ตอนที่ 25
เริ่มต้นการค้าขาย (25)
“ เ้าดูนั่น... ” นิ้วมือชี้ตรงไปด้านหน้านำพาให้ดวงตาของเด็กน้อยมองไปพบเห็นกับหินขนาดใหญ่
หยางซานที่อยู่ข้างกายได้กระทำบางอย่าง เขาเรียกเร้นพลังิญญาออกมาทั่วทั้งร่างกายแล้วยกมือของตัวเองขึ้นมาถักทอกายเป็ค่ายกลที่เปรียบเสมือนกับวงเวทย์ เด็กน้อยที่นั่งอยู่ด้านหน้าจ้องมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตาไม่กระพริบ
ค่ายกลที่เกิดขึ้นนั้นถูกปล่อยออกไปมันมุ่งตรงข้ามผ่านสายธาราที่ตัดผ่านแล้วมุ่งตรงไปยังก้อนหินที่ตั้งอยู่อีกฟากฝั่ง
เมื่อค่ายกลที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยมือของหยางซานลอยไปัักับก้อนหินก้อนนั้นอยู่ๆก็มีบางอย่างเกิดขึ้น ก้อนหินก้อนนั้นถูกแยกส่วนออกกลายเป็ 2 ส่วนอย่างง่ายดาย
จูเฟยถึงกับอ้าปากค้างกับภาพที่นางได้พบเห็น สตินั้นหลุดเข้าไปในห้วงภวังค์แห่งความตกตะลึง
จนกระทั่งผ่านไปสักพักใหญ่ๆนางได้เพิ่งจะสามารถดึงสติของตนเองกลับมาได้แล้วหันไปมองที่ท่านอาจารย์ของนางอย่างรวดเร็ว
“ ท่านอาจารย์นี่มัน!! ”
“ นี่แหละคือพลังของค่ายกลมันจะขึ้นอยู่กับพวกเราเองว่าจะกำหนดพลังของมันออกมาในรูปแบบเช่นใด ”
“ ยัยหนูจู~ เ้าเป็ลูกศิษย์เพียงคนเดียวของข้า และเ้าเองก็ยังเป็สตรีอย่างไรเสียเราก็ต้องเรียนค่ายกลที่เอาไว้ใช้ในการโจมตีเอาไว้บ้าง ” ท่านอาจารย์ที่อยู่ตรงหน้าของนางพูดออกมา
“ เข้าใจแล้วเ้าค่ะ~ ” นางพยักหน้าขึ้นลง
“ เอาล่ะตอนนี้มาเริ่มกันเลยบทเรียนแรกของผู้ที่ใช้พลังิญญา ตอนนี้เ้าก็รู้เื่ของผู้ที่ใช้พลังิญญาขั้นพื้นฐานแล้วข้าจะเริ่มให้เ้าลองเรียกเร้นพลังิญญาออกมาจากตันเถียน ”
“ ทำได้เลยงั้นหรือเ้าคะ! ”
“ ทำได้~ ทำได้~ ”
“ เอาล่ะเ้าหันหลังซะแล้วก็นั่งสมาธิ ”
จูเฟยไม่รีรอนางได้นั่งหันหลังให้กับผู้เป็อาจารย์ จากนั้นนางก็เข้าสู่ท่านั่งสมาธิ ดวงตาทั้งสองข้างค่อยๆพับปิดลงอย่างช้าๆสองมือประสานกันบริเวณท้องน้อย
ในขณะที่หลับตานางก็เข้าสู่ห้วงภวังค์แห่งความมืดมิดแต่ว่าประสาทััทางด้านการรู้สึกมันยังคงอยู่ นางรู้สึกได้ว่ามือของผู้เป็อาจารย์มาััเข้าที่แผ่นหลังของนาง
“ เอาล่ะยัยหนูจูเ้าลองนึกและจินตนาการถึงพลังที่ไหลออกมาจากภายในร่างกายของเ้าดูสิ ” เสียงนั้นดังแว่วเข้ามาภายในหูของนาง
จูเฟยไม่รีรอนางลองจินตนาการอย่างที่ท่านอาจารย์ของนางนั้นได้บอก พลังภายในร่างกายผู้เป็อาจารย์ของนางได้ชี้แนะไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าทั่วทั้งร่างกายของมนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่าพลังิญญาถูกเก็บเอาไว้อยู่ นางจะต้องทําเช่นไรก็ได้ให้พลังิญญามันไหลออกมาจากภายในร่างกายให้ได้มากที่สุด
ตอนแรกก็ไม่ได้รู้สึกอันใดรู้สึกว่าตัวเองนั้นอยู่ภายในความมืดเท่านั้นแต่เมื่อเข้าสู่ท่านั่งสมาธินานๆ ความเงียบที่ปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณมีเพียงเสียงสายลมเสียงต้นไม้และเสียงของสายธาราเท่านั้นที่ดังแว่วมาเข้าหูของนาง แต่เสียงพวกนั้นเมื่อดังแว่วเข้ามาภายในมุมของนางมันก็ทำให้จิตใจและสงบอย่างบอกไม่ถูก
อยู่ๆจูเฟยก็เริ่มรู้สึกได้ถึงบางอย่าง นางรู้สึกว่าดวงจิตของนางตกเข้าไปสู่ห้วงภวังค์แห่งความมืดมิดที่เงียบสงัด
ร่างกายถูกรายล้อมด้วยความมืดมิด แต่ความมืดมิดรอบร่างกายมันก็ให้ความรู้สึกที่สงบ
ในขณะเดียวกันด้านนอกหยางซานที่กำลังใช้มือััแผ่นหลังของศิษย์ตัวน้อยอยู่นั้นก็เริ่มสังเกตเห็นบางอย่าง พลังิญญาเริ่มไหลออกมาจากร่างกายของจูเฟยอย่างเบาบาง
ใบหน้าของผู้เป็อาจารย์แสดงความตื่นตระหนกอยู่ไม่น้อย ตอนนี้การที่เขานำมือมาััมันก็เพื่อที่ว่าจะส่งพลังิญญาของตนเองไปกระตุ้นพลังิญญาของจูเฟย แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้มันจะไม่จำเป็แล้วอยู่ๆพลังิญญามันก็ถูกเรียกเร้นออกมาจากภายในร่างกายของศิษย์ตัวน้อยเอง
สิ่งเดียวที่ชายชราผู้นี้บอกกับตนเองได้นั่นก็คือลูกศิษย์ตัวน้อยของเขาเป็ผู้ที่มีความอัจฉริยะในด้านพลังิญญาเป็อย่างมาก
หยางซานได้แสดงรอยยิ้มออกมาบนใบหน้าอันอบอุ่น มันดีใจที่มันนั้นมองคนไม่ผิดมันมองเห็นอยู่แล้วว่าเด็กผู้นี้มีความอัจฉริยะที่แตกต่างจากเด็กผู้อื่น
เขาได้เริ่มปล่อยมือของตนเองออก ใน่เวลานี้เขาควรจะปล่อยให้จูเฟยเรียกเร้นพลังิญญาออกมาจากร่างกายด้วยตนเองก่อนเสียจะดีกว่า มันรู้ดีว่าถ้านำพลังิญญาของตนเองเข้าไปใน่จังหวะนี้จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี
ในเมื่อศิษย์ของมันเป็ผู้ที่มีความอัจฉริยะเป็อย่างมากก็ปล่อยให้เรียนรู้ด้วยตนเองโดยที่มันไม่ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยในเวลานี้ถือว่าเป็ดีที่สุด
ผ่านไปสักพักหนึ่งพลังิญญาสีขาวที่ปกคลุมรอบกายของจูเฟยอยู่ตอนแรกมันเป็เพียงออร่าพลังิญญาเบาบางแต่ตอนนี้พลังิญญานั้นเริ่มเด่นชัดขึ้นมาเรื่อยๆจนตอนนี้มันสามารถทำให้หยางซานมองเห็นได้อย่างชัดเจนแล้ว
“ เอาล่ะพอแล้ว ”
เสียงของผู้เป็อาจารย์ดังขึ้นมันเป็สิ่งที่นำพาดวงจิตของจูเฟยหลุดออกมาจากห้วงสมาธิ
ดวงตาที่พักติดอยู่ค่อยๆเปิดขึ้นมาอย่างช้าๆ ดวงตากลมโตคู่นั้นหันมองไปที่ผู้เป็อาจารย์อย่างรวดเร็ว
นางทำใบหน้าฉงนเหตุใดท่านอาจารย์ถึงบอกให้นางหยุดทางที่นางยังไม่ได้ทำอันใดเลยเพียงแค่นั่งสมาธิเฉยๆ
“ อันใดหรือเ้าคะท่านอาจารย์~ ” นางเอ่ยถามพร้อมกับเอียงคอสงสัย
“ เ้าสามารถเรียกเร้นพลังิญญาออกมาได้แล้ว ”
คำพูดของผู้เป็อาจารย์มันทำให้นางนั้นถึงกับต้องขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากัน ผู้เป็อาจารย์ของนางโกหกหรือเปล่านางยังไม่ได้ทำอะไรเลยเหตุใดพลังิญญาถึงะออกมาได้
“ ท่านอาจารย์พูดจริงหรือเ้าคะ ” นางทำหน้าตาไม่อยากจะเชื่อในคำพูดนั้น
“ ข้าพูดจริง ” อีกฝ่ายพยักหน้าตอบกลับ
“ ถ้าท่านอาจารย์พูดจริงแล้วไหนล่ะเ้าค่ะพลังิญญา ” นางลองขยับร่างกายดูก็ไม่ได้มีอันใดแตกต่าง
“ ถ้าเช่นนั้นเ้ามองเห็นนี่หรือไม่ ” ท่านอาจารย์ที่อยู่ด้านหน้าได้เรียกเร้นพลังิญญาออกมาปกคลุมทั่วทั้งร่างกาย
มันทำให้จูเฟยตื่นตระหนกเป็อย่างมาก ดวงตากลมโตของนางเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง สิ่งที่นางมองเห็นคือออร่าพลังบางอย่างที่มีสีเป็สีทองปกคลุมทั่วทั้งร่างกายของผู้เป็อาจารย์
“ นี่มันอันใดเ้าคะ!! ” นางเอ่ยถามอย่างตื่นตระหนก
“ ก็พลังิญญาของข้าอย่างไรล่ะ เ้ามองเห็นแล้วใช่หรือไม่ ”
จูเฟยพยักหน้าขึ้นลง
“ นี่แหละคือสิ่งที่ยืนยันได้เป็อย่างดีว่าตัวของเ้าสามารถเรียกเร้นพลังิญญาออกมาได้ ก่อนหน้านี้เ้าไม่สามารถมองเห็นพลังิญญาจากร่างกายของข้าได้ใช่หรือไม่ เห็นเพียงแค่ค่ายกลที่สร้างขึ้นมา ”
จูเฟยรีบพยักหน้าขึ้นลงเพื่อตอบรับกับไป เป็อย่างที่ท่านอาจารย์ของนางพูดก่อนหน้านี้นางมองเห็นเพียงแค่ค่ายกลที่ถูกสร้างออกมาเท่านั้นแต่ว่ารอบร่างกายของผู้เป็อาจารย์นางแค่รู้สึกได้เท่านั้นว่ามันมีพลังบางอย่างปกคลุมอยู่
ทว่า..ตอนนี้นางกับสามารถมองเห็นพลังนั้นได้อย่างชัดเจนและสามารถมองเห็นมันด้วยตาเปล่าอีกด้วย
“ ตอนนี้ตัวทั่วทั้งร่างกายของเ้ามีพลังิญญาไหลเวียนอยู่ และตัวของเ้าก็เรียกได้ว่าก้าวเดินเข้าสู่วิถีของพลังิญญาแล้ว ”
“ เมื่อร่างกายของเ้าเข้าสู่วิถีพลังิญญาทั้งดวงตาประสาทััทุกอย่างจะสามารถเชื่อมโยงกับพลังิญญาทุกอย่างได้โดยสามารถมองเห็นด้วยตาของเ้าได้ว่าร่างกายของอาจารย์มีพลังิญญาปกคลุมอยู่ ” ผู้เป็อาจารย์อธิบายถึงรายละเอียดออกมาอย่างไม่ขาดตก
“ เข้าใจแล้วเ้าค่ะ ” นางขานรับออกมาพร้อมกับพยักหน้าขึ้นลงทำความเข้าใจ ตอนนี้นางพอเข้าใจกับสิ่งที่ผู้เป็อาจารย์พูดขึ้นมาบ้างแล้ว
“ ถ้าเช่นนั้นตอนนี้ข้าก็สามารถสร้างค่ายกลได้แล้วสิเ้าคะ ” จูเฟยทำหน้าตาสนอกสนใจขึ้นมาในทันทีนางยื่นหน้าน้อยๆเข้าไปหาท่านอาจารย์อย่างรวดเร็ว
“ ได้แล้ว~ ”
“ จริงงั้นหรือเ้าคะ!! ” นางฉีกยิ้มออกมาไม่คิดว่าการจะเรียกเร้นพลังิญญามันจะง่ายดายเพียงนี้
“ ว่าแต่ข้าจะวาดค่ายกลได้เช่นไรแล้วจะวาดค่ายกลอันใดล่ะเ้าค่ะ? ”
“ นั่นสินะงั้นเ้าลองวาดค่ายกลนี้ดูเป็อย่างไร ” ผู้เป็อาจารย์ยื่นมือไปคว้าหยิบกิ่งไม้เล็กๆที่อยู่รอบกายขึ้นมาหนึ่งกิ่ง ก่อนที่ตัวของเขาจะเริ่มใช้กิ่งไม้นั้นวาดเป็ลวดลายอักขระบนพื้นด้านหน้าของจูเฟย
จูเฟยมองภาพที่ผู้เป็อาจารย์ของนางใช้กิ่งไม้วาดขึ้นมาบนพื้นดิน มันเป็ภาพวงกลมอะไรสักอย่างที่มีลวดลายด้านในน่าจะเป็ค่ายกล นางจดจำภาพนั้นได้ั้แ่มองไม่กี่วินาทีเพราะว่ามันไม่ได้มีลวดลายที่ซับซ้อนอันใด
จดจำมันได้เป็อย่างดีแล้วก็เงยหน้าน้อยๆขึ้นมามองผู้เป็อาจารย์ที่อยู่ด้านหน้าของนาง ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยคำถามที่ส่งผ่านไปถึงอีกฝ่าย
“ ให้ข้าทำอันใดหรือเ้าคะและวิธีการสร้างค่ายกลมันทำเช่นไร ” นางถามออกไปทันที แม้ว่าตอนนี้ผู้เป็อาจารย์ของนางจะบอกว่าร่างกายของนางมีพลังิญญาแล้วแต่นางก็ไม่รู้ว่าจะสามารถนำออกมาใช้ได้เช่นไร
“ นั่นสินะ...เ้าจำค่ายกลนี้ได้หรือยัง ” ผู้เป็อาจารย์เอ่ยถาม
“ ข้าจำได้แล้วเ้าค่ะ~ ”
“ ยอดเยี่ยมมาก ” ผู้เป็อาจารย์เอ่ยปากชมออกมาทันทีเขาไม่เคยเห็นเด็กที่มีวัยเพียงแค่นี้ผู้ใดจะสามารถจำลวดลายได้โดยการมองเพียงแค่ไม่เท่าไหร่
“ เอาล่ะ เ้าลองหลับตาและนึกภาพของค่ายกลชนิดนี้ภายในหัวอย่าให้ขาดตกเลยนะแม้แต่ลวดลายเดียว ”
“ เ้าค่ะ ” จูเฟยขานกลับออกไปแล้วนางก็หลับตาทั้งสองของนางลง
นางทำเหมือนเมื่อสักครู่นางตกเข้าไปสู่ในห้วงภวังค์แห่งสมาธิแล้วก็เริ่มวาดลวดลายค่ายกลที่นางจดจำเอาไว้ได้ขึ้นมาทันที
“ วาดเสร็จหรือยัง ถ้าวาดเสร็จแล้วก็ลืมตาขึ้นมา ”
เมื่อได้ยินเสียงของท่านอาจารย์บอกขึ้นมาเช่นนั้นดวงตาทั้งสองข้างที่พับปิดอยู่ก็ค่อยๆลืมเปิดขึ้นมาอย่างช้าๆ นางมองภาพของอาจารย์ตรงหน้าอย่างฉงน
“ เอาล่ะทีนี้เ้าก็ยกมือขึ้นมาแล้วลองจินตนาการถึงค่ายกลที่เ้าวาดไปเมื่อสักครู่อีกครั้งแต่ว่าไม่ต้องหลับตานะ ”
นางเองก็จะทำตามที่ผู้เป็อาจารย์พูด โดยการนึกถึงค่ายกลเมื่อสักครู่ที่นั่งวาดอยู่ภายในสมาธิ และแล้วบางอย่างก็ปรากฏขึ้นมาทั่วทั้งร่างกายของนางเริ่มมีพลังสีขาวปกคลุม
“ !!! ”
จบตอน