“ซีรู้ว่าพี่กำลังห่วงเื่อะไร” วาริศายิ้มเซียว ๆ แต่ถ้ามีอะไรที่ทำเองได้ก็อยากทำ ฉันทวิชญ์มีครอบครัวที่น่ารักต้องดูแล ไม่อยากให้เขาต้องมาพะว้าพะวังกับเื่ของเธอสองพี่น้อง
“รู้ใช่ไหมว่าเรากำลังเล่นกับไฟ โดยไฟลวกขึ้นมามันเ็ปทรมานมากนะ” ฉันทวิชญ์เตือน และมันไม่ได้เกินจริง วาริศาเองก็น่าจะรู้และเห็นพฤติกรรมเื่ผู้หญิงของท่านประธานอยู่บ้างว่าเป็ยังไง
“เพราะงั้นแหละค่ะ ซีถึงอยากขอเวลาคิด” ตอนนี้เธอต้องชั่งน้ำหนักล่ะว่าตัวเองจะแบกรับความเื่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้แค่ไหน
“ได้ คิดให้ดี คิดให้รอบคอบล่ะ” ฉันทวิชญ์ย้ำ
“ค่ะ”
“งั้นพี่กลับก่อนล่ะ ได้คำตอบยังไงวันจันทร์เราค่อยคุยกัน”
“ค่ะ” วาริศาเดินตามหลังฉันทวิชญ์กลับไปที่เตียง อีกฝ่ายวางมือที่หน้าผากของน้องสาวแ่เบา แล้วหันมายิ้มให้กำลังใจเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไป ปล่อยให้เธอนั่งเหม่อมองน้องสาวที่ไม่รู้ว่าปาฏิหาริย์จะมีจริงหรือเปล่า น้องสาวจะกลับมาหายดีหรือเปล่า แต่วารินคือครอบครัวที่เหลือเพียงคนเดียว เธอจะทำเพื่อน้องสาวคนนี้ให้ถึงที่สุด
หลังจากนั่งคิดนอนคิดทบทวนถึงผลได้ผลเสียใน่วันหยุด พอมาทำงานวาริศาก็เดินตรงมาหาฉันทวิชญ์ที่โต๊ะทันที
“ว่าไง” ฉันทวิชญ์ทักยิ้ม ๆ ซึ่งวาริศาก็ยิ้มตอบน้อย ๆ เม้มปาก มองไปที่ห้องของท่านประธาน แล้วหันกลับมามองคนตรงหน้า “ซีขอคุยกับท่านประธานก่อนได้ไหมคะ”
“จะรับงานใช่ไหม”
“ยังไม่ได้ตัดสินใจค่ะ ซีอยากรู้รายละเอียดและขอบเขตของงานก่อนค่ะ รวมถึงค่าจ้างด้วย” ตอนท้ายพูดเสียงแ่อย่างเขิน ๆ เล็กน้อย จะว่าเธอหน้าเงินก็ช่าง แต่มันคือสิ่งจำเป็สำหรับน้องสาวของเธอมาก
“ได้ มีเวลาก่อนจะออกไปเจอลูกค้าอยู่ประมาณชั่วโมงหนึ่ง เดี๋ยวพี่แจ้งคุณปัถย์ให้ละกัน” ฉันทวิชญ์ใช้วิธีต่อสายหาเ้านายที่อยู่ในห้อง
“ขอบคุณค่ะ”
“คุณซีผู้ช่วยผมขอพบครับ” ฉันทวิชญ์พูดไปก็มองหน้าที่ประหม่าอยู่ตลอดเวลาของวาริศาไป “เข้ามา” เมื่อได้รับคำตอบเขาก็ถอนหายใจ วางโทรศัพท์ เดินนำหญิงสาวไปที่หน้าห้อง ก่อนจะเปิดประตูก็ถามอย่างเป็ห่วงว่า “ให้เข้าไปเป็เพื่อนไหม”
“ไม่เป็ไรค่ะ” วาริศายิ้มให้อีกฝ่ายเล็กน้อย
“ตัดสินใจให้ดีล่ะ” ฉันทวิชญ์ย้ำอีกครั้ง
“ค่ะ”
“คุณปัถย์ห้ามขู่เธอนะครับ” ฉันทวิชญ์โผล่หน้าเข้าไปบอกเ้านายอย่างเป็กังวลทั้งที่รู้ว่าไม่น่าจะมีผลอะไรเท่าไหร่
“เห็นผมเป็คนยังไง” ปัถย์ส่ายหน้า นั่งกอดอกพิงพนักเก้าอี้มองหญิงสาวรูปร่างเล็กกะทัดรัดเดินด้วยท่าทางประหม่ามายืนหน้าโต๊ะทำงาน
“สวัสดีค่ะ” วาริศายกมือไหว้อีกฝ่ายแล้วลดมือที่เย็นชื้นลงมาจับกันไว้แน่น
“คุณมาให้คำตอบ...” ปัถย์ถามออกไปตรง ๆ อย่างไม่้าเสียเวลา หลังจากที่ปล่อยให้ความเงียบครอบงำชั่วระยะหนึ่ง
“ยังค่ะ ฉันอยากรู้รายละเอียดและขอบเขตของงานรวมถึง...”
“ค่าจ้าง” ปัถย์พูดแทรกขึ้นพลางกดยิ้มมุมปาก ขยับตัวนั่งหลังตรงเอาแขนวางบนโต๊ะ แต่สายตาไม่ได้ละจากหญิงสาวที่เอาแต่ก้มหน้าเลย “ไม่มีอะไรมาก ง่าย ๆ วิธีตั้งท้องต้องเกิดจากวิธีธรรมชาติ อุ้มท้อง คลอดและยกเด็กให้เป็ลูกของผมคนเดียว รับเงินค่าจ้างแล้วคุณสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เลย และผมไม่อนุญาตให้คุณมาทวงสิทธิ์ความเป็แม่ ไม่ว่าจะในกรณีไหนทั้งสิ้น อีกข้อผมไม่้าให้คุณแพร่งพรายเื่นี้ให้คนอื่นรู้” เขากำชับเน้นย้ำเงื่อนไขสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่เข้มติดจะดุดันนิด ๆ แน่นอนว่าเขา้าขู่เธอ
“ค่ะ” วาริศาพยักหน้ารับรู้อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
“ค่าจ้าง ผมให้ห้าล้านพอใจไหม”
“ห้าล้าน!” วาริศาอุทานเสียงดัง เงยหน้ามองปัถย์ตาโตอย่างไม่อยากจะเชื่อ ไม่คิดว่าค่าจ้างมันจะสูงลิ่วขนาดนี้
“ทำไมน้อยไปเหรอ” ปัถย์เลิกคิ้วถามยิ้ม ๆ ทั้งที่ดูจากท่าทางก็พอจะรู้ว่าในความรู้สึกของอีกฝ่ายมันมากหรือน้อย
“ปะ...เปล่าค่ะ” วาริศาส่ายหน้ารัว ๆ
“ฟังแล้วพอจะตัดสินใจได้ไหม”
“ขอเวลาคิดอีกหน่อยได้ไหมคะ” แม้ค่าจ้างจะสูง แต่ลูกที่จะต้องยกให้เขามันก็ลูกเธอ มันก็เลยเกิดความลังเลขึ้นมาเป็ระยะ ๆ ทั้งที่เมื่อคืนตัดสินใจได้แล้วแท้ ๆ
“ได้ ผมให้เวลาคุณคิดแค่ยี่สิบสี่ชั่วโมงนะ”
“ค่ะ” วาริศาไม่โต้แย้ง เพราะก่อนหน้าฉันทวิชญ์บอกว่าเขาให้เวลาเธอคิดแค่่วันหยุดสองวัน แต่ตอนนี้ให้มาเพิ่มอีกตามที่ขอก็ถือว่าดีมากแล้ว ทั้งที่เขาจะบังคับเอาคำตอบเดี๋ยวนี้เลยก็ยังได้
“กลับไปคิดให้ดี ทุกอย่างในชีวิตขึ้นอยู่กับคำตอบของคุณแล้ว”
วาริศาถึงกับกลั้นหายใจตัวเกร็งขึ้นมาทันที เมื่อครู่ถ้าฟังโดยไม่คิดอะไร มันก็ไม่มีอะไร แต่ถ้าคิดดี ๆ มันก็คือคำขู่นั่นเองว่า ถ้าเธอปฏิเสธดีไม่ดี แม้แต่งานทำเธอก็จะไม่มี “ค่ะ งั้นฉันขอตัวนะคะ”
“เชิญ”