บทที่ 6 กลับบ้าน
หลังจากทานอาหารเสร็จ ทั้งสองก็เดินทางต่อ ในที่สุดเมื่อดาวประกายพรึก*[1]ปรากฏบนท้องนภา ทั้งคู่ก็มองเห็นหมู่บ้านเซินหนี่ ในหมู่บ้านเริ่มมีแสงไฟประปรายจากผู้คนที่ตื่นแต่เช้ามาเพื่อเตรียมออกไปหาเลี้ยงชีพ ก่อไฟหุงหาอาหาร เฉินเถียนเถียนนึกตามความทรงจำ ได้พบกับเรือนที่ใหญ่โตที่สุดในหมู่บ้าน นั่นก็คือ เรือนของตระกูลเฉิน
นางต้องรีบหาชุดมาสวมใส่ในขณะที่ฟ้ายังไม่สว่าง หากมีใครเห็นนางใส่ชุดชายชาตรีลงจากูเา เกรงว่าโทษที่เบาที่สุดก็คงจะเป็การถูกจับขังในกรงหมูแล้ว อวิ๋นเคอมองหญิงสาวตัวน้อยด้วยสายตาที่บอกไม่ถูก นางใส่เสื้อผ้าของเขา ทำท่าทางตลก ๆ ปีนข้ามกำแพง เฉินเถียนเถียนคุ้นเคยกับโรงเก็บฟืนที่นางอาศัยอยู่ จึงหาเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่เคยใส่ในอดีตได้ จากนั้นก็แอบเดินออกจากประตูหลังอย่างเงียบ ๆ คืนเสื้อคลุมและรองเท้าให้อวิ๋นเคอ อวิ๋นเคอไม่พูดอะไร สวมเสื้อผ้าแล้วกำลังจะจากไป
“เอ่อ… ขอบคุณนะ” อวิ๋นเคอเพียงหยุดฝีเท้าชั่วครู่ แต่ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอื่นใดก่อนที่เขาจะจากไป เฉินเถียนเถียนเพิ่งกินไก่ป่าครึ่งตัวไปไม่นาน จึงไม่หิว กลับมาที่โรงเก็บฟืนแล้วหาที่นอน ตอนนี้สิ่งสำคัญคือต้องพักผ่อนให้ดี รอให้ถึงเช้า กลัวว่าจะเป็การเริ่มต้นาอีกครั้ง
หลินชุนฮวาที่ถอนหนามในใจไปได้หนึ่งอัน นอนหลับสบายไปทั้งคืน ไก่ตัวผู้เริ่มขันอีกครั้ง นางจึงต้องตื่นมาทำอาหารเช้า ก่อนหน้า เื่นี้เป็หน้าที่ของสาวใช้คนนั้น แต่สาวใช้คนนั้นกลับถูกส่งตัวไป ดังนั้นนางจึงต้องตื่นมาทำเอง ไม่อย่างนั้นเฉินผิงอันจะจับผิดนางได้ เมื่อวานตอนส่งสาวใช้คนนั้นไป ใบหน้าของเฉินผิงอันผู้อ่อนแอคนนี้ยังมีความไม่เต็มใจอยู่บ้าง
เวลานี้ตัวนางเองก็ควรจะทำตัวดี ๆ ไว้หน่อย ไม่อย่างนั้นหมัดของผู้ชายคนนี้ก็ไม่เลือกหน้าเหมือนกัน หลินชุนฮวาคิดถึงลูกชายคนโตที่มีอนาคต ทำอาหารไปก็ยังฮัมเพลงเบา ๆ ไปด้วย ทำอาหารเสร็จนางก็รีบไปปลุกเฉินผิงอันให้ตื่นมาทานข้าวอย่างกระตือรือร้น
ส่วนเฉินเฉิน ลูกชายคนเล็กนั่นอดมื้อหนึ่งก็ไม่ตายหรอก ลูกชายคนโตต่างหากที่เป็ลูกรักของนาง ตอนนี้อยู่ที่สำนักศึกษาตระกูลหลี่ แม้ว่าการอยู่ที่นั่นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตบ้าง แต่ชีวิตที่นั่นก็ไม่แย่ไปกว่าคนในหมู่บ้านหรอก อารมณ์ดี ๆ ของนางเมื่อเห็นเฉินเถียนเถียนเดินออกมาจากโรงเก็บฟืนก็ร่วงหล่นลงสู่หุบเหวในพริบตา
“นังคนใช้ไร้ค่า! เ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” เฉินเถียนเถียนเลียนแบบเ้าของร่างเดิม ก้มหน้าลงอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน พูดอย่างระมัดระวัง
“ท่านแม่ ข้าไม่ควรอยู่ที่นี่ งั้นข้าควรอยู่ที่ไหนหรือ?”
หลินชุนฮวาแทบจะบ้าตาย ของกำนัลที่ส่งไปเพื่อเอาใจคนอื่นกลับมาถึงบ้าน แล้วลูกชายคนโตของนางล่ะ ยังจะไปสำนักศึกษาตระกูลหลี่ได้อยู่หรือไม่
“นังบ้านี่! เ้าต้องตาย กล้าดีอย่างไรหนีกลับบ้านมา เ้าไม่อยากเห็นพี่ชายเ้าได้ดีใช่หรือไม่ ดูเถิดข้าจะตีเ้าให้ตาย นังสาวใช้ไร้ค่า” หากเป็แต่ก่อน เฉินเถียนเถียนคงจะอดทนให้นางตีสักยกแล้วก็กลับไปตระกูลหลี่อย่างว่าง่าย แต่เฉินเถียนเถียนที่เปลี่ยนไปแล้ว จะยอมให้รังแกง่าย ๆ ได้อย่างไร ไม้เผาไฟในมือของหลินชุนฮวายังไม่ทันจะฟาดลงบนตัวนาง นางก็ร้องโหยหวนพลางวิ่งออกไปนอกประตู
“ท่านแม่ ข้าไม่กล้าทำอีกแล้ว ได้โปรดไว้ชีวิตข้าเถิด ข้าจะไปหาคุณชายใหญ่ตระกูลหลี่เดี๋ยวนี้ ไปขอร้องเขาอย่าได้ไล่พี่ชายกลับบ้าน”
หลินชุนฮวาเห็นชื่อเสียงคนดีที่นางบ่มเพาะมาอย่างยากลำบากกำลังจะพังทลาย จึงยิ่งไล่ตามอย่างร้อนรน แค่คำพูดอย่างสาวใช้ไร้ค่า นางก็ไม่กล้าด่าอีกแล้ว หวังเพียงจะหยุดยั้งคนบ้าคนนั้นได้ แม้เมื่อคืนจะไม่ได้นอนทั้งคืน เฉินเถียนเถียนก็รู้สึกเหนื่อยอยู่บ้าง แต่การหนีออกจากลานบ้านจากมือของหลินชุนฮวาที่มีท่าทางงุ่มง่ามเช่นนั้นเป็เื่ง่ายดายอยู่แล้ว
“ท่านแม่ อย่าตีข้าเลย ข้าไม่กล้าทำอีกแล้ว ข้าจะไปนอนบนเตียงของคุณชายใหญ่ตระกูลหลี่อย่างว่าง่ายเดี๋ยวนี้ คุณชายใหญ่ตระกูลหลี่ต้องไม่ไล่พี่ชายกลับมาแน่นอน” สิ่งที่หลินชุนฮวาภาคภูมิใจที่สุดคือการมีลูกชายที่เป็บัณฑิต ดังนั้นเมื่อลูกชายของนางเข้าเรียนที่สำนักศึกษาตระกูลหลี่ คนแรกที่ประกาศออกไปก็คือนางเอง
แต่วันนี้สาวใช้คนนั้นกลับวิ่งออกไปพูดแบบนั้น ใครได้ยินก็คงเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ ชาวบ้านส่วนใหญ่รู้ดีว่าคุณชายหลี่เป็คนเ้าชู้ชอบหญิงงาม และเวลานี้เฉินเถียนเถียนที่วิ่งออกมาก็ล้างหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เมื่อวานนี้หลินชุนฮวายังดูภูมิใจอยู่ต่อหน้าทุกคน แต่วันนี้กลับกลายเป็ตัวตลกให้คนมาดู สตรีครึ่งหมู่บ้านต่างมารุมดูว่าจะมีเื่อะไรน่าสนใจ
“ข้าก็ว่า ไอ้หมอนั่นจากตระกูลเฉิน ไม่ใช่คนโง่หรอกหรือ เหตุใดถึงเข้าสำนักศึกษาตระกูลหลี่ได้ล่ะ ที่แท้ก็เอาลูกสาวไปมอบให้เป็ของกำนัลแลกมาสินะ”
“ข้ายังคิดเลยว่าหลินชุนฮวาเป็คนใจดีเสียอีก ที่แท้ข้าคงคิดผิดไปหน่อย ถึงกับต้องเอาลูกสาวที่เกิดจากภรรยาเอกไปแลกอนาคตให้ลูกชาย น่าขันจริง”
“เฉินผิงอันนั่นไม่ใช่คนโง่หรือ เอาลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองไปแลกอนาคตให้ลูกเลี้ยง เฮอะ…”
“แค่นี้มันจะเป็อะไรไปล่ะ มีแม่เลี้ยงก็ต้องมีพ่อเลี้ยงสิ หญิงผู้นี้บ่นอะไรสักสองสามคำบนเตียง เขาก็เชื่อแล้ว ข้าว่านะ หลินชุนฮวาก็มีเสน่ห์อยู่บ้าง กระซิบข้างหูสักหน่อยก็ไม่ใช่เื่ยากอะไร” เฉินเถียนเถียนมองดูผู้คนที่มามุงดูด้วยความพอใจ นี่ต่างหากคือวิธีการแสดงละครที่ถูกต้อง ถ้าไม่มีผู้ชมสักคนก็ไร้ความหมาย
ในเมื่อผู้ชมมาแล้ว เฉินเถียนเถียนก็ไม่คิดจะยุ่งยากอะไรอีก จึงคว้าไม้เผาไฟของหลินชุนฮวาโยนลงพื้นทันที ในสายตาของทุกคนก็เหมือนหลินชุนฮวาผลักลูกเลี้ยงล้มลงไป
“ท่านแม่ อย่าตีข้าอีกเลยเ้าค่ะ ข้าจะกลับไปหาตระกูลหลี่เดี๋ยวนี้! เมื่อคืนข้าแค่กลัวเลยหนีกลับมา”
หลินชุนฮวาเห็นภาพลักษณ์คนใจดีที่นางสร้างมาอย่างยากลำบากถูกทำลายในพริบตา ก็โกรธจนหน้ามืด ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว
“นังบ้านี่! ไปพูดอะไรเพ้อเจ้ออยู่ข้างนอกน่ะ เห็น ๆ กันอยู่ว่าเ้าเองนั่นแหละที่หลงใหลในความสุขสบาย ไปขึ้นเตียงกับคุณชายใหญ่ตระกูลหลี่ แต่กลับมาใส่ร้ายข้าผู้เป็แม่”
เฉินเถียนเถียนขมวดคิ้ว ไม่คิดว่าถึงตอนนี้หลินชุนฮวายังมีวิธีโต้กลับมาแบบนี้ แต่นางก็ไม่ใช่พวกกินแห้วได้ง่าย ๆ หรอก
“ท่านแม่ ท่านทำแบบนี้ได้อย่างไรกัน ถ้าข้าหลงใหลในความสุขสบายแล้วไปขึ้นเตียงกับคุณชายใหญ่ตระกูลหลี่ แล้วข้าจะกลับมาทำไมล่ะ ข้าต้องเอาชีวิตรอดกลับมาจากเรือนคุณชายนั่นเชียวนะ!”
ดวงตาอันงดงามของหลินชุนฮวาหรี่ลงเล็กน้อย คนตรงหน้านี้เป็เฉินเถียนเถียนหญิงโง่เง่าซื่อบื้อคนนั้นจริง ๆ น่ะหรือ...
“ท่านแม่ ถึงข้าจะไม่ใช่ลูกในไส้ แต่ก็เรียกท่านว่าแม่มาตั้งหลายปีแล้วนะเ้าคะ ข้ากลัวจึงได้หนีกลับมา ท่านจะฆ่าข้าจริง ๆ หรือ ท่านพ่อ… ท่านพ่อช่วยข้าด้วย ลูกจะโดนฆ่าแล้ว!”
เฉินเถียนเถียนไม่ได้ตั้งใจจะต่อล้อต่อเถียงกับหลินชุนฮวามากนัก หญิงผู้นี้อย่างไรก็มีสมองอยู่บ้าง นางจึงตั้งใจจะให้พ่อแท้ ๆ ของร่างนี้ออกมารับผิดชอบ
[1] ดาวประกายพรึก เป็ชื่อดาวพระศุกร์ที่เห็นในเวลาเช้ามืด