเ้านั้นเต็มไปด้วยความเหลิงระเริงในอำนาจและเงินตราจนเกินไป... ข้าถามเ้าหน่อยสิว่าความรู้สึกแรกที่เ้าเข้าร่วมสำนักนี้น่ะมันเพราะอะไร? ตอบข้ามาตาเเก่"
"ยะ.. ยามนั้นข้าแค่้าความรู้เพื่อรักษาภรรยาและคนในครอบครัวให้ปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บ" หงเย่วตอบออกมาด้วยความสัตย์จริงก่อนจะเงยหน้าเพื่อจ้องมองไปที่ใบหน้าของลูกสาวที่เหลือเพียงคนเดียวในครอบครัว
"แล้วทำไมทุกวันนี้มันถึงไม่เป็อยากนั้นกันละ? ทำไมยังบางครอบครัวไม่มีปัญญาหาเงินมาซื้อยาไปรักษา ทำไมบางครอบครัวถึงไม่รู้เลยว่าอะไรใช้เป็ยาทดแทนได้ และสุดท้ายทำไมสำนักของเ้าถึงยังขายโอสถกับยาต่างๆ โดยไม่สนใจผลข้างเคียงที่จะเกิดกับผู้ป่วย?" ฟงยิงคำถามจี้ใจดำใส่หงเย่วทันที
เมื่อสิ้นคำถามของฟง ทั้งหงเย่วกับหลินหลินต่างสิ้นความคิดจะหาคำแก้ตัวใดๆ กลั่นเพื่อจะพูดออกมาเลย คำพูดของฟงนั้นเหมือนกล่าวตรงๆ ว่าสำนักของหงเย่วนั้นไม่ได้เื่ และยังหน้าเื คอยขูดเืขูดเนื้อกับชาวเมือง
"สุดท้ายที่ข้าจะพูดก่อนจากไป... หากข้าเป็เ้า ข้าจะส่งคนหัวกระทิของสำนักไปหาหมอวิเศษ(ตัวของฟง)ผู้นั้น แล้วขอร้องให้หมอวิเศษผู้นั้นช่วยรับเป็ศิษย์ อย่างน้อยมันก็ยังเป็การกระทำที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับสำนักภายหลังได้ว่ามีคนของสำนักที่เป็ศิษย์ที่ผ่านการสอนจากหมอวิเศษ..." ฟงกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ก่อนจะหายตัวไปราวภูติผีอีกครั้ง
หลังจากฟงหายไปแล้ว ทั้งหงเย่วกับหลินหลินก็ยังนิ่งเงียบไม่กล่าวอะไรออกมาสักคำ แต่เเล้วพอเวลาไหลผ่านไปสักพักหนึ่งหลินหลินก็ลุกขึ้นจากเตียงของนางแล้วเดินไปคุกเข่าต่อหน้าหงเย่ว ก่อนจะก้มหัวลงแตะพื้น
"ท่านพ่อ... ข้าตัดสินใจแล้ว... ข้าจะไปหาเขา ข้าจะขอให้เขารับข้าเป็ศิษย์ ได้โปรดอภัยให้ข้าด้วยที่ตัดสินใจอย่างนี้" หลินหลินกล่าวออกมาทั้งๆ ที่หน้าผากของนางยังติดพื้นอยู่ ตอนนี้นางก็ยังคิดว่าหงเย่วนั้นยังคงไม่ชอบหน้าฟงอยู่ อีกทั้งยังโกรธเกียจฟงไม่เลิกแน่
"เข้าใจแล้ว... ลูกทำตามที่ลูกคิดเถอะ..." หงเย่วกล่าวก่อนจะค่อยๆ ขยับตัวของเขาลงนั่งคุกเข่ากับพื้นแล้วประคองร่างของหลินหลินให้เงยหน้าขึ้น
"พ่อขอโทษที่เห็นแก่ตัวจนไม่สนใจความถูกต้องใดๆ พ่อขอโทษนะหลินหลิน" หงเย่วกล่าวจบก็ดึงหลินหลินเข้ากอดอย่างช้าๆ และนางก็ไม่ได้มีท่าทีขัดขืนแต่อย่างใด
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
ระยะเวลาเลยผ่านไปราวสามสัปดาห์หลังจากหลินหลินตัดสินใจที่จะไปหาฟงเพื่อขอฝากตัวเป็ศิษย์ ตอนนี้นางนั้นกำลังเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางเข้าป่าเพื่อมุ่งหน้าไปบ้านของหมอวิเศษที่มีนามว่าฟง
ตลอดระยะเวลาสามสัปดาห์นั้นได้เยียวยาาแทางกายของหลินหลินให้หายดีจนเกือบสนิทแล้ว ทำให้นางนั้นสามารถถอดผ้าพันแผลออกได้แล้ว และเมื่อถอดผ้าพันแผลออก ร่องรอยแผลเป็ของนางนั้นกับสร้างความอัปลักษณ์ให้กับนางอย่างมาก แม้แต่บ่าวรับใช้ในเรือนของนางยังไม่ค่อยอยากมองรูปร่างของนางเลยแม้แต่น้อย
แม้ว่าใน่วันแรกหลังจากถอดผ้าพันแผลออกแล้วหลินหลินมักจะหมดความมั่นใจบ่อยเสียแค่ไหน แต่ว่านางก็สามารถกลับมามีแรงใจที่จะความหวังได้อีกครั้งหลังจากท่องคำพูดกับตนเองว่าแผลพวกนี้แค่ภายนอกเท่านั้น และนางยังมีความหวังที่ว่าฟงนั้นจะรักษาแผลเป็พวกนี้ของนางได้
"ท่านพ่อข้าต้องไปแล้ว" หลินหลินในชุดคลุมปิดร่างกายมิดชิดเดินมากล่าวลาบิดาของตนที่กำลังจัดการเอกสารงานอยู่
"งั้นหรือ... พ่อขอให้เ้าโชคดีนะลูกหลิน" หงเย่วหันหน้าขึ้นมากล่าวก่อนจะก้มหน้าลงทำงานของเขาต่อ
หลินหลินเองก็ไม่ได้ถือแล้วโกรธเหมือนในยามอดีตที่ทำตัวเอาแต่ใจ เพราะในยามนี้นางนั้นเข้าใจว่าบิดาของตนนั้นกำลังปรับปรุงตัวเองใหม่ เขาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่แทบจะทั้งหมด เขาคัดคนที่เหลือของสำนักใหม่ทุกคนตามเกรณฑ์ที่ควรจะเป็ไม่พอ เขายังเข้มงวดมากกว่าเดิมอีกด้วย จึงทำให้จำนวนของคนในสำนักที่เหลือเพียงหนึ่งในห้าส่วนที่ว่าน้อยอยู่แล้ว กลับลดน้อยลงกว่าเดิมอีก
กลับมาทางด้านฟงกับครอบครัว พวกเขานั้นแทบจะไม่ลงจากบ้านบนผาเลยแม้แต่น้อย ยกเว้นในกรณีบางอย่าง เช่น ข้าวสารหมดก็ลงผาเข้าเมืองไปซื้อแล้วก็ตรงกลับบ้านโดยไม่แวะที่ใด หากเนื้อสัตว์หรือพืชผักหมด ก็จะลงผาเข้าป่าเพื่อหาแล้วนำกลับขึ้นมาที่บ้าน เรียกได้ว่าเป็การใช้ชีวิตยกครอบครัวที่ปฏิเสธโลกภายนอกอย่างชัดเจน
ฟงนั้นใช้ชีวิตใน่หลายสัปดาห์มานี้ไปกับการฝึกสอนวิชาต่างๆ ให้น้องหลิ่งรวมถึงมารดาของตนด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วฟงเองก็คิดว่าจะฝึกให้ทั้งคู่อยู่แล้ว แต่ดูเหมือนว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์ของหลิ่งขึ้น ทั้งแม่กับน้องชายของฟงก็กระตือรือร้นที่จะฝึกกันเต็มที่ ทำให้ตอนนี้ทั้งสองนั้นมีฝีมือพอตัวไม่เสียท่าให้กำลังกองกำลังทหารนับพันได้อย่างแน่นอน
"อ่า... วันนี้วันเกิดลูกฟงนิ อยากได้อะไรบ้างหรือป่าวลูก?" หลินฮัวผู้เป็แม่กล่าว
"ไม่ละท่านแม่ นอกเสียจากอาหารจานปลาฝีมือของท่านแม่" ฟงตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม
"หากลูกอยากทานก็ได้ แต่แม่ต้องให้ลูกลงไปหาปลามาให้นะ" หลินฮัวกล่าวพร้อมกับเดินมาดึงแก้มลูกชายตนเอง
"ไม่มีปัญหาท่านแม่ งั้นข้าจะลงไปหาปลามา จริงสิ! ให้ข้าทำสระน้ำไว้บนนี้เลยดีไหม? แล้วค่อยหาปลาตามแม่น้ำมาปล่อยเลี้ยงเอาไว้" ฟงถามออกมา
"อืม... ก็ดีนะลูกฟง ่หน้าร้อนพ่อจะได้มีที่ไว้แช่น้ำผ่อนคลาย" ชินที่ขนฟืนเข้ามาในครัวได้ยินก็ตอบสนับสนุน
"จริงด้วยพี่ฟง! ข้าจะได้เล่นน้ำด้วย ข้าอยากได้สระน้ำ" หลิ่งน้อยก็กล่าวสนับสนุน
"เอาตามนั้นก็แล้วกัน ไหนๆ ก็เห็นด้วยกันตั้งสองคนแล้ว แม่คนไม่ต้องออกความเห็นอะไรมากหรอกใช่มั้ยจ๊ะลูกฟง?" หลินฮัวกล่าวอย่างยิ้มแย้มก่อนจะเดินจากไปเข้าครัวเตรียมอุปกรณ์จานชามสำหรับงานวันเกิดของฟง
"งั้นข้าขอต้องขอให้ท่านพ่อกับน้องหลิ่งตามข้าออกมาดูพื้นที่ด้านนอกก่อนแล้วกันว่าจะให้สระน้ำนั้นอยู่ตรงทางทิศไหนดี?" ฟงกล่าวเสนอขึ้นมา
หลังจากสิ้นเสียงของฟงทั้งชินกับหลิ่งน้อยก็พยักหน้าแล้วเดินตามฟงออกมาจากบ้านเพื่อเลือกพื้นที่สำหรับทำสระน้ำ โดยสรุปแล้วจากการเลือกพื้นที่ ทั้งสามก็ตกลงว่าจะสร้างสระน้ำไว้ทางทิศตะวันตกของตัวบ้าน ห่างออกจากบ้านเพียง สามสิบก้าวเท่านั้น โดยขนาดของสระน้ำนั้นจะทำเป็สระน้ำทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางแค่หนึ่งร้อยเมตร ลึกเมตรครึ่ง
เมื่อเลือกพื้นที่ได้แล้ว ฟงก็จัดการประทับฝ่ามือของตนทั้งสองข้างลงกับพื้นทันที ก่อนที่ด้านหน้าห่างจากฟงไปจะเกิดการสั่นไหว พื้นดินค่อยๆ เคลื่อนตัวกลายเป็หลุมทรงกลมตามที่ฟงคิดเอาไว้ และด้วยความโชคดีที่บนผาแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์พอควร ทำให้มีสินแร่จำพวกเพชรมากมาย และฟงก็คัดเอาสินแร่จำพวกเพชรดิบนั้นมารวมกันตรงบริเวณสระน้ำแห่งนี้ ทำให้คล้ายกับภาชนะทรงกลมที่ทำจากแร่เพชรดิบ
เมื่อเตรียมพื้นที่ได้เรียบร้อยแล้วฟงก็ไม่รีบร้อนที่จะนำน้ำมาใส่ เขาะโลงไปในบ่อทรงกลมนั้นก่อนจะค่อยๆ เดินขีดเขียนอักขระไว้ทั้งสี่ทิศของสระน้ำโดยสลับคละกันไป ทุกอักขระอาคมที่ฟงเขียนนั้นมีความหมายตามนี้ หนึ่ง อุดมสมบูรณ์, สอง ชำระล้างพิษ, สาม ฟื้นฟู&ผ่อนคลาย, และสี่ แสงสว่างอันอบอุ่น
"ลูกฟง ทำไมถึงต้องลงอักขระอาคมมากมายขนาดนี้กัน?" ชินผู้เป็พ่อที่ยืนอยู่ข้างสระกล่าวถามอย่างสงสัย
"พอดีว่าข้าอยากจะสร้างให้มันดีให้สุดไปเลยน่ะท่านพ่อ" ฟงะโกลับขึ้นมาข้างบ่อน้ำแล้วตอบ
"งั้นหรอพี่ฟง... แต่ข้าติดใจตรงอักขระอาคมคำสุดท้ายที่เขียนว่า [แสงสว่างอันอบอุ่น] มันทำอะไรได้งั้นหรอพี่ฟง?" หลิ่งน้อยถามขึ้นอย่างสงสัย เพราะว่าหลิ่งน้อยนั้นขอให้ฟงฝึกเจาะจงเขาเกี่ยวกับอักขระอาคมเมื่อไม่นานมานี้เอง ทำให้หลิ่งน้อยสงสัยในทุกความหมายของตัวอักษรอักขระอาคมที่แปลกตา
"[แสงสว่างอันอบอุ่น] เป็อักขระที่ทำให้สภาพของน้ำอบอุ่นตลอดเวลาไงละน้องหลิ่ง แถมมันยังอุ่นพอจะแช่ใน่ฤดูหนาวได้อย่างสบายเลยละ แถมมันยังส่องสว่างเรืองแสงได้ด้วยนะ ทำให้ยามกลางคืนพวกเราก็สามารถมาแช่น้ำที่สระได้" ฟงอธิบาย
"ว้าว!~ สุดยอดไปเลยพี่ฟง!" หลิ่งน้อยกล่าวออกมาอย่างดีใจก่อนจะวิ่งวนดูรอบๆ สระน้ำ
"เอาละขั้นตอนสุดท้ายแล้ว... กลั้นน้ำจากอากาศ ข้าว่าขั้นตอนนี้มันเหมาะกับการฝึกของท่านพ่อกับน้องหลิ่งมาก และอีกอย่างข้าเองก็เหนื่อยพอสมควรแล้วด้วย" ฟงกล่าวอย่างยิ้มๆ ไปท่านบิดาของตน
"เฮ้อ.... ข้าเกียจการทำสมาธิเพื่อกลั่นน้ำเป็ที่สุดเลยให้ตายสิ" ชินถอนหายใจแล้วกล่าวอย่างหน่ายๆ ออกมา
การทำสมาธิเพื่อกลั่นน้ำนั้นถือเป็อะไรที่ยากลำบากสำหรับคนที่สมาธิสั้นอย่างมาก และชินกับหลิ่งน้อยเองนั้นก็เป็จำพวกนั้น ทำให้ทั้งคู่ไม่ชอบเลยแม้แต่น้อย แต่ว่าฟงนั้น้าให้ทั้งสองทำสมาธิเพื่อกลั่นน้ำจากในอากาศ ไม่ใช่เพื่อสระน้ำ แต่เพื่อทั้งสองต้องใช้เคล็ดลับนี้ในอนาคตหากต้องทลวงเข้าสู่ขอบเขตของผู้ฝึกลมปราณในระดับสูง ซึ่งทั้งสองนั้นก็ไม่รู้ในเื่นี้
วิธีกลั่นน้ำจากอากาศนั้น ต้องให้ผู้ฝึกลมปราณนั้นชักนำกระแสพลังปราณในร่างกายของตนนั้นออกมาภายนอกผสานให้เป็หนึ่งเดียวกับกระแสธรรมชาติ จากนั้นต้องใช้สมาธิอย่างหนักเพื่อัักับธาตุน้ำที่ล่องลอยในอากาศอย่างเบาบางให้ได้ แล้วชักนำมารวมกันให้เกิดเป็หยดน้ำให้ได้ ปกติแล้วสำหรับผู้ฝึกยุธท์ระดับเริ่มต้นนั้น การทำให้ได้สักหยดน้ำนึงก็ว่ายากแล้ว แต่ตอนนี้ทั้งชินกับหลิ่งน้อยต้องทำจนน้ำเต็มสระให้ได้เรียกว่ายากกว่าหลายร้อยเท่า พันเท่าก็ว่าได้
แต่ทว่าความยากเ่าั้เมื่ออยู่ต่อหน้าชินกับหลิ่งก็เหมือนเื่ง่ายไปในพริบตา ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะไม่ชอบการทำสมาธิเพื่อชักนำธาตุน้ำในอากาศก็ตาม แต่ทั้งคู่ก็ทำได้ดีเทียบเท่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงๆ เลย หรืออาจจะสูงกว่าด้วยซ้ำ
ติ้ง!~ ติ้ง!~ ติ้ง!~
"ฟู่..... / ฟู่....." ทั้งชินกับหลิ่งน้อยต่างลืมตาขึ้นแล้วเป่าลมหายใจออกมาอย่างพร้อมๆ กันหลังจากััได้ว่าน้ำในสระนั้นได้ปริมาณที่พอดีแล้ว
"เอาละ... ต่อไปก็หน้าที่ของข้าละ" ฟงกล่าวก่อนจะย่อตัวลงข้างสระน้ำแล้วนำมือทั้งสองแตะขอบสระน้ำ
ฟงส่งกระแสพลังปราณของต้นลงไปกระตุ้นให้อักขระอาคมของตนนั้นทำงาน พ่ออาคมของเขาทำงานแล้ว น้ำในสระก็ค่อยส่องแสงประกายออกมาอย่างระยิบระยับราวกับเพชรงามที่กระทบแสงไฟสลับไปมา พร้อมกับน้ำนั้นมีความอุ่นที่กำลังดีพอเหมาะกับการแช่อีกด้วย
"ว้าว... / ว้าว..." ทั้งชินกับหลิ่งน้อยต่างส่งเสียงร้องอย่างตกตะลึงออกมา หลังจากเห็นภาพสระน้ำที่แสนงดงามตรงหน้า ราวกับว่าสระตรงหน้านั้นเป็สระน้ำจากสรวง์ก็มิปาน
"เอาละข้าจะทำแบ่งพื้นที่หนึ่งในสี่ไว้สำหรับให้พวกเราลงแช่ด้วย อยู่ตรงนั้นนะท่านพ่อ" ฟงกล่าวพร้อมกับยกมือชี้ไปตรงจุดบริเวณที่มีผนังหินสีขาวเงากั้นขึ้นมา และมีบรรไดขั้นเล็กอยู่ด้วย แน่นอนว่าบริเวณนั้นไม่ลึกมาก มันเหมาะสำหรับนั่งแช่ได้เลย
พอฟงชี้ไปตรงบริเวณนั้นแล้ว ทั้งชินกับหลิ่งน้อยก็ไม่รอช้ารีบวิ่งไปทันทีพร้อมกับถอดเสื้อผ้าออกแล้วะโลงน้ำไปเหมือนกับเด็กไม่มีผิด และไม่นานนักหลินฮัวก็เดินมาที่บ่อน้ำเพื่อจะดูว่าเป็อย่างไรบ้าง แต่นางก็ต้องสติแตกที่เห็นเสื้อผ้าของสามีกับลูกคนเล็กถูกวางทิ้งกองกับพื้นอย่างไม่สนใจ แน่นอนว่านางได้จัดการเทศนาทั้งคู่ไปชุดใหญ่จนหงอไปทีเดียว ส่วนฟงนั้นก็แอบปลีกตัวออกมาก่อนจะโดนไปด้วย
ฟงนั้นทะยานตัวลงผาไปอย่างรวดเร็วแล้วมุ่งหน้าเข้าป่าลึกไปอีก เพื่อเข้าไปจับปลาในแม่น้ำในนั้น เพราะที่นั้นอุดมสมบูรณ์กว่าแม่น้ำด้านนอกมาก รวมถึงมีปลาเยอะกว่ามากด้วย แล้วฟงจะนำปลากลับมายังไงกัน? แน่นอนว่าฟงนั้นคิดวิธีไว้แล้ว และวิธีที่ว่าก็คือการแช่แข็งปลาไว้นั้นเอง เขาคาดว่ามันคงจะรอดแน่นอนหากนำกลับไปที่สระน้ำที่บ้านของเขาที่มีอาคมฟื้นฟู
ไม่นานนักฟงก็ได้ปลาตัวอ้วนที่เต็มไปด้วยไข่มากกว่าหนึ่งโหล บวกกับบัวน้ำบางชนิดที่เป็สมุนไพรหายากก็ด้วย โดยฟงนั้นแช่แข็งทุกอย่างเอาไว้แล้วแบกขึ้นกระเป๋าผ้าสานด้านหลัง พอได้ทุกอย่างครบเกินพอเขาก็มุ่งหน้ากลับบ้านบนผาทันที แต่ทว่าระหว่างกำลังจะทะยานตัวขึ้นผา เขาก็เจอกับบางคนที่กำลังเดินด่อมๆ มองๆ อยู่บริเวณตีนผา บวกกับคนน่าสงสัยนั้นก็หยิบเอากระดาษบางอย่างขึ้นมาดู
"ัันี้มัน... หลินหลินงั้นหรือ?" ฟงกล่าวในใจหลังจากเพ่งััไปที่คนน่าสงสัยตรงหน้า จากนั้นเขาก็ทะยานตัวเขาไปหานางทันที
"มีธุระอะไรกับที่แห่งนี้กัน?" ฟงกล่าวถามด้วยเสียงเรียบในระหว่างที่เดินออกมาจากหลังต้นไม้ช้าๆ
"ข้ามาหาเ้า เพื่อจะขอเป็ศิษย์" นางหันกลับมาแล้วตอบออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ฟงดูแล้วก็คิดว่านางคงเตรียมใจมามากพอควร
"ข้าไม่รับศิษย์นอกบ้าน และคิดดีแล้วหรือจะให้ข้าที่มีอายุพึ่ง 16ปี รับคนที่อายุมากกว่ามาเป็ศิษย์?" ฟงยิงคำถามไปเพื่อดูว่านางนั้นลดทิฐิเื่ยศฐาบรรดาศักดิ์ทิ้งไปหรือยัง
"ผู้มีความสามารถไม่ว่าจะอายุเท่าใดก็ไม่เกี่ยว หากผู้นั้นมีความสามารถมากพอ ก็สามารถเป็อาจารย์ของข้าได้แม้จะอายุน้อยกว่าก็ตาม" หลินหลินกล่าวด้วยสีหน้าแน่วแน่
"ดี! หากคิดอย่างนั้นก็ดี ถือว่าคุณสมบัติแรกผ่าน ต่อไปคือการทดสอบสุดท้ายเ้าพร้อมหรือไม่?" ฟงกล่าวด้วยหน้านิ่งๆ แต่ในใจกำลังยิ้มอย่างมีความสุขโดยเ้าตัวนั้นไม่รู้ตัวเอง
"การทดสอบสุดท้าย?..." หลินหลินพูดทวนออกมาก่อนจะหลับตาลงแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่
"ว่ามาเลยท่านอาจารย์" หลินหลินกล่าวก่อนจะก้มหัวลงทำความเคารพอย่างไม่ติดขัดอะไร เป็การกระทำที่เป็ธรรมชาติ
"การทดสอบสุดท้ายคือ ไปหาข้าที่บ้านให้ได้ แค่นั้นแหละ" ฟงตอบออกมา
"แล้วบ้านของท่านอยู่ตรงไหนกัน? ข้าก็มาตามแผนที่ๆ ทางการให้มาแล้ว แต่กระท่อมสักหลังข้าก็ยังมิเห็นเลย" หลินหลินเงยหน้าขึ้นมองฟงแล้วกล่าวถามอย่างสงสัย
"หากข้าบอกว่าอยู่ไหนง่ายๆ มันก็ไม่ใช่การทดสอบสิ แน่นอนว่าคำใบ้นั้นข้ามีให้แน่นอน" ฟงกล่าวขึ้นอย่างยิ้มๆ
"คำใบ้ที่ว่าคือ?" หลินหลินถามทันที
"ส่องสายตาเพียงแผ่นหลังข้า ปลายทางอยู่ตรงจุดท้ายที่เ้าคิดว่าใช่" ฟงกล่าวจบก็ะโทะยานตัวเหยียบหน้าผาที่สูงชันนั้นขึ้นไปทันที
"ไม่จริงน่า... อย่าเล่นตลกกับข้าอย่างนี้สิ์" หลินหลินมองตามร่างของฟงที่เหยียบทะยานหน้าผาอย่างง่ายดายราวกับวิ่งอยู่บนพื้นปกติ แต่สำหรับนางนั้นผาสูงนับสิบเมตรที่สูงชันตรงหน้า แทบเป็ไปไม่ได้เลยที่จะปีนขึ้นไป
"ไม่ได้! ข้าจะยอมแพ้ไม่ได้" หลินหลินสะบัดหัวไล่ความคิดท้อแท้ออกไป ก่อนจะมองซ้ายมองขวาเพื่อหาหนทางขึ้นไปทางอื่น...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
"เอาละ... แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้ว" ฟงกล่าวในขณะที่วางมือจากการปล่อยปลาตัวสุดท้ายลงสระน้ำเรืองแสงของตน โดยไม่ลืมนำดอกบัวที่เป็สมุนไพรปล่อยลงไปในสระน้ำด้วย
"หวังว่านางคงมีความพยายามมากพอจนขึ้นมาได้สักครึ่งทางนะ" ฟงกล่าวคิดในใจก่อนจะส่งสายตาไปทางปลายลานกว้างบนลานผาแห่งนี้
"เป็ห่วงนางหรือลูกฟง?" ชินเดินออกมาจากบ้านแล้วกล่าวถามฟงทันที
"หืม?!~ ข้าเนี้ยนะเป็ห่วงนาง? ไม่มีทางซะหรอกท่านพ่อ" ฟงรีบกล่าวปฏิเสธทันที แล้วก็เดินหนีไปนั่งรอใกล้ๆ ปลายผา
"เหอะ! เด็กหนอเด็ก" ชินคิดในใจพลางยิ้มออกมา ก่อนจะเดินกลับเข้าบ้านไปช่วยเตรียมฟืนไฟสำหรับทำอาหาร
ทางด้านฟง เขากำลังนั่งรอโดยระหว่างนี้เขาก็ส่งกระแสพลังตรวจดูรอบๆ ตัวของหลินหลินตลอดเวลาเพราะกลัวว่านางนั้นจะหมดแรงแล้วตกลงไปแล้วสิ้นลมหายใจเอาได้ แน่นอนว่าตอนนี้หลินหลินนั้นปีนผาแห่งนี้อย่างบ้าบิ่นกว่าชายใดเอามากๆ และเพียงหนึ่งก้านธูปนางก็มาได้ถึงครึ่งทางแล้ว พร้อมกับอาการเหนื่อยหอบ
"ถึงจะเป็ลูกคุณหนูจอมเอาแต่ใจมาก่อน... แต่ก็ถือว่าพยายามได้ดี" ฟงกล่าวออกมาเบาๆ แล้วนั่งหลับตาลงรอคอยให้หลินหลินนั้นหมดแรงแล้วล่วงตกลงไปก่อน เมื่อถึงตอนนั้นเขาถึงจะยื่นมือเข้าช่วย แล้วหาเื่ลงโทษแกล้งนาง
สองก้านธูปผ่านไปหลินหลินก็ยังไม่ยอมแพ้ที่จะปล่อยมือให้ตัวของนางนั้นล่วงหล่นลงไป สามก้านธูปผ่านไปนางก็ยังคงพยายามจะปีนขึ้นมาต่อ ซึ่งตอนนี้คนที่ร้อนรนและหงุดหงิดกลับกลายเป็ฟงแทนเสียแล้ว เขานั้นมานานเอามากๆ แต่นางก็ยังใจแข็งไม่ยอมปล่อยมือให้ล่วงลงไปเลยแม้แต่น้อย จวบจนเข้าก้านธูปที่ห้า หลินหลินก็พาตัวของนางขึ้นมาที่ลานกว้างของผาแห่งนี้ได้สำเร็จ พร้อมกับพระอาทิตย์ที่ใกล้ลาฟ้าเต็มที
"เฮ้อ... ทำได้ดีเกินคาดจริงๆ" ฟงถอนหายใจแล้วกล่าวอย่างหน่ายๆ ออกมา พร้อมกับจ้องมองไปที่ร่างของหลินหลินที่นอนหมดแรงอยู่ห่างจากตนเองไปเพียงไม่กี่ก้าวเท้าเท่านั้น
"แฮ่ก... แฮ่ก... แฮ่ก... ขะ.. ข้า.. ข้า.. แฮ่ก.. ข้าผ่าน... ใช่มั้ย?" หลินหลินพยายามใช้ทั้งสองแขนค้ำยันพื้นแล้วถามออกมาอย่างอ่อนแรง
"ใช่... เ้าผ่านแล้ว จากนี้สามเดือนข้าจะฝึกสอนเ้าเท่าที่จะทำได้ หลังจากครบสามเดือนเราจะไม่ได้เป็อะไรกันอีก และห้ามมารบกวนครอบครัวข้าหากไม่จำเป็" ฟงกล่าวออกมาก่อนจะเงียบลง
จากนั้นฟงก็ไม่ว่าอะไรเพิ่มอีก เขาลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาร่างของหลินหลินที่นอนหมดแรงอยู่กับพื้น จากนั้นเขาก็ก้มลงแล้วอุ้มร่างของนางขึ้นทำให้หลินหลินใเล็กน้อยที่ถูกเด็กหนุ่มอุ้มในท่าทางอย่างนี้ แต่ว่าพอนางคิดถึงสภาพปัจจุบันของนางที่อัปลักษณ์แล้ว ก็ทำให้เลิกที่ใหรือออกอาการเขิลมากไปกว่านี้เลย
หลินหลินนั้นคิดว่าฟงนั้นยอมรับตนเป็ศิษย์แล้วแน่นอนบวกกับตอนนี้เขาก็คงกำลังอุ้มนางไปพักในบ้านแน่นอน และด้วยเหตุนี้นางจึงผ่อนคลายการระวังตัวลง แล้วค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงเพื่อพักสายตา แต่แล้วเื่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น อยู่ๆ ร่างของหลินหลินก็รู้สึกเหมือนกับไร้แรงควบคุม คล้ายกับถูกโยนทิ้งก็ว่าได้
ตูมมมมมม!!~
"แค่ก!~ แค่ก!~ แค่ก!~" หลินหลินรีบตะเกียดตะกายร่างกายตนเองให้หัวพ้นน้ำทันที เพราะตอนนี้อาจารย์ที่เป็ถึงผู้ที่ได้ชื่อว่าหมอวิเศษนั้น จับนางมาโยนลงสระน้ำอย่างไม่ใยดีเลยแม้แต่น้อย
"ท่านทำบ้าอะ.. หืม? สระน้ำส่องแสง?" หลินหลินกำลังจะะโต่อว่าฟง แต่พอสายตาของนางได้มองเห็นรอบๆ ก็พลันแปลกใจทันที เพราะตอนนี้นางกำลังอยู่ในสระน้ำที่กำลังส่องแสงสีฟ้าอย่างสวยงามดั่งเพชรต้องแสงสว่าง บวกกับความอบอุ่นของน้ำในสระก็สร้างความแปลกใจให้นางไม่น้อย
"พักรอในสระนั้นรอไปก่อน ห้ามออกจากสระจนกว่าท่านแม่ข้าจะเอาชุดมาให้เ้า" ฟงกล่าวด้วยเสียงเรียบก่อนจะหันหลังแล้วเดินเข้าบ้านไป
"ชิ! เป็อาจารย์ที่คาดเดายากชะมัดเลย" หลินหลินบ่นออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะเอนหลังพิงกำแพงบ่อน้ำไว้แล้วหลับตาลงเพื่อพักผ่อน เพราะยามนี้นางรู้สึกผ่อนคลายอย่างแปลกประหลาด
ฟู่......
เสียงเหมือนอะไรบางอย่างกำลังถูกเผาไหม้ดังขึ้นรอบๆ กายของหลินหลินทำให้นางต้องรีบลืมตามองหาต้นเสียงทันที ก็พบว่าตอนนี้ทั่วทั้งร่างกายของนางนั้นกำลังมีควันสีขาวออกมา แต่พอนางมองดูดีๆ ควันนั้นไหลออกมาจากรอยแผลเป็ของนางต่างหาก และตอนนี้นางก็รู้สึกร้อนตามาแเล็กน้อย
"ผะ... ผะ.. แผลเป็มัน.. หายไป.. มะ.. ไม่น่าเชื่อ... ไม่น่าเชื่อเลย"
หลินหลินกล่าวด้วยเสียงติดๆ ขัดๆ ก่อนจะขัดถูไปตามแขนที่ก่อนหน้านี้มีแต่รอยแผลเป็ แต่ทว่ายามนี้นั้นไม่มีให้เห็นแล้ว พอนางได้รู้ถึงความหมายคำสั่งของฟงแล้ว ก็ทำให้นางรู้สึกว่ารอบตัวของฟงนั้นมีเื่วิเศษมากกว่านี้อีกแน่
"อึก~ อึก~ อึก~" หลินหลินลองใช้มือทั้งสองควักน้ำแล้วดื่มกินทันที
"รสชาติจืด... แต่อุ่นกำลังดีเลย" หลินหลินคิดในใจ ก่อนจะกลั้นหายใจแล้วเอาใบหน้าของนางนั้นดำลงสระน้ำ เพื่อหวังให้แผลเป็บนใบหน้านั้นหายไป โดยไม่รู้เลยว่าแผลเป็นั้นหายไปทั้งหมดแล้ว
"หลินหลิน หลินหลิน" เสียงเรียกของหลินฮัวทำให้หลินหลินที่กำลังดำน้ำอยู่รีบเงยหน้าขึ้นจากสระน้ำทันที
"คะท่าน... เอ่อ..." หลินหลินกล่าวอย่างยืดยาวเพราะไม่รู้ว่าจะเรียกสตรีตรงหน้าว่าอะไรดี
"หลินฮัว ข้าเป็แม่ของฟง เขาวานให้ข้าเอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยนให้เ้าที่นี่" หลินฮัวกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"ขอบคุณมากๆ เ้าคะท่านหลินฮัว" หลินหลินลุกขึ้นแล้วกล่าวออกมา ก่อนจะก้มหัวลง
"น่า~ น่า~ อย่าเรียกข้าว่าท่านเลย ข้าไม่ชินหูเลย เรียกข้าว่าน้าก็ได้" หลินฮัวกล่าวออกมา
"เ้าคะท่านน้าหลินฮัว" หลินหลินกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม
"เอาละรีบๆ ตามข้ามาเถอะ จะได้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ ตอนนี้พวกเขาคงรอทานมื้อเย็นกันนานแย่แล้ว" หลินฮัวกล่าวเร่งให้หลินหลินรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า
ระหว่างทางเดินนั้นหลินฮัวกับหลินหลินก็พูดคุยกันอย่างถูกคอ อาจเป็เพราะหลินฮัวไม่ค่อยได้เจอผู้หญิงคนอื่นก็ได้ จึงทำให้นางเล่านู้นนี้นั่นมากมายให้หลินหลินฟัง และไม่นานนักหลินฮัวก็พาหลินหลินมาถึงห้องพักที่มีเครื่องเรือนไม้ที่ครบครัน แม้ว่าจะไม่ใช่เครื่องเรือนที่สวยงามราคาแพง แต่พอได้ฟังจากหลินฮัวแล้วว่าของพวกนี้ ฟงเป็ผู้สร้างก็ทำให้หลินหลินอึ้งไม่น้อย
"ไม่ใช่แค่เครื่องเรือนหรอกนะหลินหลิน ทั้งบ้านหลังนี้ หรือแม้แต่สระน้ำเมื่อครู่ ฟงเขาเป็ผู้สร้างเองทั้งหมดเลยแหละนะ" หลินฮัวกล่าวก่อนจะเดินออกมาจากห้อง
"เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็รีบมาที่ห้องโถงนะ ทุกคนกำลังรออยู่" หลินฮัวกล่าวจบก็ปิดประตูแล้วเดินจากไป
"เ้าฟง... เ้าจะเป็อาจารย์ที่สุดยอดเกินไปแล้วนะ" หลินหลินพูดออกมากับตนเองเบาๆ ก่อนจะหยิบเสื้อผ้าไปเปลี่ยน
หลังจากหลินหลินเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อย นางก็รีบไปที่ห้องโถงกลางบ้านที่ตอนนี้ทุกคนกำลังนั่งล้อมโต๊ะเพื่อรอคนสุดท้ายเพียงคนเดียวก็คือหลินหลินนั้นเอง เมื่อนางมาถึง ก็เหลือเพียงที่นั่งข้างๆ ฟงเท่านั้น เพราะชินนั่งหัวโต๊ะ หลิ่งน้อยนั่งกับหลินฮัวแล้ว ทำให้นางต้องนั่งข้างๆ ฟงอย่างช่วยไม่ได้ และมื้ออาหารเย็นวันนี้ก็ผ่านไปอย่างมีความสุขสำหรับครอบครัวของฟง ส่วนหลินหลินนั้นทำได้เพียงเป็ผู้ฟังเท่านั้น
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
สามเดือนผ่านไป
ยามนี้นั้นเป็ยามฤดูหนาวแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นบ้านบนเนินผาของครอบครัวฟงก็ยังมีสถานที่วิเศษอยู่สถานที่หนึ่ง ใช่แล้วสระน้ำที่ฟงสร้างนั้นเอง ระยะเวลาตลอดสามเดือนที่ผ่านมานั้นเหล่าปลาที่ฟงนำมาปล่อยในสระน้ำนั้นก็เติบโต และมีมากเกินความจำเป็สำหรับครอบครัวของเขามากๆ ดังนั้นฟงกับชินจึงต้องรับหน้าที่ขนปลากับสมุนไพรที่ปลูกรอบๆ ไปขายในเมือง
และในยามที่ฟงลงไปที่เมืองนั้น เขาจะพาหลิ่งน้อย กับหลินหลินมาด้วย และก็เหมือนเช่นเคย เขาปล่อยให้หลิ่งน้อยนั้นไปเล่นได้อย่างสบายใจ เพราะยามนี้หลิ่งน้อยนั้นแข็งแกร่งมากกว่าทหารในวังพันคนเสียอีก ส่วนหลินหลินนั้น ฟงก็ใช้ให้นางเป็ลูกมือเวลาออกรักษาชาวบ้าน
ระยะเวลาสามเดือนที่หลินหลินได้มาเป็ศิษย์ของฟงนั้น นางต้องตื่นแต่เช้าเพื่อฝึกสมาธิเสมอ โดยนางนั้นไม่รู้เลยว่าฟงนั้นสอนให้นางฝึกการใช้ลมปราณ จนปัจจุบันนางก็ยังฝึกสมาธิอยู่ตลอดในยามเช้า และนางก็สามารถขึ้นลงผาที่บ้านของฟงด้วยการปีนอย่างง่ายดายแล้วด้วย ส่วนในเื่การสอนรักษาหรือปรุงยานั้น ฟงมักจะสอนพร้อมปฏิบัติลงมือทำทันที ทำให้บ้างครั้งหลินหลินต้องเตรียมกระดาษคอยจดเสมอ จนตอนนี้กระดาษที่ว่าก็ถูกรวมการเป็ตำรารักษาฉบับหมอวิเศษ โดยมีผู้เขียนคือหลินหลินไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
"หลินหลิน วันนี้เป็วันครบกำหนดสามเดือนแล้ว ถึงแม้จะเป็เวลาสั้นๆ แต่ถือว่าเ้ามีดีกว่าที่ข้าคิดไว้มาก เ้าควรกลับไปหาบิดาของเ้าได้แล้ว และจำไว้ด้วยว่าหากไม่มีเื่ใหญ่อะไรมากมายห้ามมารบกวนครอบครัวข้าเด็ดขาด" ฟงกล่าวในขณะที่รักษาคนไข้คนสุดท้ายของวันนี้จบแล้ว
"แต่ท่านอาจารย์ ข้ายังอยากอยู่เรียนรู้กับท่านต่อ" หลินหลินรีบกล่าวขึ้นทันที ยามนี้นางนั้นกลายเป็สตรีที่ทั้งงดงาม แถมยังเก่งในเื่การปรุงยา และใช้สมุนไพรอีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้นหัวใจของนางนั้นก็ยกเทให้กับฟงในทุกๆ เื่ไปแล้ว นางทั้งรัก ทั้งเคารพฟงอย่างมากๆ จนไม่อยากจะแยกจากฟงเลย
"แต่ข้าไม่อยาก เ้าอยากถูกข้าทำโทษ ในข้อหาตื้อไม่เลิกงั้นหรือ?" ฟงกล่าวออกมาทำให้หลินหลินต้องหยุดปากลงทันที การลงโทษของฟงที่ว่าก็คือการถูกสกัดจุดทำให้นางหัวเราะตลอดเวลานั้นเอง
"ข้าเชื่อว่าเ้าจะเป็หมอที่ดีได้ และเป็หมอที่สุดยอดในแคว้นแห่งนี้ ไม่สิ! ในทวีปนี้เลยก็ว่าได้" ฟงกล่าวชมออกมา
"ถึงอย่างนั้นท่านอาจารย์ก็เก่งกว่าข้าอยู่ดี" หลินหลินกล่าวด้วยสภาพคอตกอย่างหอเหี่ยว
"ข้าเคยบอกแล้วใช่มั้ยอย่าเอามาตรฐานของเ้ามาเปรียบเทียบกับตัวข้า?" ฟงกล่าวด้วยเสียงเรียบ
"เ้าคะ" หลินหลินรีบรับคำพร้อมกับรีบเดินถอยไปสองก้าวทันที
"วิชาความรู้ที่เ้ามี มันมากพอจะทำให้สำนักของเ้ารุ่งเรืองมากกว่าเก่าได้แน่นอน แต่เ้าต้องไม่ลืมจรรยาบรรณของหมอซะละ หากวันใดเ้าลืมละก็ข้าจะกลับมาลบสำนักเ้าให้หายไปแน่นอน" ฟงกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินจากไปทิ้งหลินหลินไว้ด้านหลัง
"คะอาจารย์ข้าสัญญาด้วยชีวิตเลย" หลินหลินกล่าวพร้อมกับก้มหัวลง จากนั้นนางก็หันหลังแล้วเดินกลับบ้านตระกูลซื่อของนางที่จากมานานนับสามเดือนทันที
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
ณ รถม้าของราชวงค์เทียนคันหนึ่ง ที่กำลังมุ่งหน้ากลับเข้าเมืองหลวงแคว้นเทียน ในรถม้าคันนี้นั้นมีร่างของหญิงสาวที่เป็บุตรสาวลำดับที่สอง ผู้เป็น้องสาวขององค์ชายเทียนฮู่ ยามนี้นางกำลังงีบหลับอยู่บนรถม้าคันนี้ พร้อมกันนั้นใบหน้าของนางก็กำลังอยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่าตรึงเครียดก็ว่า
"เฮือก!!~"
อยู่ๆ องค์หญิงนางนี้ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างกระทันหันพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบใบหน้าของนาง นางเองที่รู้ว่าใบหน้ากำลังเปื้อนไปด้วยน้ำตาก็รีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้งทันที
"อีกแล้ว... ฝันนั้นอีกแล้ว ทำไมเราต้องร้องไห้กันด้วยละ?" องค์หญิงกล่าวด้วยเสียงสงสัยปนเศร้า
ในยามหลับนั้นองค์หญิงองค์นี้มักจะฝันแปลกประหลาด นางนั้นฝันเห็นว่าตนเองนั้นกำลังเป็ใครบางคน แต่ก็จำชื่อๆ นั้นไม่ได้ในยามตื่น เื่ราวความฝันที่นางจำได้ยามตื่นนั้นช่างเลือนลาน แต่ใบหน้าหนึ่งที่นางจำได้แม่นก็คือ ใบหน้าของชายหนุ่มผมดำคนหนึ่ง ที่นางรู้สึกโหยหาเขาผู้นั้นอย่างมาก
องค์สะบัดหัวไล่ความคิดที่เกี่ยวกับความฝันนั้นทิ้งไป ก่อนจะเอาแขนไปเท้าคางที่ขอบหน้าต่างของรถม้าที่ตอนนี้กำลังเดินอย่างเอื่อยเฉื่อยในเมืองแล้ว แต่แล้วสายตาของนางก็เหลือบไปเห็นชายหนุ่มผมดำคนหนึ่ง และภาพบางอย่างก็วิ่งเข้ามาในหัวของนางอย่างรวดเร็ว
"หยุดรถ!" องค์หญิงะโขึ้นทันที ก่อนจะรีบวิ่งลงมาจากรถม้าโดยไม่สนองครักษ์ที่กำลังไม่เข้าใจกับสถานการณ์เลยแม้แต่น้อย
องค์หญิงวิ่งไปด้วยกำลังขาของตนอย่างสุดกำลัง แล้วไปหยุดอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มคนที่นางติดใจที่ใบหน้า แต่พอนางมาหยุดอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มคนนั้น เขาก็จ้องมองหน้าของนางตอบกลับเช่นกัน ก่อนที่เขาคนนั้นจะมีน้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองของเขา
"เ้าเป็ใครกัน?" องค์หญิงกล่าวถามด้วยความรู้สึกที่ไม่เข้าใจ นางกล้าตอบได้เลยว่าพึ่งพบกับชายคนนี้เป็ครั้งแรกในชีวิตแน่นอน แต่ทำไมนางถึงเหมือนกับว่ารู้จักกับชายคนนี้กัน
"ลี่ฟาน..." ชายหนุ่มกล่าวขึ้นทั้งน้ำตาก่อนจะค่อยๆ ยกมือขวาขึ้น หวังจะยื่นไปลูบใบหน้าของนางตรงหน้า
"หยุดนะ!!~" เสียงของทหารราชองครักษ์ดังขึ้นพร้อมกับวิ่งกรูเข้ามาบังตัวขององค์หญิงเอาไว้
"ข้าขอโทษที... ข้าเผลอตัวไปหน่อย" ชายหนุ่มกล่าวก่อนจะถอนเท้าเดินถอยห่างไป
"เ้าชื่ออะไร?" องค์หญิงกล่าวถามทันทีเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มกำลังจะจากไป
"ข้าชื่อ [ฟง] ไร้แซ่" ชายหนุ่มตอบจบก็เดินจากไปทันที
พอชายหนุ่มชื่อฟงเดินจากไป องค์หญิงก็เดินกลับรถม้าของนางทันที โดยไม่สนใจจะตอบคำถามของเหล่าราชองครักษ์เลยสักคำ และพอนางขึ้นมาถึงรถม้า นางก็ดึงผ้าลงมาปิดทุกด้าน ก่อนจะมีน้ำตาไหลออกมาอาบแก้มทั้งสองของนาง
"อะไรกัน? ทะ.. ทำไมกันละ? ทำไมข้าต้องร้องไห้ด้วยละ?" นางกล่าวอย่างไม่เข้าใจตนเอง
"ลี่ฟาน... คือใครกัน? ทำไมเราถึงติดใจกับชื่อนี้ [ฟง] ก็ด้วย เพราะอะไรกัน?" นางกล่าวถามกับตนเองอีกครั้งก่อนจะปาดน้ำตาที่แก้มทั้งสองทิ้งไป
ไม่นานนักรถม้าคันนี้ก็กลับมาถึงราชสำนัก และผู้ที่ออกมาต้อนรับเป็คนแรกก็คือองค์ชายเทียนฮู่นั้นเอง
"ว่าไงหนิ่งเอ๋อ การเรียกที่เมืองหลวงแคว้นเฉินเป็อย่างไรบ้าง?" องค์ชายเทียนฮู่กล่าวถามอย่างยิ้มๆ
"ก็ไม่มีปัญหาอะไรท่านพี่... จริงสิ ท่านพี่ข้ามีเื่อยากจะขอให้ท่านช่วยเหลือข้า" องค์หญิงหนิ่งเอ๋อกล่าวถามอย่างเร่งรีบทันที
"แหม่ม แหม่ม กลับมาถึงก็มีเื่เลยนะหนิ่งเอ๋อ" องค์ชายเทียนฮู่กล่าวด้วยท่าทีหยอกล้อเล่นๆ
"ข้าอยากได้ประวัติของชายคนหนึ่ง เขาชื่อ [ฟง] ไม่มีแซ่ ท่านพอจะหาให้ข้าได้ไหม?" องค์หญิงหนิ่งเอ๋อกล่าวถามทันทีโดยไม่สนว่าพี่ชายของตนจะช่วยหรือไม่ แต่พอองค์ชายเทียนฮู่ได้ฟังคำถามปุบ เขาก็หน้าถอดสีเป็ซีดทันที
"กะ.. เกิด.. อะไรขึ้นกันน้องหนิ่งเอ๋อ? ขะ.. เขา.. ไม่สิ! เ้าทำอะไรให้เขาไม่พอใจหรือเปล่า?" องค์ชายเทียนฮู่กล่าวด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด เพราะคนที่ชื่อ [ฟง] ไร้แซ่ในประวัติทะเบียนราษฎ์ของเมืองหลวงแคว้นเทียนนั้นบังเอิญมีอยู่ผู้เดียว
"อะไรกันท่านพี่? ท่านเป็อะไรของท่าน? ทำไมถึงคิดว่าข้าต้องไปรังแกชอบบ้านด้วยกันเล่า?" องค์หญิงหนิ่งเอ๋อตอบออกมาด้วยท่าทีไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเเก้มทั้งสองที่อมลมจนป่อง
"ฟู่... งั้นก็แล้วไป... เื่นี้ถือเป็ความลับของภายในแคว้นเรา น้องหนิ่งเอ๋อต้องเก็บไว้เป็ความลับนะ ครอบครัวของเด็กหนุ่มที่ชื่อฟงน่ะ เป็ผู้วิเศษที่มีวิชาลมปราณ และชายที่ชื่อว่าฟงก็ยังมีฉายาว่าหมอวิเศษอีกด้วยนะ" องค์ชายเทียนฮู่ขยับปากมาพูดใกล้ๆ หูของน้องสาวตนอย่างกับกลัวว่าเื่นี้คนอื่นจะได้ยินแม้ในที่แห่งนี้จะมีเพียงพวกเขาแค่สองคนก็ตาม
"ห๊า? ที่เพ้อฝันอะไรกัน? ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้นแหละว่าลมปราณมันก็แค่นิทานหลอกเด็กเท่านั้น" องค์หญิงหนิ่งเอ๋อกล่าวด้วยอารมณ์ที่บูดบึ้งมากกว่าเดิม แล้วเดินหนีจากพี่ชายตนทันที
"เดี๋ยวสิหนิ่งเอ๋อ!~ พี่พูดจริงนะ!~" องค์ชายเทียนฮู่รีบวิ่งตามแล้วรีบพูดย้ำเตือนทันที
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
ข่าวคราวของหมอวิเศษกับหมอชั้นยอดประจำเมืองหลวงแคว้นเทียนนั้นโด่งดังไปทั่วทั้งทวีป และข่าวที่โด่งดังนั้นก็ชักนำให้คนจากหลากหลายที่ต่างมุ่งตรงมาที่แคว้นเทียนกันมากขึ้นมากกว่าเดิมมาก โดยพวกเขานั้นหวังว่าหากมาที่เมืองแห่งนี้ก็มีหวังจะได้รับการรักษาจากหมอวิเศษ หรือไม่ก็หมอชั้นยอดอย่างหลินหลินนั้นเอง
ทางด้านฟงที่รู้ข่าวคราวดังกล่าวก็ถึงกับต้องกุมขมับทันที เขาไม่คาดคิดว่าผู้คนจะแห่มาจากทั่วสารทิศเพื่อมาให้เขานั้นรักษาให้ ทั้งๆ ที่เขารักษาคนเพียงเพราะอยากจะช่วยเหลือแบบขอไปทีเท่านั้น แต่ทำไมถึงมีคนมายึดติดคิดว่าเขาเป็หมอที่ดีกัน?
นานวันเข้า ผู้คนที่เจ็บป่วยที่มาเมืองหลวงแคว้นเทียนก็มากขึ้น และพอฟงรักษาพวกเขาจนหายดีกลับไปมากเท่าไหร่ จำนวนของผู้ที่จะมาเมืองนี้ก็จะมากขึ้นด้วย ทุกอย่างนั้นส่งผลกระทบเป็แบบลูกโซ่ แคว้นอื่นข้างเคียงนั้นเริ่มสั่นคลอนกับอำนาจทางการแพทย์ที่แคว้นเทียนมี แน่นอนว่ายอมมีสองกลุ่มแิแน่นอน คือ หนึ่ง กลุ่มที่มีแิจะขอเข้าเป็พันธมิตร กับ สอง กลุ่มที่คิดจะโค้นล้มแคว้นเทียนให้หายไปเพราะความอิจฉา
แน่นอนว่าความเดือดร้อนได้กลายเป็เหมือนเข็มไล่ทิ่มแทงคนของราชวงค์เทียนจนอยู่ไม่สุข พวกเขานั้นคาดการไว้คร่าวๆ ได้เลยว่ากลุ่มที่คิดจะโค้นล้มแคว้นเทียนนั้นมีมากกว่า 2 แคว้นแน่ๆ และแคว้นเทียนนั้นก็ไม่ได้ออกศึกสู้รบมานานทำให้กองทหารของแคว้นไร้ความพร้อมรบอย่างสิ้นเชิง หากเกิดาขึ้นแคว้นเทียนต้องหายไปแน่นอน
"เฮ้อ... ให้ตายสิ ทำไมความวุ่นวายมักจะวิ่งเข้าหาพวกเราเสมอเลย คิดเหมือนกันมั้ยท่านพ่อ?" ฟงที่เดินกับชินในราชวัง ถอนหายใจก่อนจะกล่าวอย่างหน่ายใจ
"เฮ้อ... นั้นสินะ ขนาดข้าไม่มาเหยียบที่ราชวังหลายเดือนแล้วก็ยังไม่วายมาตามให้ข้ากลับมาอีก... แต่ทำไงได้ เราอยู่บนที่ดินของเขาก็ต้องช่วยเหลือเขาละนะลูกฟง" ชินถอนหายใจแล้วกล่าวอย่างหน่ายๆ ออกมาเช่นกัน
"นี่พวกท่านจะบ่นกันไปถึงไหนเนี้ย? รู้ไหมว่าตอนนี้ทั้งเมืองกำลังตกอยู่ในสภาวาเย็น ทุกคนต่างตรึงเครียด แล้วดูพวกท่านสิ กลับทำท่าทีเบื่อหน่ายไม่สนโลกออกมาเฉยเลย" หลินหลินที่เดินตามทั้งคู่กล่าวด้วยความหงุดหงิด ซึ่งนางนั้นคือผู้ที่ถูกมอบหมายให้ไปตามทั้งคู่มาเข้าเฝ้าองค์าานั้นเอง
หลังจากเดินอยู่นาน ทั้งสามก็มาถึงราชวังหลังสุดท้ายด้านในสุด เป็หลังที่จัดการประชุมอยู่นั้นเอง ซึ่งในห้องโถงนั้นประกอบไปด้วยองค์าาเทียนหลงเฟย, องค์ชายเทียนฮู่, องค์หญิงหนิ่งเอ๋อ, ซื่อ หลินหลิน และขุนนางแก่ๆ อีกสามคน
"โอ้! ท่านชินมาถึงแล้ว เชิญนั่ง เชิญนั่งได้เลยท่านชิน"
องค์ชายเทียนฮู่รีบลุกขึ้นกล่าวทันที ทำให้ขุนนางแก่ๆ สองคนรู้สึกไม่พอใจเอามากๆ ที่องค์ชายใหญ่แคว้นเทียนต้อนรับสามัญชนดีกว่าตนเอง ผิดกับขุนนางอีกคนที่กำลังอ้าปากค้างอย่าตื่นตะลึง และเพียงไม่นานขุนนางแก่ที่ตื่นตะลึงคนดังกล่าวก็รีบวิ่งมาคุกเข่ากราบแทบเท่าของชินทันที
"องค์ชายเฉินหลง!~ ข้าคิดว่าจะไม่ได้เจอท่านอีกแล้ว!!~" ขุนนางแก่คนนั้นกล่าวอย่างดีใจทั้งน้ำตา ทำให้คนที่เหลือในห้องโถงต่างใในสรรพนามที่พึ่งถูกกล่าวออกมา
"เ้ามัน... [ซงป้า] นี่ไหงถึงมาอยู่ที่นี้ได้?" ชินกล่าวถามอย่างสงสัยก่อนจะก้มลงไปดึงให้ขุนนางคนดังกล่าวลุกขึ้นยืน
"ขะ.. ข้ามาเมืองนี้ในฐานะทูฑไมตรีระหว่างแคว้นขอรับองค์ชาย" ซงป้ารีบตอบทันที
หลังจากนั้นซงป้าก็เล่าอธิบายถึงฐานะเดิมของชินให้กับทุกคนในห้องโถงแห่งนี้ฟัง ทำให้ขุนนางที่ไม่ชอบใจชินก่อนหน้านี้ทั้งสองคนรีบเปลี่ยนท่าทีแทบไม่ทัน ส่วนองค์ชายเทียนฮู่นั้นกับทำตาเป็ประกายมากกว่าเดิม พร้อมกับกล่าวชื่นชมชินไม่ขาดปาก
"สรุปแล้ว้ายืมกำลังของพวกข้าทั้งสองให้ช่วยจัดการกับทัพข้าศึกสินะ?" ชินกล่าวสรุปออกมาด้วยเสียงเรียบๆ
"ถูกต้องแล้วขอรับท่านชิน แน่นอนว่าทางแคว้นเฉินจะส่งทหารมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยขอรับ" ซงป้ากล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม
"ไม่จำเป็" ฟงกล่าวขัดออกมากลางที่ประชุมทันที
"าน่ะมันเต็มไปด้วยความสูญเสีย ให้ข้ากับท่านพ่อเพียงแค่สองคนเป็ทัพหน้าออกไปก็พอ" ฟงกล่าวเสนอต่อ
ปึงงงง!!~
เสียงทุบโต๊ะดังมาจากทางองค์หญิงหนิ่งเอ๋อ พร้อมกับนางนั้นลุกขึ้นมองมาที่ฟงด้วยสายตาโมโหอย่างมาก
"เ้าเอาความมั่นใจมากมายอย่างนั้นมาจากไหนกัน คิดว่าข้าศึกมีจำนวนเท่าไหร่กันเชียว? ต่ำๆ ทางนั้นก็มีทหารสองแสนนายแล้ว" องค์หญิงหนิ่งเอ๋อกล่าวด้วยความไม่พอใจ
"แล้วยังไงละ? ข้ายังไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าจะรับมือกับทหารฝั่งนู้นหมดทัพเสียหน่อย ข้ากำลังจะเสนอว่า ให้สู้ตัดสินในอัตราส่วนที่น้อย เพื่อลดการสูญเสียทั้งสองฝ่าย อย่างน้อยข้าก็เชื่อว่าทหารข้าศึกฝ่ายตรงก็ไม่ได้อยากมาตายเช่นกัน ถึงแม้ว่าข้าจะจัดการกับทั้งกองทัพได้ง่ายๆ ก็เถอะ" ฟงกล่าวออกมา พร้อมกับยิ้มอย่างมีความสุขที่ได้ยุแหย่องค์หญิงตรงหน้า
"นี่เ้า-"
"พอได้แล้วหนิ่งเอ๋อ!...." องค์าาเทียนหลงเฟยกระเสียงแข็งออกมาทำให้นางต้องหยุดเสียงลง
"ทางเราแคว้นเทียนจะเตรียมทหารห้าหมื่นนายไว้เป็แนวหลัง ส่วนแนวหน้าของทัพต้องขอรบกวนท่านทั้งสองด้วย" องค์าาเทียนหลงเฟยกล่าวออกมาด้วยท่าทีสงบนิ่ง
"สรุปแล้วก็เอาตามนี้แหละนะทุกคน... วันนี้เราก็แยกย้ายกันเถอะ" องค์ชายเทียนฮู่รีบพูดเสริมทันที
"องค์าาเทียนหลงเฟยครับ" เสียงของฟงดังขึ้นในขณะที่ทุกคนกำลังแยกย้าย
"มีอะไรหรือคุณหนูฟง?" องค์าากล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพต่อหน้าเด็กที่ได้ฉายาว่าหมอวิเศษ
"ข้าขอยืนตัวองค์หญิงหนิ่งเอ๋อสักครู่จะได้หรือไม่?" ฟงกล่าวถามก่อนจะก้มหัวลง
"ได้สิ ไม่มีปัญหา" องค์าาเทียนหลงเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้มแล้วเดินแยกออกไป
"ไม่นะท่านพ่อ!~" องค์หญิงหนิ่งเอ๋อรีบะโไล่หลังพร้อมกับจะวิ่งตามไปทันที แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว ตอนนี้นางถูกฟงที่อยู่ๆ ก็มาโผล่ตรงจุดที่นางยืนอยู่อย่างรวดเร็วไม่ ชายหนุ่มยังอุ้มนางอยู่ในท่าเ้าหญิงอีกด้วย
"ข้ามีเื่สำคัญต้องกล่าวกับเ้า" ฟงกล่าวจบก็พุ่งทะยานออกเหยียบย่างบนอากาศออกไปทันที พร้อมกับเสียงร้องกรี๊ดไม่เป็ภาษาขององค์หญิงตามมา
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
"นี่องค์หญิงหนิ่งเอ๋อ" ฟงกล่าวเรียกในขณะที่เขากำลังยืนอยู่กลางอากาศเหนือราชวังที่พึ่งออกมาหลายร้อยเมตร
"วะ... วะ.. ว่างะ.. ไง.. จะ.. เ้า.. มีอะไร.. จะคุยกับขะ... ขะ.. ข้า.." องค์หญิงหนิ่งเอ๋อกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด
"ฮะ ฮะ... ข้าขอโทษด้วย ท่าทางเ้าจะกลัวความสูงสินะ งั้นไปที่บ้านข้าแล้วกัน" ฟงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะถีบเท้าพุ่งไปยังทิศทางบ้านของตน แน่นอนองค์หญิงน้อยในอ้อมกอดฟงก็ร้องลั่นจะเป็จะตายให้ได้
ไม่นานนักฟงก็มาถึงบ้านบนยอดผาของตน เขาอุ้มร่างขององค์หญิงไปหยุดลงใกล้ๆ สระน้ำของเขา จากนั้นเขาก็ค่อยๆ วางร่างของนางลงข้างๆ สระช้าๆ โดยให้ขาของนางได้จุ่มลงน้ำเพื่อรับผลของการผ่อนคลายและฟื้นฟูร่างกาย แน่นอนตัวเขาก็ลงนั่งข้างๆ นางด้วย โดยเว้นระยะห่างไว้สอง่แขน
"ในวัยเด็กนั้น ข้าเคยฝันเห็นตัวข้าเป็ชายคนนึง ข้าจำนามของเขาได้แม่น จำได้ทุกเื่ราวของเขา รวมถึงเื่ราวสุดท้ายของเขากับ ผู้หญิงคนเดียวที่เขารักนอกจากแม่ของเขา" ฟงเป็ผู้กล่าวขึ้นมาก่อน
"ข้าเองก็เหมือนกัน... แต่ของข้ามันเป็เพียงแค่ฝันที่เลือนลางเท่านั้น" องค์หญิงหนิ่งเอ๋อพูดออกมาด้วยเสียงเบาๆ
"องค์หญิงหนิ่งเอ๋อเชื่อเื่ภพชาติหรือไม่?" ฟงหันไปถามด้วยใบหน้าจริงจัง
"ไม่รู้สิ... ข้าเองก็บอกไม่ได้ว่าตนเองเชื่อหรือไม่เชื่อ" องค์หญิงกล่าวพลางส่ายหน้าไปมา
"หากข้าจะบอกว่าชาติภพก่อนข้าเป็ใคร องค์หญิงเป็ใคร ท่านจะฟังไหม?" ฟงกล่าวถามออกมาต่อ
"ไม่ละ... ข้าไม่อยากรู้เื่พวกนั้น แค่ข้าฝันเห็นตัวข้าทำเื่บางอย่างที่เลวร้ายกับเขาคนนั้นก็เ็ปจนต้องตื่นขึ้นมาร้องไห้ทุกครั้ง หากเื่ที่เ้าเล่ามันดันตรงกับฝันที่ข้าจำได้ละก็ ข้าต้องเสียใจมากกว่าเดิมแน่" องค์หญิงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ
"งั้นเื่สุดท้ายก่อนเ้าจะมาเกิดละ? อย่างน้อยแค่เื่นี้ก็ยังดีที่ข้าอยากเล่าให้เ้าจำให้ได้" ฟงกล่าวออกมาพร้อมกับดวงตาที่เริ่มมีน้ำตาคลอ
"หา? เ้านี้ช่างดื้อดึงเสียจริง! แถมยังพูดจาตีสนิทข้า ฮึ!" องค์หญิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดูอารมณ์ไม่ดีก่อนจะกอดอกแล้วเชิ่ดหน้าไปอีกทาง
"ลี่ฟาน..." ฟงกล่าวเสียงเบาๆ ออกมาก่อนจะหันหน้ากลับมาแล้วก้มลง
"ข้าจะรอฟังเื่ราวนั้นหลังจากผ่านเื่านี้ไป" องค์หญิงหนิ่งเอ๋อกล่าวขึ้นมาอย่างลอยๆ ทำให้ฟงหันหน้ากลับไปมองทันที
"จริงๆ หรอ?" ฟงถามย้ำ
"แน่นอน... เพราะงั้นสัญญากับข้าว่าจะกลับมาอย่างปลอดภัย?" องค์หญิงหนิ่งเอ๋อกล่าวพร้อมกับยกมือขวาของนางขึ้นแล้วยืนนิ้วก้อยของนางมาด้านหน้าฟง
"ข้าสัญญาข้า" ฟงตอบด้วยเสียงเรียบๆ แล้วยื่นมือไปเกี่ยวก้อยไว้
"หากผิดสัญญาข้าไม่ยกโทษให้ท่านแน่พี่รอง... อ๊ะ!?"
องค์หญิงหนิ่งเอ๋อที่พูดออกมาตามอารมณ์อย่างลืมตัว ก็ใกับคำพูดของตนเอง นางนั้นมิเข้าใจว่าเหตุใดตัวเองถึงพูดอย่างนั้นออกไป มันเหมือนกับว่าคำพูดพวกนี้สลักไว้ในิญญาของนาง และยิ่งคิดหาคำตอบมากเท่าไหร่ ความรู้สึกเศร้าเสียใจที่อยู่ๆ ก็เกิดขึ้นมาก็ถาโถมใส่จนนางต้องร้องไห้ออกมาอย่างบอกบรรยายไม่ถูก
"ทะ.. ทำไมกันละ?" องค์หญิงหนิ่งเอ๋อกล่าวกับตนเองอย่างสงสัยในขณะน้ำตากำลังไหลอยู่
"ข้าขอโทษ" ฟงนั้นดึงนางเข้ามากอดทันที พร้อมกับลูบหลังปลอบโยนนาง จนอาการของนางนั้นค่อยๆ ดีขึ้น จึงค่อยๆ ปล่อยนางออกจากอ้อมกอด
เมื่อทั้งสองแยกออกจากกันแล้ว ทั้งคู่ก็นั่งเงียบไม่ได้พูดอะไรกันอีกไปสักพักนึง จนรู้สึกตัวได้ว่าแสงอาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้าไปแล้ว พร้อมกับชินผู้เป็พ่อของฟงนั้นกลับมาแล้วด้วย สุดท้ายฟงก็เลือกบังคับให้องค์หญิงหนิ่งเอ๋อพักค้างคืนอยู่ที่บ้านของตน แน่นอนว่าเธอนั้นไม่ยอมแล้วรีบวิ่งหนีไปด้านหน้าหวังว่าจะวิ่งเข้าเมือง แต่พอได้เห็นความสูงของหน้าผาก็ทำให้เธอเดินคอตกกลับมาหาฟงทันที
และสักพักซื่อ หลินหลิน ก็ตามมาพักที่บ้านของฟงอีกคน โดยสายตาของนางที่ส่งมาทางองค์หญิงหนิ่งเอ๋อนั้นเต็มไปด้วยความหึงหวง กับอิจฉา ซึ่งฟงเองก็รู้ว่าหลินหลินนั้นกำลังคิดเช่นไรอยู่ ทำให้เขาต้องเอ่ยขู่ลงโทษหลินหลินทันที ทำให้นางลดอาการพวกนั้นลง
หลังจากซื่อ หลินหลินมา ก็มีคนที่คาดไม่ถึงตามมาด้วยอีกคน นั้นก็คือองค์ชายเทียนฮู่นั้นเอง และแน่นอนคำถามของฟงที่ว่าองค์ชายขึ้นมาได้ยังไง ก็มีซื่อ หลินหลินเป็ฝ่ายตอบให้แทน แม้ว่านางจะหลบสายตาอย่างหวาดกลัวก็ตาม โดยนางเล่าว่าหลังจากลงจากผาไป องค์ชายเทียนฮู่ก็อยากมาที่นี้เลยขอร้องให้นางช่วยบอกวิธีขึ้นมาให้ แน่นอนว่านางก็สอนทั้งวิธีสมาธิแบบที่ฟงเคยสอน กับการฝึกปีนสถานที่จริง จนองค์ชายเทียนฮู่ทำมันได้สำเร็จ สุดท้ายแล้วมื้อเย็นของครอบฟงก็เต็มไปด้วยแขกที่เกิดคาดหมายมากๆ
"อย่างน้อยมันก็ยังสงบสุขละนะ หากเ้าจำข้าได้คงจะสุขกว่านี้ก็ได้..."
__________________________________________________________________
-- จบ --