11/11 สุขสันต์วันป๊อกกี้เดย์ วันนี้มีอีเว้นต์ย่อย ซึ่งพวกเราต้องโปรโมทกิจกรรมและแจกขนมป๊อกกี้ฟรีที่โรงอาหาร เพื่อเชิญชวนให้เหล่านักเรียนแห่มา
เล่น ‘ป๊อกกี้เกม’ กันเยอะๆ
ด้วยความที่กิจกรรมนี้เป็หนึ่งในนโยบาย ‘โรแมนติก สคูล’ แน่นอนว่ากติกามันต้องเสี่ยวจัดสมศักดิ์ศรี =-=*
นักเรียนทุกคนสามารถ ‘ขอท้า’ ใครก็ได้ ให้มาแข่งกินป๊อกกี้แท่งเดียวกันจนหดสั้นลงเรื่อยๆ ใครคาบป๊อกกี้ไว้ได้เป็คนสุดท้ายคือ ‘ผู้ชนะ’ และจะได้
รับป๊อกกี้ฟรีไปท้าแข่งต่อ ฟังดูเป็เกมงี่เง่าไร้สาระที่นิยมเล่นกันตามปาร์ตี้ เพื่อหลอกแต๊ะอั๋งสาว
แต่ๆๆ ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ คนถูกท้าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธและต้องแข่งกินป๊อกกี้จนหมดกล่อง เว้นแต่จะยอมพูดชื่อคนที่ชอบออกมา
คนกล้าเล่นว่าบ้าแล้ว คนคิดกติกาบ้ากว่า ยัย ผอ.นั่น คงอยากสร้างบรรยากาศหวานแหววกุ๊กกิ๊กให้เหล่าหนุ่มสาวสปาร์คกัน แต่จากที่ฉันเห็นตอนนี้…ดู
ท่าผลลัพธ์จะออกมาตรงกันข้าม =_=
“ขอท้า!”
ไอ้แว่นยื่นกล่องป๊อกกี้รสส้มให้ปลาดาวด้วยท่าทางมุ่งมั่นเกินร้อย
“ยะ ยู! >o< ”
ปลาดาวชิงตัดไฟั้แ่ต้นลม รีบปฏิเสธคำท้าด้วยการพูดชื่อฉัน
“ฮืออ~ ฉันเกลียดเธอยัยถังน้ำแข็ง!!! T[]T”
อย่างที่เห็น ตาแว่นน้ำตาคลอเบ้า ทรุดลงไปกองกับพื้นน่าหดหู่
ถึงนายจะซ้อมยื่นป๊อกกี้มาเป็อาทิตย์ก็ไม่มีความหมายหรอกย่ะ เคยได้ยินมะ คนที่ใช่ยืนเฉยๆ เขาก็รักอะ
เอ๊ะ แต่ไม่รู้ฉันตาฝาดไปเองรึเปล่า? เหมือนเห็นปลาดาวแอบยิ้มให้ไอ้แว่นแว้บนึงแฮะ =o=;
คงไม่มีซัมติงกันจริงๆ หรอกมั้ง ลำพังแค่คู่ฉันกะอีตาทวิตซ์ก็เหม็นความรักจะแย่ ถ้าคู่นี้เกิดสปาร์คจุดติดกันขึ้นมาจริงๆ ล่ะก็…
บรื๋อ~ ไม่อยากคิดเลยว่าไอ้แว่นจะเล่นมุขเสี่ยวจีบปลาดาวยังไงบ้าง! >~\\\*< ให้ตายสิ! เหมือนตานั่นแค่อยากแกล้งให้ฉันหึงยังไงไม่รู้!
“โอ๋ๆ น้า~”
ทวิตซ์ลุกจากเก้าอี้ ตรงมาลูบหัวฉันป่อยๆ ก่อนจูงมือพากลับมานั่งที่เดิม ไม่สนใจสาวสวยนมโตที่ออกอาการกระฟัดกระเฟียด เพราะถูกเขาหักหน้า จน
เ้าหล่อนต้องสะบัดตูดหนี
พ้นจากนางนี้ คลื่นชะนีที่รอยื่นป๊อกกี้ให้เขายังมีอีกเป็กระบวน ซึ่งตานั่นก็ดูจะสนุกสนานกับการเรียกชื่อฉันซ้ำๆ ซะเหลือเกิน =*=
ตอนนี้หูฉันชาไปหมดแล้ว ทั้งเสียงหวานๆ ของอีตาทวิตซ์และเสียงกรี๊ดดี๊ด๊าของพวกผู้หญิงตีรวนกันไปหมด
ประสาทจะกิน!!! ฉันล่ะเกลียดงานนี้ที่สุดเลย!
.
1 ชม.ต่อมา…
ในที่สุดป๊อกกี้เ้ากรรมก็ถูกแจกจ่ายจนหมด ต้องขอบคุณพลังฝูงชนของเหล่าชะนีกระหายหิวที่ทำให้พวกนักเรียนกล้าเข้ามาต่อแถวรับป๊อกกี้ฟรีกัน
มากขึ้น แต่จนจบอีเว้นต์ ฉันยังไม่เห็นวี่แววความหวานแหวว ซึ่งเป็จุดประสงค์หลักของงานนี้เลย =-=
ขณะที่มัวแต่นั่งเหม่อมองบรรยากาศหลังจบงาน จู่ๆ ก็มีกล่องป๊อกกี้สีชมพูยื่นจ่อหน้า
“ขอท้า”
เ้าของขนมรสสตอเบอรี่ส่งยิ้มร่า ดูท่าทั้งงานจะมีหมอนี่สนุกอยู่คนเดียว
เอ๊ะ เดี๋ยวสิ…ถ้าอยู่ต่อหน้าทุกคนแบบนี้ ฉันก็ต้องพูดชื่อนายน่ะสิ!?
“…ทวิตซ์”
ฉันเอ่ยชื่อเขาเสียงแ่
“คร้าบ~ ไม่เห็นได้ยินอะไรเลยน้า”
ผู้ฟังจอมยียวนเล่นลิ้น ดูก็รู้ว่าอยากแกล้งกันเต็มที่ จนฉันไม่มีทางเลือกนอกจากตะเบ็งเสียงเรียกชื่อเขา
“ทวิตซ์!”
แต่ดูเหมือนเ้าชายจอมโลภยัง้ามากกว่านั้น
“ทำไมหรอ?”
ทวิตซ์แกล้งโง่ เอียงคอถามด้วยท่าทีขี้เล่นยั่วน้ำโหสุดตรีน ทำเอาฉันปรอทแตกแผดเสียงดังอย่างหงุดหงิด
“โธ่! ก็ฉันชอบนายไงเล่า!!!”
…
กว่าจะรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกไป ก็ไม่อาจเอาคำนั้นกลืนลงคอได้อีกแล้ว
ฉันตะครุบปิดปากเ้าปัญหาไว้แน่น ใบหน้าร้อนแดงวูบวาบ รู้ทั้งรู้ว่าเป็แค่เกมโง่ๆ แต่หัวใจกลับเต้นแรงไร้การควบคุม
ตึกตัก! ตึกตัก! ตึกตัก!
เ้าชายดอกไม้เ้าเล่ห์หรี่สายตาจ้องมองฉัน เผยยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ เมื่อได้ฟังในสิ่งที่้า
“อยากให้ทุกวันเป็ป๊อกกี้เดย์จัง ^^”
ไม่เอาอีกแล้วย่ะ! ให้เป็ Exam Day ทุกวันยังดีซะกว่า!
.
- 15 พฤศจิกายน-
วันพิเศษที่ฉันตั้งตารอ ‘เทศกาลแห่งคำอธิษฐาน’
งานอีเว้นต์ใหญ่ถัดจากฮาโลวีน ซึ่งมีเวลาเตรียมการเพียง 15 วัน โชคดีที่รายละเอียดงานไม่เยอะเท่าไหร่ เน้นติดต่อประสานงานกับบุคคลภายนอก
และตกแต่งพื้น เพราะกิมมิคจริงๆ ของงานคือ ‘พลุและคำอธิษฐาน’ ส่วนอื่นมีไว้เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศเท่านั้น
ฉันกับทวิตซ์ป่วย+ทะเลาะกันกินเวลาไป 3 วัน เตรียมงานป๊อกกี้เดย์อีก 3 วัน ไหนจะต้องเคลียร์งานจิปาถะ แอปหาคู่บรรเทาทุกข์ใจ อ่านหนังสือ หัก
วันพักผ่อน จึงเหลือเวลาเตรียมงานจริงๆ แค่ 1 สัปดาห์เท่านั้น พวกเราเลยเร่งปั่นกันหัวหมุนจนแทบไม่มีเวลาคิดเื่อื่น
ตอนนี้ฉันกำลังง่วนอยู่กับการจัดผมเพ้า แต่งองค์ทรงเครื่องหน้ากระจก…
อากาศเริ่มหนาว ปล่อยผมลงหน่อยดีกว่า…แต่แถวพื้นที่จัดงานลมแรงนี่นา หรือฉันจะมัดรวบดี?
ชุดเดรสสีชมพูอ่อน เสื้อคลุมครีมก็สวยนะ หมอนั่นเคยบอกว่าฉันเหมาะกับสีชมพู…
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
บ้าจริง! แค่แต่งตัวไปงานทำไมต้องใจเต้น เพราะคิดถึงเขาด้วย
นับวันทวิตซ์ยิ่งส่งผลต่อใจฉันมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นไม่เจอหน้าก็ทำให้ใจสั่นได้ แม้แต่เื่เล็กๆ น้อยๆ รอบตัวยังพาลทำให้คิดถึงเขา จนฉันเริ่มปลง ได้
แต่ปลอบใจตัวเองว่า มันคงเป็เื่ปกติล่่ะมั้ง…ก็หมอนั่นเล่นตามตื้อวนเวียนหลอกหลอนฉันทุกวันยิ่งกว่าผี ขนาดในฝันยังไม่เว้น
มันก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่แย่นักหรอก…แต่ขืนเป็อยู่แบบนี้ พอถึงวันต้องบอกลากัน ฉันจะร้องไห้เอาน่ะสิ
ติ๊ดๆๆๆ
เสียงนาฬิกาแจ้งเตือนดึงสติหลุดจากภวังค์
ถึงเวลานัดแล้วนี่นา ไปทั้งแบบนี้เลยละกัน
ฉันบอกลาความลังเล ผละออกจากกระจกที่ยืนส่องอยู่นานสองนาน ก้าวเดินอย่างมั่นใจ
…
แต่ทันทีที่เห็นร่างสูงยืนรอเช่นทุกครั้ง ความประหม่าก็ถาโถมเข้าใส่ พร้อมเสียงหัวใจเต้นระรัว
ความมั่นใจของฉันมันหนีไปพักร้อนแล้วรึไง?
เ้าชายดอกไม้ยืนรออย่างใจเย็น เขาไม่ชอบเล่นมือถือ เลยมักจะเที่ยวมองนู่นมองนี่ไปเรื่อยแทน
ถึงอย่างนั้น เขาก็เป็คนที่ตั้งใจเฝ้าคอยยิ่งกว่าใคร จึงมักได้ยินเสียงฝีเท้าหรือััถึงสายตาของฉันก่อน จนเราหันมาสบตากันเสมอ แม้ฉันยังไม่ได้
เข้าไปทักทาย
แววตาสีฟ้าเปล่งประกายเล่นแสงอัสดงทอดมองฉัน เส้นผมสีเงินพัดพลิ้วตามลมหนาว
วันนี้เขาสวมชุดไปรเวท เสื้อสเวตเตอร์ตัวใหญ่ใส่สบายสีเดียวกับั์ตา กางเกงขายาวสีเทา รองเท้าผ้าใบขาว ทั้งตัวเป็โทนเย็นสบายตา แต่กลับให้
ความรู้สึกอบอุ่นน่ากอด แค่มองดูก็ละมุนไปทั้งใจ
“เธอสวยจัง”
ไม่รู้เป็มารยาทของพวกฝรั่งหรือนิสัยปากหวานส่วนตัวกันแน่ เขาถึงชอบกล่าวชมทุกครั้งที่มีโอกาส แต่ก็ทำให้คนฟังอดใจฟูไม่ได้ทุกที
ไอ้คนติดกลิ่นเดินเข้ามาหอมหัวฉันฟอดใหญ่พอให้หายคิดถึง ก่อนเดินจูงมือนำทางไป
่นี้ปฏิกริยาต่อต้านของฉันต่ำลงเหมือนสัตว์เลี้ยงแสนเชื่อง แทบจะห้ามปรามนิสัยชอบลามปามของเขาเฉพาะตอนอยู่ต่อหน้าคนอื่นเท่านั้น
อย่างว่าล่ะนะ ฉันเริ่มปลงแล้ว แต่ไอ้หัวใจที่เต้นแรงทุกครั้งเมื่ออยู่ใกล้เขานี่สิ ยังคงเป็ปัญหาโลกแตกที่แก้ไม่หายซักที
จะว่าไป…ป่านนี้ไม่รู้ทางปลาดาวเป็ไงบ้าง? เห็นเธอขอตัวไปเดินตรวจงานกะไอแว่นก่อนเวลา
ถึงไม่อยากเชียร์เท่าไหร่ แต่่นี้หมอนั่นแสดงออกชัดเจนร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนฉันอดคิดไม่ได้ว่าคงได้คบกันชัวร์ ถ้าไม่มีใครชิงจีบปลาดาวตัดหน้า
ซะก่อนอะนะ =-=
ต่างจากอีตาทวิตซ์ที่เข้าสู่โหมดเสถียร ไม่ค่อยกระเหี้ยนกระหือรือจี้ถามเท่าไหร่แล้วว่า ‘รักรึยัง?’
สกินชิพเร่าร้อนที่เคยทำให้ฉันแทบมอดไหม้ เริ่มคลายลงจนเปลี่ยนเป็ััอบอุ่นหวานละไมเหมือนนั่งจิบโกโก้หน้าเตาผิง
เขาฉลาดเปลี่ยนวิธีเข้าหา ค่อยๆ บรรจงหยอดความหวานทีละนิดจนปริ่มล้น แทนที่จะยัดเยียดรสเผ็ดแซ่บจัดจ้านเข้ามารวดเดียวแบบไม่บันยะบันยัง
ไม่แปลกที่หัวใจของฉันจะต่อต้านน้อยลง
แต่บางครั้งหมอนั่นก็ยังเผลอหลุดแสดงสัญชาตญาณดิบให้เห็นอยู่เนืองๆ ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้
ในขณะที่ฉันกำลังกินเครปครีมสดอย่างเอร็ดอร่อย
“วิปครีมติดปากเธอน่ะ”
ทวิตซ์ชี้บอกอย่างอดไม่ได้ตามนิสัยเพอร์เฟ็กชั่นนิส
ไม่รอให้ฉันเช็ด ปลายนิ้วโป้งร้อนแ่ก็ชิงปาดออกให้ ก่อนที่เขาจะละเลียดเลียชิมรสชาติหวานล้ำจากปลายนิ้วจนหมดจด
สายตาสีครามระยิบฉายแววนักล่า ทอดมองฉันราวกับอยากกลืนลงคอพร้อมวิปครีม ก่อนผันเปลี่ยนเป็รอยยิ้มอบอุ่นอย่างแเี
“ไม่มีแล้วล่ะ ^^”
ตึกตัก! ตึกตัก! ตึกตัก!
เซ็กซี่เป็บ้า! หัวใจฉันแทบะเิ >///< นายมาทำใจดีล่อเหยื่อเอาป่านนี้ก็ไม่ทันแล้วย่ะ ภาพมันติดตาไปแล้ว!
ทวิตซ์อ่านทุกความคิดในหัวฉันออก หัวเราะเ้าเล่ห์ในลำคอ แต่ยังคงเลือก ‘รอ’ แทนที่จะบุกจู่โจมจี้จุด นักฆ่าเืเย็นปล่อยให้จิตใจสกปรกของฉัน
ทำงานของมันต่อไป จนมันแดดิ้นตายไปเอง
“รีบไปจองที่กันเถอะ”
ฉันพยายามควบคุมน้ำเสียงให้นิ่งสงบ เปลี่ยนเื่คุยเพื่อลบภาพราคะในหัว
หมับ!
“เดี๋ยวหลงนะ”
ทวิตซ์ไม่ปล่อยฉันเดินนำคนเดียว รีบคว้าหมับรั้งไว้
แม้แต่วิธีจับมือของเขาก็เปลี่ยนไปจนทำให้ใจสั่น -///-
นิ้วอุ่นสอดประสานบีบรัดเบาๆ…พลันนึกถึงจูบลูกอมรสหวาน
ฉะ ฉันนี่มันไร้ยางอายจริงๆ!!
ถึงป๊าม๊าที่เคารพรัก หนูขอโทษ ที่กลายเป็ผู้หญิงใจง่ายไปชั่วขณะ (_ _)
เมื่อเห็นฉันมัวแต่เหม่อ เ้าชายดอกไม้ขี้แกล้งเลยใช้ปลายนิ้วเขี่ยไล้หลังมือเล่นจนเสียววาบ
ตึกตัก! ตึกตัก! ตึกตัก!
ร้ายจริงๆ ไม่รู้อีตาทวิตซ์ไปร่ำเรียนวิชามาร 108 เล่มเกวียนมาจากไหนนักหนา ถึงสรรหาวิธีมาปั่นหัวฉันให้แทบคลั่งได้ทุกวัน หรือฉันควรจะปฏิเสธเขา
แข็งขืนแบบเมื่อก่อนดี?
ทว่าบทเรียนที่ผ่านมาช่วยสอนให้รู้ว่า ยิ่งดีดออกแรงเท่าไหร่ เขายิ่งพุ่งกลับแรงเท่านั้น
…กฎแห่งแรงโน้มถ่วงช่างน่ากลัวเหลือเกิน T T
ฉันจึงทำได้เพียงอดทนต่อเสน่ห์ร้ายกาจ ยอมกล้ำกลืนยาพิษแสนหวานที่ค่อยๆ แผดเผาร่างจากภายใน
…
ในที่สุดเราก็ได้ที่นั่งเหมาะๆ ริมแม่น้ำ เพื่อรอชมสีสันของดอกไม้ไฟตระการตาและรอลุ้นว่างานนี้จะแป๊กรึเปล่า?
ถึงตรงนี้ฉันควรอธิบายรายละเอียดให้ฟังพอสังเขป
‘เทศกาลแห่งคำอธิษฐาน’ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวันลอยกระทงของไทย แต่ด้วยกระแสต่อต้านรักธรรมชาติ จึงถูกปรับเปลี่ยนเป็เทศกาลชมพลุ
แทน ส่วนการอธิษฐานขอสิ่งดีๆ ก็ไม่จำเป็ต้องใช้อะไรลอยน้ำ แค่กล้าะโออกมาให้ดังกว่าเสียงพลุ ทั้งความปรารถนาและคำสารภาพบาปจะส่ง
ถึงพระเ้า
งานนี้เปิดั้แ่ 6 โมงเย็นถึง 5 ทุ่ม ทั่วทั้งงานประดับตกแต่งระยิบระยับด้วยไฟสีเหลืองนวลเหมือนแสงหิ่งห้อย ร้านแผงลอยสตรีทฟู้ดแน่นเอี๊ยดเต็ม
สองข้างทางเหมือนงานวัด จัดที่นั่งชมพลุริมตลิ่งสุดโรแมนติก ถ้าไม่ติดเื่อากาศหนาวจัดจนแสบผิว ยุงชุมเสี่ยงเป็ไข้เืออก ทุกอย่างก็เพ
อร์เฟ็กเลยล่ะ
โชคดีที่แต่งตัวมาพร้อมมากและเืเย็นๆ ของฉันก็ไม่ค่อยเป็ที่โปรดปรานของยุงมาแต่ไหนแต่ไร
จากที่เฝ้าสังเกตการณ์ั้แ่เริ่มงาน มีนักเรียนเข้าร่วมเยอะไม่แพ้ฮาโลวีน เหลือแค่รอลุ้นว่าตอนจุดพลุจะมีไอ้บ้าหน้าไหนกล้าพอ ‘ปลดปล่อยคำ
อธิษฐาน’ ออกมาบ้าง
แต่กว่าจะถึงตอนนั้น ฉันคงต้องหาทางเอาตัวรอดจากลูกยั่วของเ้าชายดอกไม้ให้ได้ก่อน
“หนาวจัง…เขยิบเข้ามาอีกสิ”
น้ำเสียงออดอ้อนหวานฉ่ำลอยมาพร้อมกลิ่นหอมของสวนดอกไม้เย้ายวนชวนละลาย
“…”
ฉันแกล้งทำหูทวนลม แต่ใบหน้ากลับร้อนฉ่า
ลำพังตอนนี้ก็ใกล้มากพอทำให้ฉันตะบะแตกได้อยู่แล้ว แหกตาดูสิยะตาบ้า! ห่างกันไม่ถึงคืบด้วยซ้ำ…แถมยังอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน ซึ่งเป็สินค้า
ออกใหม่จากเลิฟช็อป ที่ไม่รู้ว่ายัย ผอ. ใส่กลิ่นฮอร์โมนเสน่ห์ยาแฝกอะไรลงไปบ้าง? ฉันถึงรู้สึกตื่นเต้นขนาดนี้
เมื่อไม่ยอมตามใจ จอมเผด็จการจึงเขยิบเข้ามาประชิดจนแนบเนื้อ มือใหญ่กดหัวฉันซบอกกว้าง พลางลูบผมเบาๆ สร้างดาเมจทำลายล้างรุนแรงจน
อยากกรีดร้อง
ตอนนี้คำอธิษฐานที่ฉันอยากะโออกมาที่สุดคงเป็ ‘อยากจับกด…’
เอ้ย! มะ ไม่ใช่สิ ‘เลิกปั่นหัวฉันซะที!!!’ >\\\