หลินซูเฟยกวาดสายตามองบุรุษผู้ที่จงใจแอบอ้างอวดตน ว่าเป็สามีของนางอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเขาสวมอยู่ในอาภรณ์สีครามปนสีเทาหม่นซึ่งขับให้สีผิวของผู้ที่นั่งอยู่บนอานม้าเปล่งประกายขาวผ่องดูโดดเด่นเป็สง่ายิ่งยามจดจ้องไปที่โครงหน้าคมสัน คล้ายว่าเวลาหยุดหมุนไปชั่วขณะ
เขาไม่เพียงหล่อเหลาไร้ที่ติแต่ยังมีดวงตาสีดำสนิทดุจรัตติกาล สันจมูกนั้นโด่งโดดรับกับรูปหน้าได้เป็อย่างดีส่วนที่อยู่เหนือกระบอกตานั้นกำลังขมวดย่นเข้าหากันราวกับกำลังขบคิดอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลาขนคิ้วเรียงเส้นสวยที่หนาเข้มนั้นชวนให้ใบหน้าของเขาแฝงไปด้วยกลิ่นอายของความดุดันเล็กน้อย
“ไปกันเถอะอาเหยาข้ามั่นใจเหลือเกิน ว่าไม่เคยรู้จักกับคนผู้นี้มาก่อน”
หลินซูเฟยทำทีเหมือนกับหูทวนลมนางไม่ชอบให้ตัวเองต้องกลายเป็จุดสนใจ ยิ่งไม่ชอบใจนัก ที่อยู่ดี ๆบุรุษผู้นี้ก็มาทึกทักเอาเอง ว่าเขาเป็สามีของนางในทางกลับกันหากเขาไม่ใช่สามีของนางจริง ๆ แต่นางดันเออออไปตามคำทึกทักของเขาไม่แน่ว่าชาวบ้านที่กำลังเฝ้ามุงดูอย่างสอดรู้สอดเห็น อาจจะเอานางไปนินทาเสีย ๆหาย ๆ ลับหลัง ใครจะรู้เล่า...
“นี่เ้า!ข้าพูดกับเ้าอยู่นะ กล้าเสียมารยาทกับสามีได้อย่างไรกัน”
เหวยจื่อเหวินถึงกับต้องผลัดสีหน้าถมึงทึงขึงขังผันแปรให้กลายเป็จืดเจื่อนในบัดดลเมื่อเห็นว่าโฉมสะคราญนางนั้นกล้าหันหลังให้ตนอย่างไม่แยแสกับแค่ไม่กี่พริบตานางก็สาวเท้าเดินหลัด ๆ ทิ้งระยะห่างไปไกลหลาย่แขนเสียแล้วแต่เดิมเขาไม่ได้เต็มใจรับนางมาเป็ภรรยา ไม่ใคร่เต็มใจที่จะแต่งกับนางเสียด้วยซ้ำเช่นนั้นก็ต้องเป็เขาสิที่หยิ่งทะนงใส่นาง หาใช่ให้นางมาทำกิริยาเช่นนี้ใส่เขา
ครั้นมีเสียงฮือฮาและเสียงวิจารณ์ดังขึ้นขุนนางหนุ่มผู้มาดโตโอ่อ่าก็รู้สึกเสียหน้าเป็อย่างมาก เขาไม่ชอบการถูกปฏิเสธไม่ชอบถูกหักหน้า และไม่ชอบถูกเมินเฉย เพราะตลอดมาเขามักโดดเด่น อยู่ที่สูง และได้รับความสนใจจากคนรอบตัวเสมอมาหากพูดไปก็จะหาว่าโอ้อวดเสียเปล่า!เพราะแม้แต่ฝ่าาผู้ปกครองแผ่นดินยังต้องให้ความสนใจกับเขาเป็พิเศษ
‘นางก็แค่เ้าสาวที่ถูกสลับตัวและเผอิญโชคดีมีวาสนาได้มานั่งกินนอนกินในจวนสกุลเหวยของข้านอกจากไม่รู้จักสำเหนียกสำนึกใส่กะลาหัว นางยังอวดดี!กล้าทำให้ข้าต้องขายขี้หน้าถึงเพียงนี้ เช่นนั้นก็รอดูเอาเถิด!ว่าต่อจากนี้ไปข้าจะสั่งสอนนางอย่างไรบ้าง’
คุณชายเหวยได้แต่ขยับมุมปากมุบมิบเขาสบถบ่นให้กับสตรีงามที่เดินทิ้งสะโพกจากไปอย่างไวว่องเขานึกโกรธเคืองเหลือเกิน! ที่นางแต่งเข้าจวนของเขามาตั้งหลายเดือนแล้วแต่นางนั้นไร้ไหวพริบ ทั้งยังโง่ดักดานไม่ขวนขวายที่จะทำความรู้จักกับสามีผู้ล่วงลับของตนเลยแม้แต่นิดเดียวซึ่งต่อให้ต้องแต่งงานกับสามีที่มีสถานะเป็แค่ิญญาตนหนึ่งก็เถอะเพราะตราบใดที่ขึ้นชื่อว่าเป็ภรรยาแล้วนางก็ควรจะกระตือรือร้นที่จะเปิดดูภาพวาดเสมือนของสามีสักหน่อย ไม่ใช่หรือไง!
คงไม่ใช่ว่า...นางกำลังเล่นแง่อะไรกับข้าหรอกนะ?
เหวยจื่อเหวินที่แต่เดิมนั่งสง่าอยู่บนอานม้าคู่ใจบัดนี้ทั้งบ้วนบ่น ทั้งจูงอาชางามเดินตามก้นสตรีนางนั้นอย่างหัวเสียเวลานี้ในหัวของเขาคิดแต่เื่ที่ว่า จะทำอย่างไรถึงจะกู้หน้าตัวเองกลับมาได้และต้องทำอย่างไรถึงจะเอาชนะนางได้เป็เช่นนี้จื่อเหวินจึงไม่ทันได้แบ่งสมองซีกซ้ายเอามาพึงพินิจว่ากิริยาท่าทางของตนที่เฝ้าเดิมตามฮูหยินต้อย ๆมันดูเหมือนสุนัขเดินตามเ้าของมากเพียงใด
-....-’ ‘หมดกัน! มาดเข้มและความน่าเกรงขามที่คุณชายของข้าสะสมมา’
คนใกล้ชิดของเหวยจื่อเหวินอย่างองครักษ์ตงฉือได้แต่ลอบถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายเมื่อเห็นว่าภาพลักษณ์ของผู้เป็นายกำลังดิ่งลงเหว ทั้งที่คุณชายเหวยควรกลับมาด้วยความโอ่อ่าและสง่าผ่าเผยให้สมกับที่เป็ชายชาติชาตรีที่เพิ่งสร้างความดีความชอบให้แผ่นดินมาหมาด ๆแต่กลับต้องมาเสียท่าเพราะผู้หญิงเพียงคนเดียว...
“คุณหนูอย่าเดินเร็วนักสิเ้าคะ เดี๋ยวจะหน้ามืดเอาได้”
อาเหยาห่วงใยคุณหนูเป็ที่สุด่นี้อากาศเริ่มเย็นลง เป็่คาบเกี่ยวระหว่างสองฤดูลมมรสุมที่พัดผ่านจึงไม่ค่อยบริสุทธิ์สักเท่าไหร่จนกระทั่งเมื่อคืนนี้คุณหนูของนางเริ่มนอนหนาวจับไข้แต่โชคดีที่ไม่ได้เป็ไข้สูงนัก และไม่ได้มีอาการทรุดโทรมอันใดมากคุณหนูของนางจึงพอเดินเหินไปไหนมาไหนได้บ้าง
อย่างเช่นวันนี้คุณหนูควรนอนพักผ่อนอยู่ในจวนแต่ก็ยังอุตส่าห์ถ่อสังขารออกมาเดินตลาดบอกว่าจะมาสั่งตัดชุดที่ร้านผ้าชางฝูให้ได้ คุณหนูชี้แจงเหตุผลให้อาเหยาฟังว่าหากคุณหนูไม่ใส่ใจเื่เสื้อผ้าอาภรณ์ของคนสกุลเหวย พอเข้าฤดูหนาวพวกบ่าวไพร่ในจวนจะไม่มีเสื้อผ้าอุ่น ๆ ใส่ พอถึงตอนนั้นหลายคนจะล้มป่วยและแพร่กระจายพาหะโรคร้ายไปทั่ว หากปล่อยให้เกิดเื่พรรค์นั้นขึ้นมาจริง ๆสามีที่อยู่ในปรโลก คงสาปแช่งและด่าทอว่าหลินซูเฟยคนนี้เป็ฮูหยินที่ไร้ประโยชน์เป็แน่
โอ้ยยยย!
แล้วก็เป็อย่างที่อาเหยาเตือนจริงๆ คุณหนูหลินผู้งดงามเกิดหน้ามืดฉับพลัน นางถกเท้าไม่ออกรู้สึกเหมือนจะเซล้มอยู่รอมร่อแต่โชคดีเหลือเกินที่มีฝ่ามือคู่หนึ่งค้ำยันร่างบอบบางของนางไว้ทัน
'เขาอีกแล้ว!เป็เขาอีกแล้ว ไยไม่ใช่อาเหยาที่เข้ามาประคองข้าเล่า!'
คนงามหันหน้ามาขึงหางตาใส่เขาอย่างถือตัวนางไม่ลืมว่าตอนนี้นางอยู่ในที่โล่งแจ้ง หนำซ้ำยังมีหลายสิบคู่สายตาที่จับจ้องอยู่ต่อให้นางเป็ฮูหยินหม้ายที่ไม่ได้มีสามีเป็ตัวเป็ตนแต่นางก็ไม่อยากให้ชื่อเสียงของสกุลเหวยต้องแปดเปื้อน
“ขอบคุณที่ช่วยเหลือแต่คุณชายโปรดรักษาระยะห่างด้วย ข้าหลินซูเฟยเป็สตรีที่แต่งงานแล้วขออย่าได้ทำให้ข้าต้องลำบากใจและขออย่าได้ทำให้สกุลเหวยของสามีข้าต้องแปดเปื้อนอีกเลย”
คำปฏิเสธของหลินซูเฟยทำให้ชายหนุ่มถึงกับหน้าชาแล้วนางก็เรียกให้อาเหยาเข้ามาประคอง จากนั้นสองสาวก็พากันเดินจากไปอย่างหน้าตาเฉยทิ้งให้ชายหนุ่มยืนมึนงงอย่างโดดเดี่ยวอยู่กับม้าหนึ่งตัวแต่ทว่าไม่นานนักใบหน้าชืดชาของจื่อเหวินก็ผุดความไหวติงขึ้นมาแล้วตอบสนองต่อเหตุการณ์พิลึกกึกกือเมื่อครู่ด้วยคำพูดที่ว่า...
“ตงฉือ...เ้าว่านางเป็สตรีไร้เดียงสาจริง ๆ หรือว่านางแค่แสร้งทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้เพราะอยากเห็นข้าขายขี้หน้าต่อหน้าคนหมู่มาก อยากทำให้ข้าได้ลิ้มลองความอับอายเฉกเช่นที่นางเคยเผชิญครั้งที่แต่งงานโดยไร้เงาของเ้าบ่าว?”
ขุนนางหนุ่มหันไปพูดกับองครักษ์คนสนิทด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยคล้ายไม่อยากใส่ใจ แต่ก็อดใส่ใจในความรู้สึกนึกคิดของนางไม่ได้อยู่ดี เขารู้ดีว่าเขาเป็ฝ่ายผิด ที่ปล่อยให้นางต้องแต่งงานกับโลงศพ แต่แล้วมันจะอย่างไรนั่นเป็เหตุสุดวิสัยและเป็ความลับทางราชการ หาใช่ความผิดของเขาทั้งหมดเสียหน่อย
“เอ่อ...ฟังจากคำพูดที่ฮูหยินน้อยพยายามปัดป้องบอกให้คุณชายรู้จักรักษาระยะห่างทั้งออกหน้าให้สกุลเหวยของพวกเราด้วยคำพูดที่หนักแน่นและตรงไปตรงมางั้นก็เป็ไปได้ว่า ฮูหยินน้อยอาจไม่รู้จักคุณชายจริง ๆ ก็ได้ขอรับ”
ตงฉือพยายามออกความเห็นให้ดูเป็กลางมากที่สุดแม้ว่าแต่เดิมตงฉือจะคล้อยอยู่ฝั่งเดียวกันกับผู้เป็นายอยู่เสมอก็ตามแต่ทว่ายามนี้ย่อมไม่เหมือนเมื่อก่อน ยามนี้คุณชายมีภรรยาแล้วภรรยาของคุณชายก็เปรียบเสมือนนายหญิงของตงฉือเช่นเดียวกัน
“ก็จริงของเ้าข้าไม่เคยโผล่หัวไปหานางเลยแม้แต่ครั้งเดียวหนำซ้ำนางยังไม่มีองครักษ์เงาไว้เรียกใช้งาน เช่นนั้นก็ไม่แปลกที่นางจะทำพฤติกรรมไม่พึงประสงค์เ่าั้กระทั่งตัวข้าต้องยืนขายขี้หน้าอยู่ตรงนี้”
อ้า...
ก็เป็เขาอีกนั่นแหละที่อ่อนข้อให้นางเองโดยที่นางไม่ทันได้อ้าปากร้องขอแม้แต่แอะเดียวแล้วใครกันนะที่เพิ่งออกปากว่าจะสั่งสอนนาง และก่นด่านางสารพัดสารเพอย่างหัวเสียเป็เช่นนี้แล้ว!ตกลงว่าคุณชายมาดสูงอย่างเหวยจื่อเหวินจะใจแข็งกับภรรยาตัวน้อยได้สักกี่น้ำกันเชียว?