“นี่ฉันย้อนเวลาจริงๆ เหรอเนี่ย” เจี้ยนหนิงนั่งบนฟูกนอน กำลังตรึกตรองสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น แท้จริงแล้วเธอเป็ถึงซีอีโอสาวมากความสามารถ แต่อายุก็เยอะแล้วยังไม่มีแฟนแม่จึงนัดบอดหาคู่ให้ เนื่องจากแม่อยากเลี้ยงหลานเธอจึงไม่มีทางเลือกนอกจากทำตาม แต่ในระหว่างทางขับรถไปดันเกิดอุบัติเหตุขึ้น ฟื้นขึ้นมาอีกทีเจี้ยนหนิงก็มีความทรงจำของผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่มีชื่อแซ่เดียวกัน ทำเอาปวดหัวสมองต้องนอนพักบนฟูกเงียบๆ ย่อยข้อมูลเื่ราวในยุคนี้
“ตื่นแล้วเหรอเจี้ยนหนิง ถ้ามีแรงแล้วก็รีบลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตา ช่วยแม่เก็บผักเก็บเห็ดตอนเช้าเข้าใจไหม”
เหลือบมองเ้าของเสียงที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาในห้อง เธอคือมู่ฉินแม่ของเธอนั่นเอง ดูจากรูปลักษณ์แล้วน่าจะเป็คุณป้าใจดี แต่สิ่งที่เจี้ยนหนิงคนนี้ไม่ชอบคือความจน
สำหรับซีอีโอสาวอย่างเธอตลอดมายืนอยู่บนจุดสูงสุด แต่วันนี้พระเ้ากลับเล่นตลก ตื่นขึ้นมาอีกทีก็อยู่ในร่างผู้หญิงที่มีชื่อเดียวกัน แถมตัวบ้านยังเก่าเขรอะ สภาพความเป็อยู่ค่อนข้างแย่ และนอกจากนั้นเธอยังจำได้ว่าตัวเองมีลูกติด และผู้หญิงโง่คนนี้ก็ทะเลาะกับสามีจึงหอบลูกกลับมาอยู่บ้านยาย
เจี้ยนหนิงลุกขึ้นนั่ง ผมเผ้าฟูยุ่งเหยิงเหมือนผีบ้า ไม่มีกระจิตกระใจทำอะไรสักอย่าง แม่ของเธอกลับไม่ปล่อยให้เธอเกียจคร้าน ดึงแขนขึ้นมาแล้วสั่งว่า
“อย่าทำเหมือนไม่มีแรง เพราะลูกเองไม่ใช่เหรอที่หนีมาจากสามี งั้นก็ต้องช่วยแม่ทำงานรู้ไหม ไม่งั้นจะไม่มีเงินไปจ่ายค่าเทอมฟ่านเออร์”
“เข้าใจแล้วน่า แม่ก็…” เจี้ยนหนิงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลุกขึ้น ตอนนี้ตีสี่สภาพอากาศค่อนข้างหนาวเหน็บ เธอเปิดตู้เสื้อผ้าเก่าๆ ในห้องควานหาชุดหนาๆ มาคลุมตัวหลายชั้นจะได้ไม่หนาว
เมื่อเดินออกไปข้างนอกยังมืดอยู่ อาศัยไฟฉายส่องนำทางไปเก็บผักป่า นี่คือกิจวัตรประจำวันของมู่ฉินแม่ของเธอ เก็บผักป่าไปขายที่ตลาดตอนเช้า ผักป่าค่อนข้างมีราคาดี โดยเฉพาะเห็ดราคาต่อกิโลกรัมคือหนึ่งดอลลาร์ฮ่องกง
เจี้ยนหนิงเกิดมาไม่เคยลำบากลำบน แต่ดูตอนนี้สิ ย้อนเวลากลับมานึกว่าจะได้ดิบได้ดีดันอยู่ในหมู่บ้านห่างไกล ยากที่จะเจริญก้าวหน้าได้ คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ แต่ก็ต้องเดินหน้าเก็บของป่ากับแม่
“ทำอะไรของลูกน่ะ เห็ดมันไม่ได้ดึงแบบนั้นสักหน่อย ดึงแบบนั้นมันก็เละแย่น่ะสิ” มู่ฉินบ่นแล้วเข้ามาแย่งเห็ดไปจากมือเธอ เจี้ยนหนิงคล้ายยังตื่นไม่เต็มตา ไม่สิความจริงเธออยากให้นี่เป็เพียงฝันต่างหาก
“เจี้ยนหนิง เจี้ยนหนิง!”
เธอสะดุ้งจนหัวโขกกับต้นไม้ ความรู้สึกแบบนี้แน่นอนว่าไม่ได้ฝัน อยากจะร้องไห้ก็ร้องไม่ออก ฮือฮือ
“ยังตื่นไม่เต็มตาหรือไง หรือว่าเหนื่อยแล้ว ถ้างั้นก็กลับไปหาสามีสิ อู๋เล่ยรอลูกอยู่นะ” มู่ฉินแนะนำลูกสาว
“แม่คะ หนูออกมาจากที่นั่นแล้วจะให้กลับไปได้ยังไง” เจี้ยนหนิงกรอกตามองบน
“ก็ไม่รู้สิ ก็เห็นลูกไม่อยากทำงาน งั้นก็ต้องกลับไปอยู่กับสามี” มู่ฉินส่ายหน้าให้กับลูกสาว
“คนอย่างหนูมีศักดิ์ศรีพอนะคะ หอบลูกออกมาแล้วก็ต้องอยู่ให้ได้!” เจี้ยนหนิงยืนกราน ใครใช้ให้เ้าของร่างคนเก่าหนีออกมาล่ะ ทั้งที่มีลูกติดหนึ่งคนแถมยังเป็ยุค 80 ค่อนข้างยากที่จะหาเงิน แต่ยังดีที่เป็เกาะฮ่องกงไม่ใช่เมืองจีนที่ปิดประเทศอยู่ตอนนี้ ดังนั้นซีอีโอสาวอย่างเธอไม่ขอบากหน้ากลับไปหรอก แน่จริงก็ตามมาง้อเองสิ
“อืม...งั้นแม่จะคอยดู แต่ตอนนี้ช่วยแม่เก็บเห็ดก่อน ดูสิเนี่ยผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้วยังได้เห็ดแค่นี้อยู่เลย ต้องกลับไปตั้งร้านที่ตลาดอีก เพราะฉะนั้นเราจะต้องเร่งมือนะรู้ไหม” มู่ฉินทำเสียงขู่
“มือฉัน...” เจี้ยนหนิงเบ้ปาก มือของเธอตอนนี้เปื้อนดินชื้นๆ ทำเอารู้สึกขยะแขยง ในฐานะซีอีโอสาวไม่เคยตกระกำลำบากมาก่อนในชีวิต วันนี้มือเปื้อนดินไม่สลบเป็ลมก็ดีถมไป
“เฮ้อช้าจริงๆ ก็บอกแล้วว่าค่อยๆ พูดคุยกันก็ไม่เชื่อ ดูสิเนี่ยเป็ภาระแม่หมด” มู่ฉินบ่นแบบนั้นแต่ก็รักและเอ็นดูเจี้ยนหนิง ลึกๆ แค่ไม่อยากให้ลูกสาวลงเอยเหมือนตัวเอง นั่นคือเป็คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว
การทำงานคนเดียวเพื่อเลี้ยงลูกนั้นค่อนข้างลำบาก ในสังคมสมัยนี้มีลูกแล้วหากคิดจะแต่งงานใหม่ก็เป็ไปได้ยาก ไม่มีใครอยากเข้ามาช่วยเลี้ยงลูก มีแต่ซ้ำเดิม แต่บอกอย่างไรดูเหมือนลูกสาวก็ไม่ฟัง ดังนั้นมู่ฉินจึงทำได้เพียงถอนหายใจ
“แม่ไม่ต้องห่วงหรอกนะแม่ หนูสามารถยืนด้วยลำแข้งตัวเอง ไม่ต้องพึ่งสามีราคาถูกหรอก” เจี้ยนหนิงยังหยิ่งผยองไม่เลิก ก็นะเธอเป็ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตก่อนหน้า จะให้ยอมกลับคำเพียงเพราะ้ามีคนดูแล นั่นคงเป็ฝันตื่นหนึ่ง
วันนี้มู่ฉินได้ผักและเห็ดป่าไปขายที่ตลาดค่อนข้างน้อย สืบเนื่องจากลูกสาวทำงานไปก็หมดแรง ทำไปก็หมดแรงอยู่อย่างนี้ ต้องนั่งพักหลายนาทีกว่าจะมาช่วย ทำเอาคนเป็แม่อย่างเธอต้องบ่นไปหลายคำ
“แม่บ่นหนูได้แค่วันนี้แหละนะ เดี๋ยววันหน้าแม่จะซาบซึ้ง...อุ้ย..หนักจัง เบาๆ สิแม่ เดี๋ยวหลังหนูก็หักหรอก” เจี้ยนหนิงกำลังคุยโม้ว่าตัวเองจะกลายเป็คนรวยในอนาคต แต่แม่ของเธอดันยกของขึ้นหลังให้ ในฐานะซีอีโอสาวไม่เคยทำงานหนัก แค่ถือกระเป๋าแฟชั่นก็หนักมากแล้ว แต่วันนี้ต้องมาแบกของลงจากูเาไปขายที่ตลาด ทำเอาเจี้ยนหนิงมีสีหน้าอมทุกข์ แข้งขาอ่อนแรงไปหมด
“เลิกบ่นได้แล้ว รีบๆ ตามแม่มา” มู่ฉินหันไปบอกลูกสาวแล้วเดินนำหน้า เจี้ยนหนิงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินตาม
นี่คือยุค 80 สกุลมู่ไม่มีรถยนต์ขับ ดังนั้นวิธีที่ทั้งสองขนผักคือใช้ตะกร้าตะพายหลัง มู่ฉินประกอบอาชีพนี้มาหลายปีดีดักทำให้เชี่ยวชาญเส้นทางลัดและมีหลังที่แข็งแรง แตกต่างจากเจี้ยนหนิงที่เดินไปไม่กี่สิบก้าวก็หยุดพัก หาที่จับเช่นต้นไม้ ใช้มือพัดหน้าเหมือนร้อน ทั้งที่ความจริงอากาศดีมาก
“เฮ้อ...” มู่ฉินทำได้เพียงถอนหายใจ พยายามชะลอความเร็วให้ลูกสาวเดินตามทัน ครั้นเดินมาถึงตลาดสดตอนเช้าพื้นที่ก็ถูกจับจองแทบหมด
มู่ฉินวางตะกร้าลงที่ทางเท้า แล้วช่วยลูกสาวเอาตะกร้าออกจากหลัง เสร็จแล้วหยิบผ้าที่พันรอบเอวออกมาปูบนพื้น ค่อยหยิบของในตะกร้าออกมาขายบนพื้นที่ถูกปู
เจี้ยนหนิงเหนื่อยมากเพราะต้องลงเขาขึ้นเขาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากย้อนเวลา ตอนนี้จึงนั่งลงบนทางเท้า สภาพน่าอนาถ ไม่สนใจว่าใครจะมองเช่นไร
มู่ฉินร้องะโบอกราคาสินค้า ตอนนี้เป็ยุค 80 ในเกาะฮ่องกง ใช่ว่าทุกคนจะรวยหมดดังนั้นชาวบ้านทั่วไปจึงมักมาเดินตลาด จับจ่ายสินค้าราคาถูกที่นำมาขายโดยชาวบ้าน
“แม่...ผมขอซื้อเห็ดห้าขีดและผักหนึ่งกำครับ”
“โอ้...นี่ไม่ใช่อู๋เล่ยเหรอ มาๆ นั่งลงก่อน วันนี้แม่เพิ่งเก็บเห็ดป่ามาสดๆร้อนๆ มีเจี้ยนหนิงช่วยด้วยนะรู้ไหม”
เจี้ยนหนิงเงยหน้ามองชายหนุ่มตรงหน้า คนคุ้นหน้าคุ้นตานี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากสามีของเธอ อู๋เล่ย
นี่เป็ครั้งแรกที่เจี้ยนหนิงเห็นเขาดังนั้นจึงพินิจั้แ่หัวจรดเท้า ทำให้ชายหนุ่มนึกคิดไปว่าหล่อนอยากคืนดี
“เจี้ยนหนิงเป็อย่างไรบ้าง หากไม่ไหวก็กลับบ้านไปกับผม ผมบอกแล้วไงว่าจะเลี้ยงดูคุณเอง ไม่ต้องไปสนใจญาติพี่น้องพวกนั้นหรอกน่า” อู๋เล่ยเริ่มชักชวนให้กลับไปเช่นเดียวกับแม่ของเธอที่สะกิดแขนข้างๆ
เจี้ยนหนิงส่ายหน้า “ไม่...ขอบใจนะอู๋เล่ยแต่ฉันเลือกแล้ว เพราะฉะนั้นนายไม่ต้องเข้ามายุ่ง”
ความจริงอู๋เล่ยไม่ใช่คนเลวหรอก เขาเป็บุรุษไปรษณีย์ทำงานส่งพัสดุ ในยุคสมัยนี้บุรุษไปรษณีย์ถือว่ามีหน้ามีตา ทำให้สกุลอู๋มักจะอวดโอ่ลูกชายคนโตอยู่เสมอ ส่วนสาเหตุหลักๆ ที่เจี้ยนหนิงออกจากบ้านสกุลอู๋ก็เพราะว่าทนแรงกดดันของญาติสามีไม่ไหว พวกเขาจึงทะเลาะกันครั้งใหญ่ สุดท้ายเธอก็ขอตัวกลับบ้าน หอบลูกหนีสามีมาที่บ้านยาย สภาพก็อย่างที่เห็น ทำให้อู๋เล่ยรู้สึกทุกข์ใจยิ่ง แต่ภรรยาปากแข็งอย่างนี้เขาก็ทำอะไรไม่ได้
“เอาล่ะงั้นผมคงต้องขอตัว” อู๋เล่ยกล่าวสั้นๆ กับภรรยาสาว ก่อนจะหันไปบอกลาแม่ยาย “งั้นผมไปก่อนนะแม่ หากมีอะไรเกิดขึ้นติดต่อผมได้ทันทีไม่ต้องเกรงใจ”
“เข้าใจแล้ว” มองดูแผ่นหลังของคนที่ปั่นจักรยานออกไปมู่ฉินก็หันไปมองลูกสาว จากนั้นก็ส่ายหน้าแล้วขายของต่อไป
ั้แ่ต้นจนจบเจี้ยนหนิงไม่ได้ช่วยขาย เธอนั่งเงียบถอนหายใจ กำลังคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดีจึงจะสามารถอยู่รอดได้ในยุค 80 บนเกาะฮ่องกง
“ตอนนี้อินเตอร์เน็ตยังไม่ถูกพัฒนาเป็ไปไม่ได้ที่จะขายสินค้าออนไลน์ ลืมเื่การลงทุนเ่าั้ไปได้เลย ลำพังตอนนี้เงินเก็บติดตัวมีแค่ 20 ดอลลาร์ฮ่องกง” เจี้ยนหนิงคิดกับตัวเอง “เฮ้อ...การหาเงินดูเหมือนจะยากแต่โชคของฉันก็ดีกว่านางเอกนิยายน้ำเน่าที่เข้าไปอยู่ในจีนยุค 70”
สภาพความเป็อยู่ของเจี้ยนหนิงดีกว่านางเอกพวกนั้นมาก ถึงแม้ว่าเธอจะเป็ซีอีโอสาวก็ใช่ว่าจะไม่เคยอ่านนิยายออนไลน์ดังนั้นจึงมีความเข้าใจเป็อย่างยิ่งว่าตัวเองนั้นไม่โชคร้ายจนเกินไป หากอยู่ในจีนยากที่จะเติบโต ต้องเรียนสูงๆ เพื่อสอบบรรจุเป็ข้าราชการ ธุรกิจส่วนตัวเหรอลืมมันไปได้เลย แม้แต่เนื้อยังต้องรอคูปองจากรัฐบาลถึงจะซื้อได้ โอกาสเติบโตนั้นยาก แต่ที่นี่คือเกาะฮ่องกง สำหรับเจี้ยนหนิงเธอมีโอกาสมากมายกว่านางเอกเ่าั้