คนฟังยิ้มออก ความขุ่นมัวเมื่อครู่ถูกลบหายไปสิ้น เซียวซีรีบตั้งท่าอกผายไหล่ผึ่ง เริ่มกระบวนท่าใหม่ั้แ่ต้น แต่ยังมิวายหันมาชวนคุย
“เสด็จพ่อตรัสเื่ข้าหรือ”
“การแต่งตั้งองค์รัชทายาทใกล้เข้ามาทุกที ไม่แปลกใจที่จะทรงห่วงกังวล ที่น่าห่วงไปกว่านั้น คือกลุ่มอำนาจที่อยากใช้เ้าเป็เครื่องมือต่อรองกับกลุ่มอื่น ๆ อาจทำให้เ้าตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก”
“สิ่งที่คุ้มหัวข้าอยู่คือความรักความเมตตาของเสด็จพ่อ แต่ก็เป็สิ่งนี้อีกเช่นกันที่สามารถทำลายข้าได้”
“คนพวกนั้นต่างหากที่ทำลายเ้า โดยอาศัยความรักของฝ่าาเป็เครื่องมือ” เฉิงอี้แก้คำพูด แล้วหันมาแก้ท่าทางให้เซียวซีอีกรอบ เขาใช้ดาบแตะให้อีกฝ่ายย่อเข่าลงอีกเล็กน้อย
เซียวซีกลอกตา แต่ก็ยอมย่อตัวลง ถึงกระนั้นก็ยังไม่เป็ที่พอใจของเขาอยู่ดี เขาจึงเปลี่ยนไปยืนซ้อนอยู่ด้านหลังอย่างใกล้ชิด จนได้กลิ่นอันเป็เอกลักษณ์ที่ผสมผสานระหว่างความสะอาดสะอ้านและหอมอ่อน ๆ ความใกล้ชิดเช่นนี้ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น โดยเฉพาะตอนที่ทั้งคู่ต้องนอนกลางดินกินกลางทรายด้วยกัน หากแต่ยิ่งนานวันเข้า ความรู้สึกของเขาก็ยิ่งแปรเปลี่ยนไปจนยากจะควบคุม
เฉิงอี้นิ่งคิดอย่างยุ่งยากใจ ความเงียบของเขาทำให้เซียวซีเอี้ยวตัวมาหา
“คิดสิ่งใดอยู่ หรือท่านคุยอะไรกับเสด็จพ่อมากกว่านี้”
“ไม่ ข้ากำลังคิดเื่ชนกลุ่มน้อย”
“ท่านไม่เคยว่อกแว่กเสียหน่อย”
“ข้านอนไม่พอ” เขาตัดบทดื้อ ๆ ใช้ขาตัวเองแตะที่ขาขวาเซียวซีเป็สัญญาณให้ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
ทุกอย่างเป็ไปตามธรรมชาติ ดังที่มันเคยเป็มาเสมอ ทั้งสองเคลื่อนไหวไปพร้อมกัน แม้แต่ตอนหมุนตัวแล้วเสือกดาบไปข้างหน้า เสียงคมดาบดังแหวกอากาศพร้อมกับเสียงลมพัดใบไม้ไหว นี่นับเป็ฤดูกาลแรกของปีที่ทั้งสองคนได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข หลังจากการเดินทางไปตั้งค่ายที่ชายแดนนานหลายเดือน โชคดีที่ไม่ได้มีเหตุการณ์เลยเถิด นอกเหนือจากการกระทบกระทั่งธรรมดา เพราะข้อเสนอทางการค้าที่เซียวซีเป็คนยื่นไปนั้นก่อเกิดความพอใจกันทั้งสองฝ่าย แม้ในตอนนี้จะยังคุมเชิงกันอยู่ แต่มันก็ทำให้กองทัพได้ถอนกำลังกลับวังหลวงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
เซียวซีคือมันสมองของเขา ไม่ใช่เพียงมือขวาที่คอยระวังหลังให้
“ข้าอยากออกจากเมืองหลวง แต่ไม่อยากกลับไปสนามรบ” เซียวซีพูดขึ้น มือห้อยอยู่ข้างลำตัวด้วยความเหนื่อยหน่าย “ความวุ่นวายของที่นี่กำลังฉีกพวกเราเป็ชิ้น ๆ”
“ข้าพาเ้าหลบไปสักพักได้ แต่เ้าคงไม่อยากทิ้งพระสนมกุ้ยเฟยเอาไว้เพียงผู้เดียว”
“นั่นก็จริง”
“อดทนอีกหน่อยเถอะ เมื่อมีการแต่งตั้งองค์รัชทายาทเสร็จสิ้นลงแล้ว ก็จะไม่มีใครมาวุ่นวายกับเ้าอีก”
“ท่านแน่ใจหรือ ข้าก็ไม่ต่างอะไรกับหอกข้างแคร่ ขัดหูขัดตาคนพวกนั้นไปเสียหมด แล้วยังไร้ผู้สนับสนุนที่ไว้ใจได้อีก”
เท่าที่เซียวซีรู้ มารดาของเขาได้เข้ามาอยู่ในรั้วในวังเพราะเคยช่วยเหลือฮ่องเต้ที่ปลอมตัวออกไปท่องยุทธภพ เมื่อครั้งยังเป็บุรุษหนุ่ม ทั้งสองเกิดความรักใคร่กัน เป็ความรักลึกซึ้งอย่างแท้จริง ฮ่องเต้จึงพามารดาของเขาเข้าวัง จากนั้นไม่นาน เขาจึงถือกำเนิดขึ้นด้วยความรัก ทว่าไม่มีใครยินดีกับโอรสของกุ้ยเฟยผู้ไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นนี้นัก
ไม่มีผู้ใดรู้จักตัวตนที่แท้จริงของนาง แม้แต่เขาซึ่งเป็เืเนื้อเชื้อไขก็ไม่รู้ เหตุใดเขาจึงไม่มีวงศาคณาญาติ เหตุใดมารดาถึงบ่ายเบี่ยงเมื่อเขาถามถึงอดีต เหตุใดความเศร้าโศกและโหยหาจึงผุดขึ้นมาบนใบหน้าของนางอย่างสุดจะกลั้น
แล้วในท้ายที่สุด ความเ็ปเ่าั้ก็ทำให้เขาเลิกถามนางไปในที่สุด
เมื่อไร้ญาติพี่น้อง ก็เท่ากับไร้การสนับสนุน เซียวซีโตมาอย่างโดดเดี่ยว แม้จะมีคนเข้าหาอยู่บ้าง ด้วยเห็นว่าเขาเป็โอรสที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานมากที่สุด แต่มันก็เป็เพียงการเข้าหาเพื่อผลประโยชน์ เขาไม่มีสหาย จนกระทั่งเสด็จพ่อส่งชินอ๋องเฉิงอี้ผู้นี้มาให้
“ข้าสืบทอดตำแหน่งมาั้แ่ยังเยาว์ รู้ทันทุกเล่ห์เหลี่ยมกลโกงในราชสำนัก และสั่งสมอำนาจมาจวบจนถึงทุกวันนี้ หากศัตรูไม่เกรงกลัวพระบารมีฮ่องเต้ มันก็ต้องหัดเกรงกลัวข้าบ้าง” น้ำเสียงของเฉิงอี้เคร่งขรึมจริงจัง แต่ก็แฝงไปด้วยความอ่อนโยน และมีเพียงคนคนเดียวเท่านั้นที่จะได้รับน้ำเสียงเช่นนี้
“ใครเลยจะไม่กลัวท่าน แค่ถลึงตาใส่ พวกนั้นวิ่งกันหางจุกก้น”
เฉิงอี้เคาะศีรษะคนปากดีไปครั้งหนึ่ง แต่ก็อดหัวเราะไม่ได้ “เ้าไม่เห็นกลัว”
“เพราะข้ารู้นิสัยของท่านดี” เซียวซีหมุนตัวกลับมาหา จ้องมองเข้าไปในตาสีนิลโดยปราศจากคำพูด คล้ายจะปล่อยให้ดวงตาเอ่ยถ้อยคำออกมาแทนสิ่งที่เอ่ยเป็วาจาไม่ได้เพราะผิดกฎ์
“องค์ชาย พระสนมกุ้ยเฟยมีรับสั่งให้หา...” ขันทีหน้าตำหนักโผล่พรวดเข้ามาโดยที่ทั้งสองไม่ได้ยินเสียงฝีเท้า เพราะต่างตกอยู่ในภวังค์ทั้งคู่
เซียวซีรีบผละออก เขามีท่าทีเรียบเฉยขณะพยักหน้ารับ แต่ก็มิวายเห็นว่าดวงตาของข้าราชบริพารมีประกายแห่งความสงสัยแวบขึ้นมา