นิ้วเจ้าหน้าที่วางลงบนปุ่มกดแล้วหันมามองผม
ผมเดินไป ก้มมองหน้าอกปู่
ขณะนี้ปู่อยู่ในชุดสำหรับผู้วายชนม์เป็นชุดจงซานผ้าขนสัตว์สีดำ ติดกระดุมจนถึงคอตะขอเล็กที่คอก็เกี่ยวไว้อย่างมีระเบียบเผยให้เห็นขอบของคอปกเสื้อเชิ้ตสีขาวเป็นแถบเล็กๆ ดูดีมาก ผมมองผ่านคอเสื้อลงไปสายตาอยู่ที่ทรวงอกด้านซ้าย แล้วพบว่าเสื้อตรงตำแหน่งนั้นถูกคนใช้ใบมีดบางเฉียบกรีดเป็นรูปกากบาทเส้นแนวขวางและแนวดิ่งต่างยาวหนึ่งศอก
ผมลองเลิกเสื้อส่วนที่ถูกกรีดขึ้นดูจุดที่ถูกมีดกรีดข้างในเป็นเสื้อเชิ้ต เสื้อเชิ้ตถูกกรีดออกแต่ผิวหนังไม่เสียหายเลย มือมีดฝีมือละเอียดมาก ตัดแต่เสื้อผ้า คมมีดกรีดผ้าขาดก็หยุดไม่เกินไปแม้แต่น้อย
เจ้าหน้าที่สองคนนั้นต่างชะงักมองผมอย่างงุนงง
“ไม่มีอะไร” ผมโบกมือให้พวกเขา
ใต้เสื้อที่ขาดออก ผิวปู่ขาวซีดกระดูกอกนูนขึ้น แสดงให้เห็นถึงอาการป่วยก่อนเสียชีวิต ปู่ไม่ได้รับสารอาหารเลยจึงซูบผอมลงอย่างช่วยไม่ได้
“คนที่ลงมือต้องการหาอะไรหรือ”ผมมองไปทางประตูใหญ่ก่อน เลี่ยงไม่ให้คนอื่นเข้ามาเห็น ผมตรวจดูตามร่างกายปู่นอกจากรอยกรีดรูปกากบาทแล้ว เสื้อผ้าส่วนอื่นเรียบร้อยดี
ถ้าเช่นนั้นเห็นได้ชัดว่าคนที่ลงมือต้องการตรวจดูหน้าอกปู่เท่านั้น
ผมจัดเสื้อผ้าปู่ให้เข้าที่ทำให้รอยกรีดราบลงไป จากนั้นจึงอธิษฐานในใจ “ปู่ครับ ปู่วางใจไปเถอะผมจะแบกรับเรื่องทั้งหมดเอง มีชีวิตอยู่ต่อไป จนกว่าจะไขปริศนาได้ทำให้สกุลเซี่ยเรารุ่งโรจน์ขึ้น”
เจ้าหน้าที่กดปุ่ม ร่างปู่ค่อยๆเลื่อนเข้าไปในเตาเผา
ผมคุกเข่าลงกับพื้น โขกศีรษะลง ส่งปู่เป็นครั้งสุดท้าย
ประตูเตาเปิดออกอัตโนมัติรอจนร่างปู่เข้าไปแล้ว ก็ปิดลงอย่างไร้เสียง มองจากช่องมองด้านบนเปลวไฟลุกโชนขึ้นทันที ส่งปู่ไปยังแดนสุขาวดี
เจ้าหน้าที่เดินมาหาผม สีหน้ารู้สึกผิดแล้วพูดเบาๆ ว่า “ขอโทษครับ เราไม่เห็นใครเข้ามาเลย ถ้าเป็นไปได้ กรุณาผ่อนปรนหน่อยอย่ารายงานให้หัวหน้าทราบได้ไหมครับ”
ผมผงกหัว “ไม่เป็นไร เป็นเรื่องบังเอิญไม่เกี่ยวกับพวกคุณหรอก”
เจ้าหน้าสองคนนั้นโล่งอกทันทีรีบวิ่งไปที่ห้องทำงานข้างๆ หยิบน้ำแร่และเก้าอี้พับมาให้กระตือรือร้นราวกับพบญาติที่ไม่เจอกันมานาน จากนั้นทั้งสองคนก็พูดขอบคุณไม่หยุดแล้วออกไปทางประตูเล็กด้านข้าง
ผมนั่งชิดกำแพง โต๊ะเล็กข้างๆตั้งกล่องใส่เถ้าอัฐิสีดำใบใหญ่ นี่จะเป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายของปู่
“แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จบเรื่องเสียทีปู่ไม่ต้องทรมานแล้ว” ผมลูบคลำกล่องใส่เถ้าอัฐิ แม้จะปวดร้าวในแต่กลับไม่มีน้ำตา
ต่อไปนี้ผมจะเหลือตัวคนเดียวแล้วจะไปไหนมาไหน ไม่มีใครคอยมาส่ง ไม่มีความวิตกกังวลกับโลกใบนี้ โลกเองก็ไม่วิตกกังวลกับผม
ทันใดนั้นถังหว่านก็มุดออกมาจากประตูสวิงที่คล้องโซ่ไว้เดินเร็วๆ มาอยู่ข้างตัวผม
ตอนที่ผมออกไปเธอยังเฝ้าอยู่ที่ห้องโถงเมื่อกี้เพราะความเศร้าทำให้ผมลืมนึกถึงเธอ
“ระงับความเศร้าด้วยค่ะ เทียนสือ”เธอแตะไหล่ผม
ผมเงยหน้าขึ้นมองเธอ ยิ้มเจื่อนๆพลางตอบว่า “ผมทำใจได้ เกิดแก่เจ็บตาย ไม่ว่าใครก็ต้องมีวันนี้”
สีหน้าถังหว่านเคร่งขรึมมาก คิ้วขมวดแน่น
เราสบตากันดวงตาเธอเปี่ยมด้วยความรู้สึกเห็นใจและสงสาร แต่ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเพียงครึ่งหนึ่งขณะนี้เธอน่าจะกำลังมีปัญหาบางอย่างคาใจ
“เกิดอะไรขึ้นหรือ” ผมถาม
ถังหว่านครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วย้อนถาม“มีคนคนหนึ่ง คุณน่าจะเคยเห็นในข่าวทีวีและหน้าหนังสือพิมพ์ เขาชื่อฉีเหมย”
ผมผงกหัวทันที “ครับ ผมเคยเห็นเขามีฉายาว่าที่ปรึกษาอันดับหนึ่งของมณฑล เมื่อกี้ผมไปพบเยียนเกอสิง เขาก็มามาไว้อาลัยปู่ ยังคุยกับเยียนเกอสิงลับๆ”
ผมอยากประหยัดเวลาจึงเล่าเรื่องทั้งหมดที่รู้ให้เธอฟัง
มีการคิดคำว่า “ที่ปรึกษา”ขึ้นครั้งแรกในสมัยชุนชิวจั้นกั๋ว หมายถึงผู้ที่ทำหน้าที่คอยให้คำปรึกษาแก่บุคคลที่ยิ่งใหญ่มักจะมีความเชื่อมโยงกับคำว่าผู้ช่วยหรือผู้รับใช้ ยุคชุนชิวจั้นกั๋วเป็นยุคสมัยที่บ้านเมืองวุ่นวายที่สุดสมัยแรกในประวัติศาสตร์จีนขณะนั้นผู้มีอำนาจฝ่ายต่างๆ จะเลี้ยงที่ปรึกษาไว้ สะสมกำลังคอยเวลาตั้งตนเป็นใหญ่เป็นอ๋อง ครอบครองดินแดนของตนเองเรื่องราวสมัยจั้นกั๋วเต็มไปด้วยสีสัน ที่ปรึกษาที่สติปัญญาเหนือคนทั่วไปและเชี่ยวชาญด้านการทหารได้กลายเป็นวีรบุรุษที่ประวัติศาสตร์กล่าวถึงความรุ่งโรจน์ของคนเหล่านี้ถูกเล่าขานสืบมาจนถึงเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบฉบับที่คนในวงนักเลงเอาอย่าง
ในเมื่อฉีเหมยได้ฉายาว่าที่ปรึกษาอันดับหนึ่งของมณฑลย่อมแสดงถึงฐานะ นิสัยใจคอและวิธีทำงานที่ไม่ธรรมดา
“เขาเคยมาที่นี่...ก่อนหน้านั้นฉันหลบไปแล้ว”ถังหว่านพูด
ผมเข้าใจเจตนาของถังหว่านในประวัติศาสตร์มีแผน “ตั๊กแตนตำข้าวจับจักจั่น นกกระจอกอยู่ข้างหลัง” สามารถนำมาใช้กับทุกสถานการณ์ขณะนี้ปู่คือเหยื่อล่อที่ดีที่สุด ดึงดูดคนที่มีเจตนาแอบแฝงที่ซ่อนตัวอยู่ถ้าถังหว่านเฝ้าอยู่ที่นี่ คนอื่นก็ได้แต่ตระเวนอยู่รอบๆไม่กล้าเสี่ยงปรากฏตัวออกมา พอเธอออกไป คนที่จะมาย่อมต้องมา
ไม่รู้ว่าเพราะอะไรผมเดาได้ทันที“รอยกรีดรูปกากบาทบนเสื้อปู่เป็นฝีมือฉีเหมย”
ถังหว่านพยักหน้า เธอยังไม่หายกลัวแล้วตอบว่า “ฉันนึกไม่ออกจริงๆ คนที่อยู่ในวงราชการท่าทางมีการศึกษาและมีฐานะอย่างนี้ กลับลงมือรวดเร็วมากใบมีดเขาซ่อนอยู่ระหว่างนิ้วนางและนิ้วก้อยข้างซ้ายปกติน่าจะซ่อนอยู่ใต้นาฬิกาที่ข้อมือ ฉันเป็นหมอ คุ้นกับมีดผ่าตัดแบบนั้นมากแม้จะอยู่ห่างออกไป แต่พอเห็นประกายจากใบมีดตอนที่เขาลงมือก็แน่ใจว่าเป็นใบมีดผ่าตัดหลังจากเขากรีดเสื้อของท่านผู้เฒ่าแล้วไม่ได้เลิกเสื้อขึ้นดู แต่ยื่นมือเข้าไปคลำคลำทีเดียวเท่านั้น ไม่มีครั้งที่สอง ก็ชักมือกลับ จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่แล้วผละไปทางเดิม”
ผมสามารถจินตนาการถึงภาพเหตุการณ์ขณะนั้นจากคำบรรยายของถังหว่าน
ฉีเหมยให้ความรู้สึกเหมือนลมหอบหนึ่งพอพัดผ่านไปก็ไร้เงาไร้รูป ทั้งหมดเกิดขึ้นในชั่วพริบตา เวลานี้ผมมั่นใจแล้วว่าฉีเหมยนั้นมาด้วยเจตนาร้ายถ้าเจตนาดีคงไม่มา
“คงมีบางเรื่องที่เราคาดเดาไม่ได้...”ถังหว่านถอนหายใจ “ขณะนี้เราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่ากำลังเผชิญกับกลุ่มคนแบบไหนคุณรู้ไหม ฉันลอบมองฉีเหมยอยู่ไกลๆรู้สึกเหมือนกำลังมองดูเสือหิวที่กินคนไม่คายกระดูก รู้สึกเสียวสันหลังวาบ”
ผมเองก็รู้สึกได้ตอนที่เยียนเกอสิงเจอกับฉีเหมยท่าทางเยียนเกอสิงหวาดวิตก พูดจาระวังตัวแจ
“เราออกไปคุยกันข้างนอกเถอะเตาเผาต้องใช้เวลาอย่างน้อยห้าสิบนาที” ผมยืนขึ้น
“ก็ดีค่ะ เราต้องหาที่สูดอากาศบ้างดงไม้ข้างหลังก็ไม่เลวนะ” ถังหว่านตอบ
เราเดินออกไปทางประตูสวิงบานนั้นผ่านโถงทางเดินสายหนึ่ง ก็มาถึงป่าต้นหยางที่เงียบสงบลำต้นของต้นหยางที่นี่ใหญ่เท่ากำปั้น อายุต้นไม้น่าจะสองสามปี ใบไม้ไม่ร่มรื่นนัก
“เทียนสือคุณรู้สึกไหมว่านอกจากคุณกับท่านผู้เฒ่าเซี่ยแล้วเยียนเกอสิงก็กลายเป็นเหยื่อบนผิวน้ำที่ดึงดูดคนในวงนักเลงมา” ถังหว่านถาม
ลมพัดโชยมาจนเส้นผมเธอสั่นไหว พอผมยุ่ง ใบหน้าที่ดูล้าอยู่แล้วก็ยิ่งอ่อนล้ายิ่งขึ้น
ผมพยักหน้า “ก็ใช่แต่ผมคิดว่าด้วยอิทธิพลที่ใหญ่โตของเยียนเกอสิงจะสามารถรับมือได้ ไม่แน่นะเขาอาจจงใจทำตัวให้เด่นเพื่อดึงดูดสายตาของทุกคนมาก็ได้”
ด้วยสติปัญญาของเยียนเกอสิงย่อมแยกได้ชัดว่าจะเป็นเหยื่อหรือเป็นนกกระจอกที่อยู่หลังตั๊กแตนตำข้าวทั้งเขายังมียอดฝีมือมากมายในมือที่จะช่วยเขาวางแผน ช่วยเขาบุกหน้าเขาทำอะไรจึงย่อมมีหลักการและมีความเหมาะสม
ผมยังรู้สึกว่าเมื่อเยียนเกอสิงเผชิญหน้ากับสกุลหันแห่งชิงเต่าฉีเหมยและนักมายากลญี่ปุ่นนั้น เขายังไม่ได้แสดงฝีมือเต็มที่ ยังออมมือไว้
ถังหว่านเด็ดใบไม้ใบหนึ่งขยี้ด้วยปลายนิ้ว คิ้วขมวดอย่างใช้ความคิด ไม่พูดตอบ
ผมมองดูเธอจากด้านข้างท่าทางที่เดิมเครียด ไม่พอใจ กระวนกระวายและตื่นเต้นค่อยๆ ผ่อนคลายลง ช่วงเวลาที่ผ่านมาผมเสียปู่ไปแต่ได้เธอมา ถือว่าเป็นความโชคดีในโชคร้าย ยังเป็นโชคดีที่สุดในชีวิตผม
ถ้าเป็นไปได้ผมยินดีกุมมือเธอเดินไปด้วยกัน ไม่แยกจากกันตลอดไป
ถังหว่านครุ่นคิดอยู่นาน แล้วพูดช้าๆ ว่า“เวลานี้ที่ฉันกลัวก็คือ...สถานการณ์ทั้งหมดเสียการควบคุมอย่างสิ้นเชิงจนทำให้วงนักเลงของทั้งมณฑลล่มสลาย ทุกคนถูกดึงเข้ามา ไม่ว่าคนที่เสียประโยชน์หรือคนที่ได้ประโยชน์ต่างหนีหายนะไม่พ้นจริงสิ เมื่อกี้สมภารส่งข้อความมาว่าเคลื่อนย้ายร่างป้ากวนไปอย่างราบรื่นแล้วบอกให้เราไม่ต้องห่วง ห้องกระจกของเขาเป็นอันดับหนึ่งของเอเชียแต่เขาบอกเป็นการส่วนตัวว่าเป็นอันดับหนึ่งของโลกของจักรวาลเพราะห้องกระจกเป็นเครื่องวิเคราะห์วิญญาณมนุษย์ เป็นการรวบรวมพลังของนักฟิสิกส์และคนทรงของชนชาติต่างๆนับพันคน ในอดีตไม่เคยมี อนาคตก็จะไม่มีอีก เทียนสือฉันมั่นใจว่าต้องไขความลับที่ซ่อนอยู่ในตัวป้ากวนได้แน่นี่เป็นเรื่องที่เราคาดหวังที่สุด”
คนอย่างฉีเหมยเป็นที่ปรึกษาของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ย่อมเป็นคนที่ได้ประโยชน์ ไม่ว่าในสถานการณ์ทางการเมืองจะพลิกผันอย่างไรวงนักเลงจะสับสนวุ่นวายอย่างไร เขาล้วนหาทางรอดให้ตัวเองได้ จากนั้นจึงฝังรากลง ถึงจะมีลมมาจากทั่วสารทิศก็ไม่ล้ม
ครั้งนี้พอเขาออกโรงเอง เผยพิรุธออกมาให้ถังหว่านเห็นกล่าวได้ว่าออกทัพอย่างไม่ราบรื่น
ผมหวังว่าเขาจะทำเรื่องมากขึ้นเผยตัวเองออกมามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีแต่ทำแบบนั้น เราจึงจะมองเห็นช่องโหว่ของเขา
โพธิสัตว์ผีเคลื่อนย้ายป้ากวนไปแล้วทำให้ผมคลายความกังวล อย่างน้อยความลับเรื่องนี้ก็อยู่เฉพาะผมถังหว่านและโพธิสัตว์ผี เยียนเกอสิงไม่ได้ยุ่งเกี่ยวด้วย
ในใจผมมีข้อสงสัยมากมายเกี่ยวข้องกับซังชิงหงถ้าสามารถสะสางเรื่องเหล่านี้ได้ แนวคิดของผมจะกระจ่างชัดขึ้น
“คุณเชื่อมั่นในตัวโพธิสัตว์ผีไหมเชื่อเต็มที่ หรือเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ยังต้องระวังตัวบ้าง” ผมถาม
ถังหว่านยืนรับลมพลางยิ้มเจื่อนๆ“เทียนสือ ไม่ควรมีเจตนาร้ายต่อคนอื่น แต่ก็ต้องรู้จักระวังตัวต่อหน้าผลประโยชน์ที่มหาศาล ยังจะมีใครที่ไว้ใจได้อย่างไม่ต้องระแวงล่ะ เทียนสือฉันพูดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าสถานการณ์เวลานี้นอกจากคุณกับฉันที่ไว้ใจกันได้เต็มที่และยอมตายแทนกันได้แล้วเราไม่อาจไว้ใจใครได้อย่างสิ้นเชิง”
คำพูดเธอทำให้หัวใจผมร้อนผ่าวการยอมตายแทนกันได้เป็นขอบเขตสูงสุดของความรักของคนสองคน เธอได้พูดในสิ่งที่ผมยังไม่เคยพูดออกมาแล้ว
“ใช่มีเพียงเราสองคนที่ไว้ใจกันได้เต็มที่ ยอมตายแทนกันได้” ผมพูดซ้ำคำพูดของเธอ
ถังหว่านหันมา เราสองต่างกางแขนออกกอดกันแน่น
วินาทีนี้โลกนี้ราวกับเหลือเพียงเราสองคนชื่อเสียงเกียรติยศทั้งหลาย ความเป็นความตายในวงนักเลง ความยากดีมีจนและการต่อสู้ฆ่าฟันกันล้วนถูกสลัดออกไปไกล