ในที่สุดกระเช้าผ่านป่าสนไหล่เขาเข้าเทียบท่าสถานี Sounzan สถานีนี้เป็จุดสิ้นสุดของ กระเช้าลอยฟ้าเส้นทางนี้พวกเขาต้องลงและเดินไปต่อเคเบิ้ลคาร์ผู้โดยสารที่รอซื้อตั๋วค่อนข้างแน่นไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไร แต่ชายหนุ่มและสี่สหายผ่านเคาท์เตอร์ตั๋วไป เพราะใช้ฮาโกเน่พาส นับว่าประหยัดเวลาไปได้มากโขทีเดียวเพราะต่อให้ใช้ตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ ก็ต้องเข้าคิวยาวเหยียดเพียงแต่การเดินของสี่สหายกลับดูเชื่องข้านิดๆ
สาเหตุนะหรือ เพราะผู้โดยสารส่วนใหญ่ล้วนเป็นักเรียนสาวนอกจากหน้าตาจะจิ้มลิ้มแล้ว ชุดนักเรียนเสื้อขาวกระโปรงลายสก๊อตสีแดงสั้นเต่อแถมบานเล็กน้อยเผยให้เห็นปลีน่องขาวผ่อง มันช่างทรมาณใจชายหนุ่มเหลือเกิน ไม่ใช่โซโลไม่มองเพียงแต่เขาเก็บอาการได้ดีกว่าสองหนุ่ม อาจจะเป็ด้วยอายุและแว่นตาโพลารอยศ์สีดำสนิทที่สวมใส่ และด้วยมาดชายหนุ่มมีอายุที่ดูดีแข็งแรงเหล่านักเรียนสาวส่งสายตามองที่เขาอย่างสนใจ
“เหอะๆๆๆ นี่ละ เสน่ห์ คนสูงวัย”
สองสาวนักศึกษาแอบซุบซิบกัน แต่เขาหูดีได้ยินเต็มๆ เล่นทำเอาเขิน ตัวแข็งทื่อไปเหมือนกัน
แม๊กที่เดินอ้อยอิง มาดแมนเดินมาถึงก่อนโต้ง เขานิ่งเงียบไม่พูดจาจนกระทั่งโต้งตามมาในไม่กี่วินาที สองสหายยิ้มกริ่ม หันมาแซวโซโล
“โห... พี่เลือกเส้นทางเที่ยวได้โดนใจ อย่างนี้ผมนั่งเคบิลคาร์วนได้ทั้งวันเลยนะพี่จริงไหมว่ะแม๊ก...”
พิมพ์พยักหน้ากับแพท แล้วแซวออกมา
“ได้ๆ ตกลงแกสองคนอยู่เที่ยวที่นี่ต่อ ส่วนฉันกับแพทจะไปรอที่โตเกียว โอเคม่ะฉันสองคนถือตั๋วกับ เอกสารจองโรงแรมเอาไว้แล้ว ชิ้วๆๆๆ แกสองคนอยากไปไหนไปเลยพวกฉันจะเกาะพี่เขาไปโตเกียวเอง”
พูดเท่านั้นสองหนุ่มก็หน้าม่อยท่าทีคึกคักเมื่อครู่สงบลงไม่น้อยแต่ก็สงบได้เพียงครู่เดียวเพราะหลังจากเคเบิลคาร์มาถึง แล้วทั้งห้าคนได้ขึ้นไปนั่งก่อน
รูป Cable Car ที่เป็กระจกเปิดโล่งสามารถมองวิวต้นไม้เปลี่ยนสีได้อย่างชัดเจน
ตามด้วยนักเรียนสาวนับร้อยที่ขึ้นรถมายืนอย่างแออัด กระโปรงที่สั้นเต่อกับเสื้อสีขาวโล่งๆ ทำเอาสองหนุ่มตาค้างสติเลื่อนลอย ส่วนโซโลเขาดีดตัวขึ้นลุกให้ผู้สูงวัยนั่งไปก่อนหน้าแล้ว แถมไปยืนติดหน้าต่างกระจกบานใหญ่จ้องมองแต่วิวสองข้างทางที่เป็ต้นเมเปิ้ลสีเหลืองทองสลับแดงเกือบทั้งหมด
แม๊กกับโต้งทำท่าจะลุกขึ้นให้นักเรียนสาวหน้าตาจิ้มลิ้มสองคนนั่งแต่นักเรียนเ่าั้ปฏิเสธ ทำเอาสองคนนั่นหน้าเหรอไปพักใหญ่ต้องหันไปสนใจข้างทางแบบชายหนุ่มที่จริงการเป็สุภาพบุรุษของคนไทยเป็ธรรมเนียมที่ดีงาม แต่ในญี่ปุ่นเขาไม่มีธรรมเนียมนี้ขนาดคนในครอบครัวหากไม่ใช่พ่อแม่แทบไม่เคยลุกให้นั่งเพราะเขาถือว่าไม่ว่าหญิงหรือชายเท่าเทียมกัน ในความเป็จริงแล้ว วัฒณธรรมของเขาให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงด้วยซ้ำมันเป็วัฒณธรรมที่ชาวตะวันตกหลายคนพูดออกมาคล้ายๆกัน ว่าเป็สังคมที่กดขี่ทางเพศแต่นั่นไม่เกี่ยวอะไรกับทัศนคติของโซโล
เพราะหากสาวกันให้ลึกๆแล้วมันเกี่ยวกับประเพณีดังเดิมของเขาที่ผู้ชายเป็ใหญ่ดังนั้นเมื่อหญิงสาวพบกระเหรี่ยงชาวไทยสองคนลุกให้นั่ง ย่อมปฏิเสธเป็ธรรมดาส่วนที่โซโลลุกให้คนชรานั่งกลับไม่ผิดธรรมเนียมแต่อย่างใดที่นี่เขาให้ความสำคัญกับผู้ชราและเด็กอยู่แล้ว
เมื่อ Cable Car ออกวิ่ง สองสาวได้ดูวิวใบไม้เปลี่ยนสีด้านนอกตัวรถอย่างจุใจแม้ว่าเป็แค่่สั้นๆแต่สองหนุ่มเหมือนจะสติหลุดลอยไปเรียบร้อยแล้ว เพราะวิวขาวๆในระยะจ่อลูกตาที่พวกเขาเห็นเกินจินตนาการนักศึกษาหนุ่มไทยทั้งสองไปมากแน่นอนว่าไม่ใช่วิวต้นไม้เปลี่ยนสี แต่เป็วิวนักเรียนสาวสวยที่รายล้อมอยู่ต่างหากถ้าไม่ใช่ว่าจากสถานี Sounzan ไปยังสถานี Gora สั้นมากเพียงหนึ่งกิโลเมตรครึ่งแม้มีมีสถานีย่อยถึงสี่สถานีและใช้เวลาเพียงแปดนาทีเท่านั้น หากนานกว่านี้สองหนุ่มคงเืกำเดาพุ่งพรวดออกมา
แม้ว่าแปดนาทีนับว่านานไม่น้อย แต่สำหรับสองหนุ่มมันกลับเป็่เวลาแห่งความสุขที่แสนสั้นราวกับพึ่งขึ้นเคเบิลคาร์มาเมื่อวินาทีที่แล้วนี่เองเมื่อถึงสถานี Gora ทุกคนลงจากรถจนหมดแล้ว สองสาวต้องลุกเข้าไปตบไหล่สองหนุ่มคนละฉาดเพื่อปลุกพวกเขา ที่ทำตาเลื่อนลอย น้ำลายสอจนเกือบจะหยดลงมาท่าทีราวกับชายโรคจิตสองคน กำลังฝันหวานกลางวันแสกๆ
สถานี Gora เป็สถานีปลายทางของ Cable Car สายนี้ น่าแปลกที่ต้องไปต่อรถไฟรางธรรมดา โซโลเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมต้องเปลี่ยนรถให้ยุ่งยาก ทำไมไม่ใช่ Cable Car ตลอดเส้นทางหรือใช้รถรางธรรมดาทั้งหมดอย่างใดอย่างหนึ่ง จากการศึกษาเขาก็ได้คำตอบแม้ว่าเส้นทาง่นี้จะสั้นแต่ก็มีเหตุผลในการใช้ Cable Carจริง
เนื่องจาก่สองสถานีต้นทางปลายทางนี้ เป็เส้นทางชันลงเขาขึ้นเขา จึงไม่ปลอดภัยถ้าหากใช้รถไฟธรรมดาในการบรรทุกผู้โดยสาร คำว่า Cable Car นอกจากรถจะใช้สายเคเบิลไฟฟ้าที่เกาะบนหลังคาเป็แหล่งพลังขับเคลื่อนยังมาจากที่ใต้ท้องตู้รถไฟมีสายสลิงยึดเหนี่ยวตัวรถกับสถานี Sounzan อีกด้วย
เมื่อเดินผ่านตัวสถานีเพื่อขึ้นรถ Cable Car เขาเห็นกว้านขนาดใหญ่ที่ฉุดลากตัวรถCable Car กำลังทำงานหมุนวน ถ้าเป็รถไฟธรรมดาการขึ้นลงทางชันนี้โดยอิสระ เป็อันตรายเสี่ยงกับการไหลโดยไม่สามารถหยุดรถได้นั่นหมายถึงหายนะเลยทีเดียว
ในที่สุดทั้งห้าคนก็ลงมาที่ชานชาลาของสถานี Gora สองหนุ่มรีบเดินจ้ำอ้าวเพื่อตามกลุ่มเด็กนักเรียนสาวจำนวนไม่น้อยที่ไปรอต่อรถไฟมีจำนวนหนึ่งเดินออกจากสถานีไปขึ้นรถประจำทาง โซโลยืนนิ่งและขำอยู่ในใจ สองหนุ่มมัวแต่จะจ้องสาวๆ จนลืมเส้นทางท่องเที่ยวของวันนี้ไปแล้ว
แพทกับพิมพ์ ยืนท้าวสะเอวอย่างหมั่นไส้รอดูว่าสองหนุ่มจะรู้สึกตัวเมื่อไหร่ จนกระทั่งสองหนุ่มเดินไปกระแซะข้างกลุ่มนักเรียนสาว และกะจะหันมาคุยกับเพื่อนหญิงกลบเกลื่อนความหื่น...นั่นแหละถึงพบว่าโซโลกับสองหญิงสาวยังคงยืนอยู่ที่เดิม
ด้วยความขัดเขิน ทั้งสองจึงเดินไปถ่ายรูป โลโกที่พวกเขาไม่รู้ความหมายที่ติดอยู่ข้างตู้รถไฟ ก่อนจะเดินกลับมา พร้อมรอยยิ้มเจื่อนๆ แม๊ก พูดกลบเกลื่อน
“โลโกบนขบวนรถมันแปลกดี น่าถ่ายเก็บไว้ พวกเธอไม่ถ่ายบ้างหรือ...”
แพท แหวขึ้นมาในทันที “ไม่ต้องแถ... สีข้างพวกแกถลอกหมดแล้วพวกแกหลงเต้าอวบๆกับขาขาวๆของสาวๆ ทำให้พวกเราเสียเวลาแกสองตัวต้องเลี้ยงไอติมพวกฉาน... จบนะ”
หลังพูดจบสองหญิงสาวสะบัดหน้า เดินย้อนกลับขึ้นไปตามเส้นทางที่ CableCar วิ่งมาในทันที เพราะเป้าหมายของเราคือ แวะถ่ายรูปและจิบกาแฟที่คาแฟเล็กๆริมทางที่มีชื่อว่า Hakone Museum Of Photography นอกจากนี้ยังมีร้านที่น่ารักอยู่ติดรางรถไฟที่มีชื่อว่าNinja Cafe จากสถานีถ้าเดินย้อนขึ้นไปฝั่งซ้าย เลียบรางรถไฟไปไม่กี่เมตรจะพบ NinjaCafe แต่พวกเราตกลงที่จะเดินเลยไปดูที่ Hakone Museum Of Photography ที่ห่างออกไปราวสองร้อยเมตรก่อน แล้วกลับมากินมื้อใหญ่ที่ NinjaCafe นี้
เมื่อเดินผ่าน ร้าน Ninja Café เพราะแสงกำลังตกลงมาในมุมที่สวยงามทำให้ตัวอาคารไม้สีน้ำตาลทึม แผ่กลิ่นอายของบ้านญี่ปุ่นโบราณออกมาโซโลแนะนำให้พวกเขาแวะถ่ายรูปสักสองสามรูปก่อน เพราะหากย้อนมาแสงอาจจะไม่สวยเท่านี้ระหว่างที่หมุนซ้ายหมุนขวา เลือกมุมถ่ายรูป โซโลสังเกตุเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนสามคนท่าทีมีพิรุธ เนื่องเพราะดูจากเวลาสมควรไม่มีคนท้องถิ่นว่างขนาดยืนชมนกชมไม้ในบริเวณนี้ที่สำคัญพวกมันไม่เดินไปทำธุระอื่นใด แต่กลับเตร่ดเตร่อยู่ใกล้ๆไม่จากไป
แม้ว่าท่าทางของชายหนุ่ม จะรับกล้องของสี่หนุ่มสาวมาถ่ายแต่ที่จริงเขาแอบสังเกตุพวกมันไปด้วย คนหนึ่งทำท่าหงุดหงิดคว้าบุหรี่ขึ้นมาสูบอีกคนเงยหน้ามองยอดไม้ที่โกร๋นไร้ใบไม่รู้ว่ามันมองหาอะไรอีกคนหนึ่งโย่งโย้ตัวเอียงไปมา เพราะมันโยนลูกอมในแพคยาวขึ้นฟ้าก่อนที่จะอ้าปากรับ เขาถึงขนาดเห็นผ่านกล้อง Cannon 3GX ของตัวเองว่า มันโยนลูกอมยี่ห้อเมนทอสรสนม ขึ้นไปแล้วรับด้วยปากจากนั้นเคี้ยวหยับๆ
ทีแรกเขานึกว่าระแวงคิดไปเอง แต่เมื่อมันโยนเมนทอสชายเสื้อของมันเลิกสูงขึ้น เผยให้เห็นด้ามมีดพกเหน็บเอาไว้ที่เอวใต้เสื้อของมันไม่ผิดพวกมันสามตัว ต้องเป็กลุ่มนักเลงเ้าถิ่นที่ไม่ยอมเลิกราอย่างแน่นอน
โซโลบดกราม คำรามเบาๆในลำคอ “ฮื่ม...”
อารมณ์ของเขาพลันเดือดลุกโชนขึ้นมาการที่พวกมันลงมือในเรือโจรสลัดเห็นชัดว่า ้าสังหารเขาอย่างชัดเจนแม้ว่าเขาจะตอบโต้หนักพอควร แต่พวกมันกลับไม่ยอมหยุดคราวนี้เขาจะจัดหนักให้พวกมันรู้ว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยอย่างเขาไม่ใช่หมูหมากาไก่ ที่พวกมันจะใช้กุ้ยข้างถนนไล่ล่าหากเป็มือสังหารอาชีพอย่างที่ไล่ล่าเขากับโรเบิตร์บนถนนลอยฟ้าเขาอาจจะเกรงกลัวอยู่บ้าง แต่ถ้าเป็นักเลงทั่วไป เหอะ!...
‘ดาหน้าเข้ามาเลยไอ้สามตัวนี้เขาจะมอบความประทับใจให้กับพวกมันจนยากลืมเลือน หากพวกมันรอดนับว่าพวกมันโชคดี’
เื่ที่พวกมันตามกัดราวีไม่เลิกนี้เกินเลยแตะเกล็ดย้อนของเขาอย่างรุนแรง อารมณ์ดิบเถื่อนของชายหนุ่มถูกปลุกให้ลุกโชนขึ้นปรกติเขาจะเป็คนเรียบง่าย ค่อนข้างขี้เกรงใจเสียด้วยซ้ำแต่ในเมื่อพวกมันล้ำเส้นมากไป เขาก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่จะนิ่งเฉยเขาไม่ใช่นักคอมพิวเตอร์หน้าจืดทั่วไป ที่พวกมันจะทำอะไรก็ได้ตามใจการที่พวกมันส่งคนมาฆ่าเขาถึงสองครั้งหากไม่ตอบโต้ก็ผิดวิสัยคนที่มีเืเนื้อคนหนึ่งโดยเฉพาะคนที่มีเขี้ยวเล็บซ่อนเร้นอย่างเขาชาวแก๊งพวกนี้ไม่รู้ว่ากำลังเล่นกับอะไร เขาจะไม่ทนนิ่งอีกต่อไปการตอบโต้จะรุนแรงและเฉียบขาด
พวกมันคงไม่รู้ว่าได้สะกิดต่อมอำมหิตของเขาขึ้นมาแล้ว พวกมันตามล่าสังหารไม่เลิกราจนถึงเวลานี้ ทั้งๆที่รู้ว่า ตำรวจหลายระดับจ้องมองเขาอยู่ แสดงว่าพวกมันไม่กลัวในเมื่อพวกมันไม่กลัว เขาก็ไม่จำเป็ต้องเกรงใจ เป็พวกมัน...จะสังหารเขาก่อนแค่สังหารกลับอย่างแเี ด้วยอาวุธธรรมชาติ ภายใต้กล้องวงจรปิด ที่เขาเห็นว่าตัวกล้องมันเปลี่ยนทิศตามเส้นทางเดินของเขาซึ่งมันจะเป็การสังหารที่ชอบธรรมมีหลักฐานชัดเจน
เขามีทั้งตำรวจสากล และตำรวจพื้นที่เป็พยานปากเอกแถมมีหลักฐานคือภาพเคลื่อนไหวในกล้องวงจรปิด เพียงแค่การตอบโต้อย่างหนักนี้ ต้องให้แเีเท่านั้น
ด้วยศักยภาพและเทคนิดรวมกับประสบการณ์ต่อสู้ที่สั่งสมมาของเขาการทำให้คู่ต่อสู้าเ็รุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตโดยแสดงออกเป็การป้องกันตัวแบบธรรมดาไม่ใช่เื่ยากเย็น คนแก็งนี้ได้แหย่เสือหลับให้ตื่นขึ้นมาแล้ว แน่นอนว่า เขาจะไม่ทำอะไรพวกมันอย่างซุ่มสี่ซุ่มห้าและโจ่งแจ้งให้เดือดร้อนเพราะที่นี่คือประเทศญี่ปุ่น ปรกติไม่สามารถลงมือด้วยซ้ำ ด้วยสถานะนักท่องเที่ยวทำได้เพียงการวิ่งหนีและแจ้งเ้าหน้าที่ตำรวจให้จัดการให้
แต่...เขารู้ดีว่าสถานะของเขาตอนนี้เปลี่ยนไป เ้าหน้าที่ความมั่นคงและตำรวจล้วนจับจ้องเขาจากที่ลับไม่ว่าจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่ทั่วทุกที่ยังมีโดรนเก็บเสียงส่งภาพในบริเวณที่เป็จุดอับ จากนักท่องเที่ยวกลายเป็เหยื่อล่อพวกมันออกมาจากที่ลับดังนั้นหากพวกมันลงมือ เขาก็จะตอบโต้อย่างหนักหน่วงรวดเร็วให้สมกับที่ถูกบังคับให้รับสถานะใหม่‘เหยื่อล่อ’ อย่างแเี
ก่อนเดินออกจาก Ninja Café ชายหนุ่มเดินไปกด Cokeขวดเล็กที่เย็นเฉียบออกมาจากตู้อัตโนมัติข้างทางมือซ้ายของเขาถือขวดโค๊กขนาดเล็กที่กดออกมาจากตู้มือขวาออกแรงบิดจนเกลียวที่ชิลด์ฝาขวดขาดแล้วบิดกลับปิดจนสนิททำท่าเหมือนจะเปิดขวดดื่มแล้วเปลี่ยนใจ ซุกมันลงไปในกระเป๋าเสื้อแม้ดูผิดปรกติแต่ไม่มีใครสนใจ เขายังคงใส่เสื้อกันหนาวสีฟ้าสะดุดตาขวดน้ำอัดลมเย็น ย่อมต้องเปียกชื้น การยัดลงไปในกระเป๋าเสื้อกันหนาวย่อมทำให้เสื้อเปียก ดูเหมือนไม่ฉลาดแต่กลับไม่มีใครสนใจสิ่งเล็กน้อยนี้
ทั้งหมดออกเดินจาก Ninja Café ไปตามทางน้อยเลียบรางรถไฟจนมาถึงทางเข้าเล็ก สภาพของ Museum Of Photographyพูดง่ายคือบ้านญี่ปุ่นโบราณในสวน ที่เล่นระดับเนื่องจากพื้นที่เป็ไหล่เขาระหว่างบ้านโบราณแต่ละหลัง จะมีทางเดินปูด้วยหิน ลัดเลาะไปตามสวนไม้ที่มีทั้งต้นไม้แคระและต้นไม้ใหญ่ ภายในสวนยังมีลำธารสายน้อยไหลผ่าน เนื่องจากพื้นที่เล่นระดับการที่มีสวนในชั้นย่อยต่างๆจึงสร้างมิติทำให้สวนแห่งนี้ดูร่มรื่นและดูกว้างกว่าความเป็จริงมาก
ชายหนุ่มดูจากสภาพแวดล้อมแล้ว สรุปได้ในทันทีว่านี่เป็ลำธารที่สร้างขึ้นออกแบบทางน้ำไหลได้อย่างลงตัววันนี้ร้านกาแฟปิดพวกเขาไม่สามารถข้ามรั้วไม้เล็กเข้าไปในตัวอาคารเก่าได้ทำได้เพียงถ่ายรูปอยู่ด้านนอกเท่านั้น
ถึงเป็สถานที่เล็กๆ แต่ก็มีมุมถ่ายรูปมากมาย สมกับชื่อของมัน ระหว่างถ่ายรูปเขาค่อยๆถอยห่างออกจากสองสาวสองหนุ่ม จนมาหยุดที่มุมสวน มีทางเดินเล็กๆออกไปเขาลอบมองชายฉกรรจ์หน้าเสี้ยมที่ตามติดมาด้านหลังมาระยะห่างพอประมาณ พวกมันอีกสองคนหายไปพอเขาหันไปจ้องมอง เหมือนมันใทำท่าหันมองไปทางอื่นมือซ้ายของมันไพล่หลังอยู่
แต่จากการหมุนตัวเพราะใที่จู่ๆถูกจ้อง ประกอบกับตำแหน่งที่เขายืนอยู่ต่ำกว่ามันเกือบสองเมตรทำให้ เขามองช้อนขึ้นไปเห็นในมือซ้ายของมันกำมีดยาวเกือบถึงข้อศอกพาดเอาไว้บนแขนที่คลุมเอาไว้ด้วยเสื้อแขนยาวกรอมข้อมือส่วนมือขวาของมันปกปิดเจตนาสังหาร ด้วยการกดไปที่แผงลูกอมทรงกลมที่อัดใส่กรอบกระดาษทรงกลมอัดจนเป็แท่งยาวมันดีดลูกอมขึ้นสูงราวเมตรหนึ่ง ก่อนที่จะอ้าปากงับ แล้วเคี้ยวอย่างแม่นยำ อย่างชำนาญจากนั้นลอยหน้าลอยตาส่ายหัวไปมา ท่าทางนี้ช่างกวนอารมณ์ หรืออาจเรียกได้ว่า กวน..ทีนอย่างที่สุด
ชายหนุ่มเดินออกจาก Hakone Museum Of Photography ตามทางน้อยเขารู้ว่ามีทางออกเล็กๆไปด้านนอกแน่นอนว่านี่คือการทำการบ้านตรวจสอบทำเลของสถานที่ท่องเที่ยวก่อนอย่างน้อยหนึ่งวันการลอบออกมานี้ สองหนุ่มสองสาวที่มัวแต่ถ่ายรุปไม่พบเห็นอย่างแน่นอน เขาเดินออกไปที่ประตูข้างมันเป็ซอยเล็กๆมีถนนสองเลนส์สวนตัดหน้า ขวามือเป็ทางลอดรางรถไฟ ซ้ายมือเป็โรงแรม Suiun บนถนนยามนี้ไร้ผู้คนและไม่มีรถวิ่ง
ชายหน้าเสี้ยมที่ตามเข้ามาใน มิวเซียม เดินตามมาติดๆ หางตาเขายังเห็นมันเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าเมื่อโผล่ที่ปากซอยด้านขวาเห็นหนึ่งในสามวิ่งลงมาจากบันไดทางเลียบรางรถไฟส่วนคนสุดท้ายวิ่งมาจากด้านขวาบริเวณทางเข้าลานจอดรถโรงแรมเขาเดาไม่ผิดพวกมันแยกกันเพื่อคุมเชิงทางเข้าออกทั้งหมด
เขาพลันออกวิ่งไปด้านขวา ลงเข้าไปในทางลอดรถไฟกะพอให้ชายหน้าเสี้ยมด้านหลังตามทันในสิบห้าเมตร ส่วนอีกสองคนยังอยู่ห่างพวกมันไม่น่าตามมาทันชายหน้าเสี้ยม และคาดไม่ผิด มันแสดงความเป็วายร้ายออกมาวิ่งพรวดตามออกมาพร้อมชูมีดในมือซ้ายอย่างไม่ปิดบัง ที่ตลกก็คือมือขวาของมันยังคงกำแมนทอสเอาไว้แน่นเพื่อนของมันอีกสองคนก็ออกวิ่งตามมา แต่ด้วยระยะทางและทางภูมิประเทศที่บังคับเป็ไปไม่ได้ที่พวกมันจะมาถึงพร้อมกัน
เมื่อเข้าเขตอุโมงค์จู่ๆ เขาะโเหยียบย้ำโคนเสาไฟแล้วหมุนตัวควับ เท้าขวาเตะเข้าที่ข้อมือซ้ายอย่างแม่นยำจนมีดของมันปลิวกระเด็นไปมือขวากำขวดโค๊กขึ้นมา ร่างของมันยังพุ่งมาตามแรงวิ่ง ตัวของเขาสะบัดตามแรงเหวี่ยงครึ่งรอบพร้อมย่อตัว หักศอกซ้ายตั้งขึ้นกระทุ้งกลับหลังเข้าลิ้นปี่ของมันแม่นยำนอกจากจู่โจมจุดเจ็บจุกของมนุษย์แล้ว แรงกระแทกที่ลิ้นปี่รับไป เท่ากับสองของชายฉกรรจ์ที่เคลื่อนที่สองแรงบวกรวมกันจนมันเ็ปอ้าปากร้อง ‘โอ๊ก...’ ออกมา